"คุณจะมาช่วยฉันใช่ไหม" เสียงอ้อนวอนสุดท้ายของหนูน้อยในกาซาก่อนสัญญาณโทรศัพท์ตัดไป

Hind Rajab

ที่มาของภาพ, Rajab family

    • Author, ลูซี วิลเลียมสัน
    • Role, บีบีซีนิวส์, นครเยรูซาเลม

เสียงเล็ก ๆ แผ่วเบาที่ปลายสาย เด็กน้อยวัย 6 ขวบ พร้อมกับเสียงกรอบแกรบทางโทรศัพท์จากกาซา

"รถถังอยู่ใกล้ ๆ หนู มันวิ่งไปวิ่งมา"

อีกด้านหนึ่งของสายฉุกเฉินนี้ รานา นั่งอยู่ในศูนย์บริการของสภาเสี้ยววงเดือนแห่งปาเลสไตน์ รานาพยายามชวนหนูน้อยคนนี้คุยเพื่อให้ทำให้เธอใจสงบลง

"รถถังอยู่ใกล้มากใช่ไหม" รานาถาม

"ใกล้มาก ๆ" เสียงเล็ก ๆ จากปลายสายตอบกลับและถามต่อว่า "พวกคุณจะมารับหนูไหม หนูกลัวมาก"

ในตอนนั้น ไม่มีอะไรที่รานาสามารถทำได้ นอกจากพยายามชวนหนูน้อยคนนี้พูดคุยต่อไปเรื่อย ๆ

ในขณะนั้นหนูน้อย ฮินด์ ราจาบ วัย 6 ขวบคนนี้ ติดอยู่ท่ามกลางการโจมตีภายในเมืองกาซา ซิตี พร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือ ขณะที่เธอซ่อนตัวอยู่ภายในรถยนต์ของลุง ที่รายล้อมไปด้วยร่างที่ไร้วิญญาณของบรรดาญาติ ๆ

เสียงของรานา เป็นเสมือนสิ่งเชื่อมต่อที่บอบบางไปสู่โลกที่หนูน้อยฮินด์คุ้นเคย

เหตุร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่หนูน้อยฮินด์ออกเดินทางในช่วงเช้าจากบ้านในเมืองกาซา ซิตี ไปพร้อม ๆ กับลุง ป้า และลูกพี่ลูกน้องอีกห้าคน

ตอนนั้นเป็นวันจันทร์ที่ 29 ม.ค. เช้าวันนั้น กองทัพอิสราเอลแจ้งประชาชนให้อพยพจากพื้นที่ทางตะวันตกของเมือง และให้มุ่งหน้าลงทางใต้ไปตามถนนริมหาด

วิสซาม แม่ของฮินด์ จำได้ว่า พื้นที่อยู่อาศัยของพวกเธอถูกยิงกระหน่ำโจมตีอย่างหนัก "พวกเราหวาดกลัวมากและต้องการหนีออกไป" เธอเล่าและบอกว่า "เราต้องหลบลี้หนีไปที่แล้วที่เล่า เพื่อหลบเลี่ยงการโจมตีทางอากาศ"

ดังนั้น ครอบครัวของเธอจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลอาห์ลี ทางทิศตะวันออกของเมือง โดยหวังว่านั่นจะเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัย

Map of Gaza
คำบรรยายภาพ, แผนที่ภายในเขตกาซา

วิสซามและลูกคนโตของเธอเริ่มเดินอพยพตามเส้นทางที่พวกเขาเลือกเอง ส่วนหนูน้อยฮินด์ได้เดินทางกับลุงบนรถยนต์สีดำ ยี่ห้อ เกียร์ รุ่น ปิคคานโท (Piccanto)

"มันเป็นวันที่หนาวมากและฝนก็ตก ฉันบอกฮินด์ให้เดินทางด้วยรถยนต์เพราะว่าไม่ต้องการให้เธอต้องมาเปียกปอนเพราะฝน" วิสซาม อธิบาย

เธอเล่าต่อว่า ไม่นานหลังจากที่รถยนต์คันดังกล่าวขับออกไป เธอก็ได้ยินเสียงปืนดังมากมาจากทิศเดียวกัน

ขณะที่ลุงของฮินด์ขับรถมุ่งหน้าไปทางมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮาร์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังของกาซา เป็นที่คาดการณ์ว่ารถคันดังกล่าวได้ประจันหน้ากับรถถังของทหารอิสราเอลอย่างไม่คาดคิด เขาจึงเลี้ยวรถเข้าไปในสถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ เพื่อความปลอดภัย แต่ก็ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังถูกโจมตี

ภายในรถยนต์คันดังกล่าว พวกเขาพยายามโทรศัพท์หาญาติ ๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ หนึ่งในพวกเขาได้ติดต่อไปยังศูนย์ฉุกเฉินของสภาเสี้ยววงเดือนของปาเลสไตน์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 80 กม. ในเขตเวสต์แบงก์

ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โอเปอเรเตอร์ของศูนย์คอลเซ็นเตอร์ของสภาเสี้ยววงเดือนแห่งนี้ในเมืองรามัลเลาะห์ (Ramallah) โทรศัพท์มายังหมายเลขของลุงของหนูน้อยฮินด์ แต่ ลายัน ลูกสาววัย 15 ปีรับสายแทน

ในเสียงบันทึกบทสนทนา ลายันแจ้งกับเจ้าหน้าที่ของสภาเสี้ยววงเดือนว่า พ่อแม่ของเธอและลูกพี่ลูกน้องถูกสังหารทั้งหมด และยังมีรถถังอยู่ใกล้ ๆ รถยนต์ของเธอด้วย

"พวกเขายิงมาที่เรา" เธอบอก หลังจากนั้นก็มีเสียงยิงปืนพร้อมกับเสียงกรีดร้อง ก่อนบทสนทนาจะสิ้นสุดลง

เมื่อเจ้าหน้าที่สภาเสี้ยววงเดือนโทรศัพท์กลับไปอีกครั้ง ปลายสายที่ตอบกลับมาคือ หนูน้อยฮินด์ ซึ่งตอบกลับมาแบบแทบไม่ได้ศัพท์ เพราะความหวาดกลัว แต่ไม่นานสถานการณ์ก็ชัดเจนขึ้น ว่าเธอเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตภายในรถยนต์คันดังกล่าว และรถยนต์ที่เธออยู่ยังคงถูกโจมตี

"ซ่อนตัวใต้ที่นั่งนะ อย่าให้ใครเห็น" เจ้าหน้าที่บอกเธอ

รานา ฟาคีห์ ทำหน้าที่เป็นพนักงานรับสายในวันนั้นและคุยกับหนูน้อยฮินด์เป็นเวลาหลายชั่วโมง ขณะที่เจ้าหน้าที่สภาเสี้ยววงเดือนของปาเลสไตน์พยายามร้องขอให้กองทัพอิสราเอลอนุญาตให้นำรถพยาบาลเข้าไปยังจุดที่หนูน้อยฮินด์ติดอยู่

"ตัวเธอสั่นสะท้าน เศร้า และร้องขอความช่วยเหลือ" รานาเล่าย้อนถึงความทรงจำ และบอกว่า "เธอบอกพวกเราว่า ญาติ ๆ ของเธอเสียชีวิต แต่สักพักเธอก็อธิบายว่า พวกเขาแค่นอนหลับไป ดังนั้น เราจึงบอกเธอว่า งั้นปล่อยให้พวกเขาหลับต่อไปนะ เราไม่ต้องการรบกวนพวกเขา"

ฮินด์เฝ้าแต่ถามซ้ำไปซ้ำมาว่า จะมีใครมารับตัวเธอไหม

"มีครั้งหนึ่ง เธอบอกฉันว่า ฟ้ากำลังมืดลง" รานาบอกบีบีซีและกล่าวว่า "เธอคงกลัว และถามฉันกลับว่า บ้านของรานาอยู่ไกลหรือไม่ ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนเป็นอัมพาตและสิ้นหวัง"

สามชั่วโมงต่อมาหลังจากการพูดคุยทางโทรศัพท์เริ่มต้น ในที่สุดรถพยาบาลก็สามารถออกเดินทางเพื่อมุ่งหน้าไปช่วยหนูน้อยฮินด์ได้

ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ของสภาเสี้ยววงเดือนก็ได้ติดต่อไปยัง วิสซาม แม่ของหนูน้อยฮินด์ และให้เธอร่วมสายคุยกับลูกสาวด้วย

รานาเล่าให้ฟังว่า หนูน้อยฮินด์ปล่อยโฮเสียงดังเมื่อได้ยินเสียงของแม่ที่ปลายสาย

วิสซามบอกกับบีบีซีว่า "เธอ (หนูน้อยฮินด์) อ้อนวอนฉันไม่ให้วางสาย ฉันถามเธอว่า บาดเจ็บตรงไหนบ้าง แล้วฉันก็พยายามทำให้เธอสงบลงด้วยการหันมาอ่านคัมภีร์อัลกุรอานด้วยกัน โดยที่ฉันอ่านนำให้เธออ่านตามทุกคำ"

Hind's grandfather, Bahaa Hamada
คำบรรยายภาพ, บาฮา ฮามาดา คุณตาของหนูน้อยฮินด์บอกว่า ฮินด์พูดว่าเธอเห็นรถพยาบาลแล้วอยู่ไกล ๆ

เป็นช่วงที่ท้องฟ้ามืดแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่บนรถพยาบาลอย่าง ยูเซฟและอาห์หมัด ได้แจ้งต่อโอเปอเรเตอร์ว่า พวกเขากำลังเข้าใกล้จุดพิกัดเป้าหมายที่หนูน้อยฮินด์อยู่แล้ว และกำลังจะให้กองกำลังอิสราเอลตรวจก่อนเข้าไปยังพื้นที่

นี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่โอเปอเรเตอร์ได้ยินจากเพื่อนร่วมงาน (ที่จะเข้าไปช่วยหนูน้อยฮินด์) รวมถึงจากหนูน้อยฮินด์ ก่อนที่สัญญาณโทรศัพท์ไปถึงเจ้าหน้าที่แพทย์และหนูน้อยฮินด์จะสิ้นสุดลงตลอดกาล

บาฮา ฮามาดา คุณตาของหนูน้อยฮินด์บอกกับบีบีซีว่า สายสนทนาของหลานและแม่ของเธอยังคงเชื่อมต่อกันไปอีกระยะหนึ่ง และบอกว่า สิ่งสุดท้ายที่วิสซามได้ยินคือ เสียงเปิดประตูรถยนต์ และหนูน้อยฮินด์บอกว่า เธอเห็นรถพยาบาลอยู่ไกล ๆ

"ทุก ๆ วินาที ฉันรู้สึกแสบในทรวงอก ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงของรถพยาบาล ฉันก็คิดว่าเป็นเธอหรือเปล่า ทุกเสียงที่ได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นเสียงปืน เสียงจรวดตกลงพื้นดิน เสียงระเบิด ฉันได้แต่สงสัยว่า เป้าหมายจะเป็นลูกสาวของฉันไหมนะ" วิสซาม บอกบีบีซี

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของสภาเสี้ยววงเดือนของปาเลสไตน์ในเขตกาซา หรือ ครอบครัวของหนูน้อยฮินด์ ก็ล้วนยังไม่สามารถเข้าไปยังจุดดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ยังคงมีการต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงและถูกควบคุมโดยกองทัพอิสราเอล

รานาสารภาพว่า "ยิ่งเป็นช่วงกลางคืน ยิ่งทำใจลำบากเมื่อคุณตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วได้ยินเสียงของหนูน้อยฮินด์ก้องอยู่ในหูว่า มาช่วยรับฉันด้วย"

บีบีซีได้สอบถามกองทัพอิสราเอลเกี่ยวกับรายละเอียดของปฏิบัติการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวในวันนั้น รวมถึงสอบถามเกี่ยวกับการหายตัวไปของหนูน้อยฮินด์และรถพยาบาลที่ถูกส่งไปช่วยเหลือเธอด้วย บีบีซีได้สอบถามไปอีกครั้งในอีก 24 ชั่วโมงต่อมา แต่กองทัพอิสราเอลบอกว่าพวกเขากำลังตรวจสอบอยู่

"ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice - ICJ) อยู่ที่ไหน ทำไมบรรดาประธานศาลต่างยังนั่งอยู่บนบัลลังก์เฉย ๆ" วิสซามแม่ของหนูน้อยฮินด์ตั้งคำถาม

ถัดมาหนึ่งสัปดาห์หลังการหายตัวไปของหนูน้อยฮินด์ วิสซามได้แต่นั่งและรอคอยที่โรงพยาบาลอาห์ลี วันแล้ววันเล่า เธอเติมเต็มความว่างเปล่าในจิตใจด้วยความหวังอันแน่วแน่ว่าสักวันลูกสาวจะมีชีวิตรอดกลับมา

"ฉันนำของมาให้ลูก และฉันจะรอลูกอยู่ตรงนี้ จะรอทุกวินาที และร้องขอด้วยหัวใจอันแตกสลายของผู้เป็นแม่ ไม่ให้พวกคุณลืมเรื่องราวนี้" เธอกล่าว

ไร้ปาฏิหาริย์

นับจากวันนั้นเป็นเวลากว่าสองสัปดาห์ บุคลากรทางการแพทย์พยายามเข้าไปยังพื้นที่ที่สัญญาณจากทั้งหนูน้อยฮินด์และเจ้าหน้าที่สภาเสี้ยววงเดือนตัดไป พบรถยนต์ยี่ห้อเกีย สีดำในสภาพพังเสียหายไม่มีชิ้นดี มีร่องรอยรูกระสุนปืนตามข้าง ๆ หนึ่งในบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าไปในพื้นที่วันนั้นบอกนักข่าวว่า ร่างของหนูน้อยฮินด์เป็นหนึ่งในศพผู้เสียชีวิต 6 ศพภายในรถยนต์คันดังกล่าว

สภาพรถยนต์ที่พบร่างหนูน้อยฮินด์ร่วบกับอีกเหยื่อสงครามอีก 6 ศพ

ที่มาของภาพ, BBC

คำบรรยายภาพ, สภาพรถยนต์ที่พบร่างหนูน้อยฮินด์ร่วบกับอีกเหยื่อสงครามอีก 6 ศพ

ไกลออกไปเพียงไม่กี่เมตร มีรถยนต์อีกคันที่ถูกเพลิงเผาไหม้ทั้งคัน เครื่องยนต์หล่นออกมาภายนอกตัวถัง ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่า เป็นรถพยาบาลที่ถูกส่งเข้าไปช่วยหนูน้อยฮินด์ ส่วนเจ้าหน้าที่ภายในรถพยาบาลทั้งสองก็ถูกสังหารจากระเบิดจากกองทัพอิสราเอล เจ้าหน้าที่สภาเสี้ยววงเดือนของปาเลสไตน์กล่าว

ในแถลงการณ์ของสภาเสี้ยววงเดือนปาเลสไตน์ ประณามความจงใจในการพุ่งเป้าหมายโจมตีไปยังรถพยาบาลขณะที่รถพยาบาลแล่นเข้าไปยังจุดเกิดเหตุเมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา

สภาเสี้ยววงเดือนของปาเลสไตน์ยังบอกกับบีบีซีว่า พวกเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการประสานงานเพื่อเข้าไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อช่วยหนูน้อยฮินด์

ด้านแม่ของหนูน้อยเคราะห์ร้ายรายนี้เรียกร้อง ขอให้มีผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ฝ่ายกองทัพอิสราเอลอ้างว่า กลุ่มฮามาสมักใช้รถพยาบาลในการขนส่งอาวุธและนักรบ