กำพร้า พิการ และโดดเดี่ยว: ความเจ็บปวดของเด็กที่เป็นเหยื่อสงครามในกาซา

อาห์เหมด วัย 3 ขวบต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างในเหตุโจมตีด้วยระเบิดในเขตกาซา

ที่มาของภาพ, Mahmoud Aki

คำบรรยายภาพ, อาห์เหม็ด วัย 3 ขวบต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างในเหตุโจมตีด้วยระเบิดในเขตกาซา
    • Author, ดาเลีย ไฮดาร์
    • Role, บีบีซี ภาษาอาหรับ

คณะแพทย์ที่ทำงานในฉนวนกาซาบอกเล่าเรื่องราวอันน่าสงสารของเด็กกำพร้าที่ไม่เพียงทนทุกข์จากบาดแผลทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีแผลทางจิตใจที่ต้องพลัดพรากจากคนในครอบครัวไปตลอดกาลจากสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างอิสราเอลและฮามาส

"WCNSF - wounded child, no surviving family" หรือแปลเป็นไทยว่า 'เด็กบาดเจ็บที่ไม่เหลือใครในครอบครัว' คือวลีสั้น ๆ ที่ถูกใช้บ่อย ๆ ในฉนวนกาซาตอนนี้ ดร.ทันยา ฮัจญ์-ฮัสซัน แพทย์ที่ทำงานให้กับองค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Doctors Without Borders) บอกบีบีซี นิวส์

WCNSF มีขึ้นเพื่อบอกเล่าถึงสถานการณ์โหดร้ายที่บรรดาเด็ก ๆ ในกาซาต้องเผชิญ แค่เสี้ยว วินาทีเดียวก็เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล เมื่อ พ่อแม่ พี่น้อง และปู่ย่าตายายเสียชีวิตไปทั้งหมด

นับตั้งแต่สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 7 ต.ค. มีผู้คนในฟากอิสราเอลเสียชีวิตแล้ว 1,200 ราย และถูกจับเป็นตัวประกันในเขตกาซาอีกราย 240 คน (บางส่วนถูกปล่อยตัวมาแล้ว) ส่วนในเขตกาซาเองก็ได้รับความสูญเสียเช่นกัน กระทรวงสาธารณสุขของฮามาสระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 15,000 ราย ในจำนวนนั้นเป็นเด็ก 6,000 ราย

เด็กกำพร้าไร้บ้าน

อาห์เหม็ด ซาบาด วัย 3 ขวบ คือหนึ่งในเด็กกลุ่ม WCNSF เขารอดชีวิตจากการโจมตีทางอากาศแถวบ้านพักในเบต ฮานูน พื้นที่ทางตอนเหนือของฉนวนกาซาในช่วงกลางเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ที่คร่าชีวิตของพ่อ แม่ และพี่ชายคนโตของเขา เคราะห์ดีที่เขารอดชีวิตมาได้โดยได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่ตอนที่เขาเดินทางมาถึงโรงพยาบาล เขาร้องไห้ไม่หยุด

ในเวลาต่อมาพบว่า น้องชายของเขาชื่อ โอมาร์ วัย 2 ขวบ ยังคงมีชีวิตอยู่เช่นกัน โดยทั้งสองคนได้เจอกันอีกครั้งหลังจากเจ้าหน้าที่พบตัว อิบราฮิม อาบู อัมชา ซึ่งเป็นลุงของพวกเขา

อิบราฮิมเล่าใหัฟังว่า หลังเกิดการระเบิดขึ้น เขาทราบข่าวมาว่ามีเด็กคนหนึ่งอยู่ที่โรงพยาบาลชาวอินโดนีเซีย (Indonesian hospital) โดยไม่มีใครอยู่ด้วย เขาก็เลยไปที่โรงพยาบาลนั้นทันที และพบว่าหนูอาเหม็ดนั่งอยู่กับคนแปลกหน้า

เขาย้อนเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า อาเหม็ดถูกแรงระเบิดกระแทกลอยไปในอากาศห่างออกจากบ้านราว 20 เมตร และได้รับบาดเจ็บ

เดิมทีหนูน้อยอาเหม็ดและโอมาร์จะต้องเป็นเด็กกำพร้าไร้บ้านที่จะไม่มีที่หลบภัยจากการโจมตีทางอากาศที่ยังคงดำเนินอยู่ อิบราฮิมจึงตัดสินใจรับพวกเขาเข้ามาดูแลร่วมกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัว ตอนแรกเขาได้พาเด็กทั้งสองไปอยู่ที่เมืองเชค รัดวาน (Sheikh Radwan) แต่สุดท้ายต้องกลับมาเนื่องจากอาเหม็ดได้รับบาดเจ็บจากเศษแก้วจากแรงระเบิด

พวกเขาจึงไปอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัต ซึ่งมีโรงเรียนในความดูแลขององค์การสหประชาชาติ แต่ก็หนีไม่พ้นชะตากรรมอันโหดร้ายเช่นเคย เมื่อค่ายผู้ลี้ภัยแห่งนี้ถูกโจมตีเช่นกัน

"ขณะที่ผมวิ่งออกนอกประตูโรงเรียน ผมเห็นอาเหม็ดนอนบนพื้นอยู่ตรงหน้า ขาทั้งสองข้างของเขาหายไป และกำลังคลานมาหาพร้อมอ้าแขนรอเพื่อขอความช่วยเหลือ" ลุงของเขาเล่าให้ฟัง ขณะที่ สมาชิกครอบครัวรายหนึ่งที่อยู่กับอาเหม็ดในเวลานั้นเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

อิบราฮิม ผู้ต้องอพยพลี้ภัยพร้อมกับครอบครัวพูดด้วยน้ำเสียงโศกเศร้าว่า เขาหวังว่าจะสามารถส่งตัวอาเหม็ดไปรักษาตัวนอกเขตกาซาได้ เพราะเขายังมีความฝันว่าจะโตขึ้นไปเป็นอะไรอีกหลายอย่าง

"เมื่อเราออกไปข้างนอกเพื่อชมการแข่งขันฟุตบอล เขาเคยบอกว่า เขาอยากจะเป็นนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียง"

ร้องไห้คิดถึงแม่

มูนา อัลวาน เด็กกำพร้าวัย 2 ขวบจากภัยสงครามก็มีชะตากรรมไม่แตกต่างจากอาเหม็ด และอยู่ในกลุ่ม WCNSF

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลชาวอินโดนีเซีย เธอร้องไห้ร้องเรียกหาแม่ แต่แม่ของเธอเสียชีวิตไปแล้ว

เธอถูกดึงออกมาจากใต้ซากปรักหักพังหลังเกิดเหตุโจมตีทางอากาศใกล้กับที่อยู่อาศัยของเธอในเขตจาบัล อัล ราอีส (Jabal Al Rais) ทางตอนเหนือของกาซา พ่อแม่ พี่ชาย และปู่ของเธอเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่เธอได้รับบาดเจ็บที่ตาอย่างสาหัสและกระดูกขากรรไกรหัก

Muna Alwan

ที่มาของภาพ, Mohammed Al-Kahlout

คำบรรยายภาพ, มูนา วัย 2 ขวบ ต้องสูญเสียพ่อแม่ พี่ชาย และปู่ ในคราวเดียวกันในเหตุโจมตีทางอากาศทางตอนเหนือของเขตกาซา

มูนาถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลอีกแห่งโดยมีน้าของเธอตามไปเฝ้า

"ฉันทราบเรื่องของมูนาจากอินเทอร์เน็ตว่าเธออยู่ที่โรงพยาบาลแนสเซอร์ พวกเรามาถึงก็รู้ว่าเป็นเธอ" ฮานาบอกและระบุว่า หลานของเธออยู่ในสภาพย่ำแย่มาก

"เธอได้เพียงแต่กรีดร้อง และหวาดกลัวเมื่อมีคนเข้าใกล้" ฮานากล่าวเพิ่มเติมและบอกว่า มูนามีพี่สาวอีกคนและอาศัยในเมืองกาซา ซิตี

"พวกเขายังไปไหนไม่ได้ ไม่มีหนทางที่จะนำพวกเขาไปทางใต้ (เขตกาซา) บ่อยครั้งฉันถามตัวเองว่า เราจะต้องทำอะไร และทำอย่างไรที่จะทำหน้าที่แทนแม่ของพวกเขาได้" เธอกล่าวทิ้งทาย

"ฉันสูญเสียขาและครอบครัวไป"

บนเตียงเหล็กที่มุมหนึ่งของห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาลแนสเซอร์ ในเขตข่าน ยูนิส ทางตอนใต้ของกาซา ดันยา อาบู เมห์เซน วัย 11 ปี กำลังมองที่ขาขวาของเธอที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาว

เด็กหญิงคนนี้ที่มีผมยาวเป็นลอนสวมชุดสีแดงกำมะหยี่ นั่งเงียบ ๆ อยู่ริมเตียง ด้วยสีหน้าที่โศกเศร้าอย่างมาก

เธอรอดชีวิตจากการโจมตีทางอากาศขณะที่เธอนอนหลับอยู่ภายในบ้านกับยูซุฟ น้องชายของเธอ และน้องสาวคนเล็ก ในย่านอัล อามัล ของเมืองข่าน ยูนิส เหตุร้ายครั้งนั้นทำให้พ่อแม่ น้องชายและน้องสาวเสียชีวิต ขณะที่เธอต้องสูญเสียขาขวา

"เมื่อฉันเห็นสภาพของพ่อ ฉันรู้สึกหวาดกลัวมากเพราะร่างของเขาเต็มไปด้วยเลือดและเศษหิน มีคนมามุงล้อมพวกเรา น้องสาวของฉันกรีดร้อง" ดันยาย้อนเล่าถึงเหตุการณ์วันนั้น

"ฉันเหลือบมองมาที่ตัวเอง และพบว่าฉันขาขาดไปข้างหนึ่ง ฉันรู้สึกเจ็บปวด ขณะที่ความคิดของฉันมีแต่เพียงคำถามว่า ขาของฉันขาดไปได้อย่างไร" เธอเล่า

ฟัดวา อาบู มาห์เซน ป้าของเธอ เล่าให้ฟังว่า ดันยายังนึกไม่ออกว่าเธอมาถึงโรงพยาบาลเมื่อไหร่และอย่างไร สิ่งที่เธอจดจำได้คือ เธออยู่ที่นั่นคนเดียวและได้ยินคำถามจากบุคลากรทางการแพทย์ที่ถามย้ำหลายครั้งให้เธอบอกข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัว

"เธอบอกฉันว่า เธอได้ยินพยาบาลพูดว่า ขอให้พระเจ้าโปรดเมตตาพวกเขาด้วยเถิด ซึ่งหมายความถึงพ่อแม่ของเธอ"

Dunya Abu Mehsen

ที่มาของภาพ, Mohamed Al-Kahlout

คำบรรยายภาพ, ดันยา อาบู เมห์เซน ต้องสูญเสียขาขวาและครอบครัวของเธอไปในการโจมตีทางอากาศในพื้นที่ตอนใต้ของเขตกาซา

ป้าของเธอนั่งอยู่ข้าง ๆ เธอในห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาล และหากจะออกไปสูดอากาศข้างนอก เธอต้องอาศัยรถเข็นสำหรับคนพิการเท่านั้น

"เธอเคยเป็นเด็กร่าเริง แข็งแรง และกระตือรือร้นอย่างมากก่อนได้รับบาดเจ็บ" ป้าเธออธิบาย

ดันยาบอกว่า "วันนี้ ฉันสูญเสียขาและครอบครัวไปแล้ว แต่ยังคงมีความฝัน ฉันต้องการขาเทียม ต้องการท่องเที่ยว โตไปเป็นหมอ และต้องการให้สงครามนี้ยุติลง เพื่อให้เด็ก ๆ มีชีวิตอยู่อย่างสันติ"

เด็กกำพร้าในกาซากำลังเพิ่มขึ้น

ริคคาร์โด ปิเรส ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารขององค์การยูนิเซฟบอกว่า การระบุถึงตัวเลขอย่างชัดเจนของเด็กกำพร้าในเขตฉนวนกาซาในตอนนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย เนื่องจากสถานการณ์ที่ตอนนี้ผันผวนอย่างรวดเร็วและสงครามที่กำลังเข้มงวด

เขาระบุว่า ยูนิเซฟพยายามที่จะทำงานกับโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในการขึ้นทะเบียนและยืนยันตัวตนเด็ก ๆ แต่ขั้นตอนดังกล่าวเป็นไปด้วยความล่าช้าเนื่องจากเงื่อนไขบางประการที่เกินจะควบคุม

"ไม่ใช่เพียงเรื่องการจัดการดูแลรักษาชั่วคราวและรักษาระดับความปลอดภัย ในภาวะที่ทั้งโรงพยาบาลและศูนย์พักพิงวุ่นวายและแออัด ระบบการทำงานแบบปกติในการระบุข้อมูลเอกสาร การติดตาม และการส่งเด็กคืนให้กับญาติ ยังเป็นไปได้ยากเลย"