ตามหา "ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้" ผ่านการเดินทางทางความคิดของ เกษียร เตชะพีระ

พานรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ ชี้ว่าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สะท้อนภาพ "รัฐธรรมนูญแบบไทย ๆ" ที่ไม่มีรัฐธรรมนูญชาติไหนในโลกเหมือน เพราะวางไว้บนพาน
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 17 นาที

ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ ชวนสำรวจความยอกย้อนของประชาธิปไตยในสังคมการเมืองไทย ตั้งแต่ยุคปฏิวัติสยาม 2475 ถึงปัจจุบัน โดยพบว่าการรอมชอม ประนีประนอมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างคณะราษฎรกับ ร.7 ทำให้มีการขยับปรับเปลี่ยนความหมายของ "ประชาธิปไตย" จาก "Republic" ในยุคนำเข้า เป็น "Democracy"

"ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้: ปมปริศนาบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย" คือหนังสือเล่มล่าสุดที่เปรียบเสมือนแผนที่การคิดในช่วง 4 ทศวรรษของ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และเป็นหัวข้อที่เขาใช้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 20 ในวันนี้ (9 มี.ค.)

หลังได้อ่าน-ฟังแนวคิดของนักวิชาการและนักปรัชญาทั้งไทยและต่างประเทศ 4 คน ในจำนวนนี้คือความเห็นของ จอร์จ ซานตายานา นักปรัชญาอเมริกันเชื้อสายสเปน ที่ว่า "Those who cannot remember the past are condemned to repeat it." หรือ "ผู้ที่ไม่สามารถจดจำอดีตได้ จะถูกสาปแช่งให้ต้องทำในสิ่งเดิมอีก"

และความเห็นจาก ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์ผู้ล่วงลับ ที่ว่า "วัฒนธรรมจะกลายเป็นอาวุธเพื่อปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจและสิทธิได้ต้องเข้าใจบริบทและประวัติศาสตร์ของมัน"

ศ.ดร.เกษียรก็นำมาขบคิดอย่างจริงจัง แล้วหาโอกาสประมวลภาพรวมในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมของการต่อต้าน และย้ำว่าการให้บริบทและประวัติศาสตร์จะช่วยเสริมพลังในการต่อสู้เพื่อต้านทานเรื่องเล่าหลัก/เรื่องเล่าแบบฉบับทางการ

เขาทบทวนตรรกะย้อนแย้งของการสร้างประชาธิปไตยบนฐานชนชั้นในสังคมไทย ซึ่งมีกลุ่มอำนาจเดิมที่ต่อต้านประชาธิปไตยแข่งขันกับกลุ่มช่วงชิงอำนาจใหม่ที่เรียกร้องประชาธิปไตย เกิดการเปลี่ยนย้ายอำนาจไปมาหลัก ๆ 3 ครั้งในช่วง 94 ปี นับจากปฏิวัติสยาม 2475, เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516-พฤษภา 2535, เหตุการณ์ช่วงระบอบทักษิณ 2548-ปัจจุบัน

ภาพจำอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในฉากสำคัญทางประวัติศาสตร์ 14 ต.ค. 2516 เมื่อขบวนการนักศึกษาและประชาชนลุกฮือเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพจำอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในฉากสำคัญทางประวัติศาสตร์ 14 ต.ค. 2516 เมื่อขบวนการนักศึกษาและประชาชนลุกฮือเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

ก่อนสรุปว่า "ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้" เป็นเรื่องราวที่วิเคราะห์ สังเคราะห์ขึ้นมาจากประสบการณ์เดินทางแสวงหาและสร้างสรรค์ของสังคมไทยผ่านประวัติการเมืองไทยสมัยใหม่หลัง 2475 ถึงปัจจุบัน มันไม่ใช่สัจธรรมคำตอบสำเร็จรูปที่พบแล้วหยุดนิ่งตายตัวรอให้ใครประกาศบอกเพื่อเรารับเชื่อแล้วนำไปประยุกต์ใช้ อาจกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ เป็นแนวคิดใฝ่ทะยานของบรรดาผู้คนที่ออกเดินทางแสวงหาและสร้างสรรค์มัน จึงมีนัยความหมายที่แตกต่าง หลากหลาย ขัดแย้ง เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับประสบการณ์ การเรียนรู้ ความเข้าใจ จุดหมายปลายทาง เส้นทางเดิน และคนเดินทางซึ่งก็เปลี่ยนแปลงพร้อมกันไปด้วย

หลักหมายสำคัญของการเดินทางนี้ นักรัฐศาสตร์ผู้ศึกษาการเมืองวัฒนธรรม (cultural politics) เสนอให้ดูจากกลุ่มพลังสังคมต่าง ๆ ที่เข้าร่วมขบวน, ด่าน-พลวัต-ไวยากรณ์ทางภาษาและวัฒนธรรมของการให้ความหมายแก่ประชาธิปไตย และสถานการณ์การเมืองสำคัญของภูมิภาคและโลก

หนังสือ 3 เล่มที่เกษียรใช้ตามหา "ประชาธิปไตยประเสริฐสุด"

ศ.ดร.เกษียรหยิบยืม-ต่อยอด-ประยุกต์จากหนังสือ 3 เล่มที่เขาอ่าน

หนังสือเล่มแรก "การิทัตผจญภัย" นิยายปรัชญาการเมืองที่นักรัฐศาสตร์ผู้นี้เป็นผู้แปลและใช้สอนนักศึกษาในคณะ เป็นเรื่องของชายชื่อการิทัตที่ออกเดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ เพื่อแสวงหาโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้

อาจารย์เกษียรนำคำถามสำคัญในนิยายดังกล่าวมาเปลี่ยนจาก โลก เป็น ระบอบ

"ถ้าเผื่อเจอระบอบประชาธิปไตยที่คนคิดว่าคำถามเรื่อง 'ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน?' ไม่พึงถามอีกต่อไป เราย่อมมิอาจปรับปรุงระบอบแห่งนั้นให้ดีขึ้นได้"

ในทัศนะของศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ คำถามที่ไม่พึงถามนี้จะเกิดขึ้นบน 3 สถานการณ์ ทว่าทั้งหมดได้ผลเป็นการเมืองแบบอนุรักษนิยมเหมือนกัน

  • อยู่ที่นี่แล้วไง ไม่ต้องถาม ทุกอย่างดีสมบูรณ์ "ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ย่อมเป็นความเสื่อม ดังนั้นต้องไม่เปลี่ยน ไม่ปฏิรูป เพราะประเสริฐสุดที่เป็นไปได้อยู่ที่นี่"
  • เขาพบประชาธิปไตยที่เหมาะกับตัวเขา "ไม่ได้บอกว่าประเสริฐที่สุด แต่นี่เหมาะกับตัวกู ไม่เปลี่ยน ก็ต้องอนุรักษ์ไว้ เป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ"
  • มันไม่มีหรอก จะไปหาทำอะไร ป่วยการ เหนื่อยเปล่า "ถ้ามองโลกในแง่ร้าย เปลี่ยนไปอาจแย่กว่านี้ คิดแบบนี้จึงต้องอนุรักษ์"

ทั้ง 3 สถานการณ์นี้ ศ.ดร.เกษียรบอกว่าเป็น "คำตอบที่เป็นกับดักและหลุมพราง" ทำให้คนหยุดเปลี่ยนแปลง แสวงหา สร้างสรรค์ ยึดอนุรักษ์กับสิ่งที่เป็น และไม่ใช่ทางที่ควรจะไป

งานวิชาการและข้อเสนอของ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ เปรียบเสมือนการสานต่อมรดกทางความคิด “การพัฒนาตามแนวทางสันติประชาธรรม” ของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

ที่มาของภาพ, HATAIKARN TREESUWAN/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, งานวิชาการและข้อเสนอของ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ เปรียบเสมือนการสานต่อมรดกทางความคิด "การพัฒนาตามแนวทางสันติประชาธรรม" ของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

หนังสือเล่มที่สอง "กำเนิดสยามจากแผนที่: ประวัติศาสตร์ภูมิกายาของชาติ" ( Siam Mapped: A History of the Geo-Body of a Nation) ซึ่งอธิบายอภิสัญญะ (metasignifier) ว่าเป็นสัญญะหลักใหญ่ของสัญญะย่อยทั้งหลายในปริมณฑลการให้ความหมายหนึ่ง ๆ คอยกำกับและจัดระเบียบความหมายของสัญญะย่อยเหล่านั้น เช่น ในปริมณฑลการเมืองวัฒนธรรมของรัฐชาติ คือ "ความเป็นไทย" ในปริมณฑลการเมืองไทย คือ "ประชาธิปไตย"

การนิยามเชิงนิเสธ (negative identification) เป็นการนิยามความหมายของสิ่งหนึ่ง โดยบอกว่ามันไม่ใช่อะไรบ้าง ระบุชี้บุคลิกลักษณะของมันด้วยสิ่งอื่นที่แตกต่างออกไป เช่น ความเป็นไทย = ไม่ใช่คอมมิวนิสต์, ไม่ใช่พม่า-ลาว-ญวน-เขมร-จีน-ฝรั่ง ในปริมณฑลการเมืองไทย จึงนิยามประชาธิปไตยด้วยการบอกว่ามันไม่ใช่อะไรบ้าง

หนังสือเล่มที่สาม "เสรีนิยม" (Liberalism) ซึ่งศึกษาวิเคราะห์แนวสัณฐานวิทยา (morphology) ความหมายเชิงนิเสธของประชาธิปไตยในสังคมไทยจึงทยอยทับซ้อน เบียดบัง ขบเหลื่อม ลบเลือน เน้นย้ำ จางหาย กลายกลืนกันมาในประวัติการเมืองไทยเป็นช่วงชั้น พร้อมกันนั้นก็ส่งผลสะเทือนข้างเคียงไปดึงดูด ผลักไส ปรับแปร ลดทอน เน้นหนักศัพท์แสง แนวคิดสำคัญอื่น ๆ ในการเมืองไทย เช่น ชาติ รัฐธรรมนูญ สถาบันกษัตริย์ กองทัพ ประชาชน ทุนนิยม สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ชนชั้นนายทุน ชนชั้นกลาง กรรมกร ชาวนา รัฐราชการ ในแต่ละช่วงตอนด้วย

ศ.ดร.เกษียรเสนอว่า ประชาธิปไตยในสังคมการเมืองไทยสมัยใหม่ผ่านช่วงคลี่คลายขยายตัวในนิยามความหมายเชิงลบ/นิยามเชิงนิเสธ หรือพูดง่าย ๆ ว่าประชาธิปไตยไม่ใช่อะไรบ้างใน 5 ช่วงชั้น

ตารางนิยามประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยไทย แปรจาก "Republic" เป็น "Democracy" ตอนไหน?

ประชาธิปไตย ในฐานะ Republic

ในยุคแรกจุติในสังคมการเมืองไทย ประชาธิปไตย/ประชาธิปตัย อยู่ในความหมาย "Republic" หรือ "ซึ่งไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน มีแต่ผู้ซึ่งราษฎรเลือกขึ้นให้บังคับบัญชา บ้านเมือง" (ค้นพบในพระนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบัญญัติเมื่อ พ.ศ. 2455)

"(แต่ก็) มีปัญหาว่าจะเปนไปได้จริงเช่นนั้นฤาไม่ ต่างว่าเลิกเจ้าแผ่นดิน เลิกเจ้าและเลิกขุนนางเสียให้หมด เปลี่ยนลักษณปกครองเปนประชาธิปตัย (ริปับลิค) อันตามตำราว่าเป็นลักษณปกครองซึ่งให้โอกาศให้พลเมืองได้รับความเสมอหน้ากันมากที่สุด เพราะใคร ๆ ก็มีโอกาศที่จะได้เป็นถึงประธานาธิบดี ข้อนี้ก็ดีอยู่ (ตามตำรา)..." ข้อความในจดหมายเหตุรายวันของ ร.6 ระบุตอนหนึ่ง

นายทหารออกแจกจ่ายแถลงการณ์คณะราษฎรให้ประชาชนในพระนครได้รับทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในช่วงย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิ.ย. 2575

ที่มาของภาพ, กลุ่มงานพิพิธภัณฑ์และจดหมายเหตุ สำนักเลขาธิการสภาฯ

คำบรรยายภาพ, นายทหารออกแจกจ่ายแถลงการณ์คณะราษฎรให้ประชาชนในพระนครได้รับทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในช่วงย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิ.ย. 2575

ความหมายเดียวกันของประชาธิปไตยในฐานะ "Republic" ปรากฏในประกาศคณะราษฎรเมื่อ 24 มิ.ย. 2475 ยกร่างโดย ปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐมนูธรรม แกนนำคณะราษฎร

"ขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ภายใต้ กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วย ความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร... (มิฉะนั้นแล้ว) ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปตัย (Republic) กล่าวคือประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นอยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา" (ค้นพบในหนังสือรวมรัฐธรรมนูญและกฎหมายของ ศ.ไพโรจน์ ชัยนาม ซึ่งคัดลอกจากหนังสือพิมพ์ร่วมสมัย แต่ตามตำราอื่น ๆ จะไม่มีวงเล็บ Republic เอาไว้)

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 เมื่อ 10 ธ.ค. 2475

ที่มาของภาพ, กลุ่มงานพิพิธภัณฑ์และจดหมายเหตุ สำนักเลขาธิการสภาฯ

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 เมื่อ 10 ธ.ค. 2475

ประชาธิปไตย ในฐานะ Democracy

ทว่าในเวลาไม่เกินปี ประชาธิปไตยตอนแรกเข้าในฐานะ "Republic" ได้เปลี่ยนความหมายเป็น "Democracy" ปรากฏในเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐมนูธรรม 2475 หรือที่รู้จักในชื่อ "สมุดปกเหลือง"

"ในการทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาที่จะเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวมาเป็นหลายองค์ ซึ่งเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยแต่เปลือกนอกเท่านั้น ข้าพเจ้ามุ่งต่อสาระสำคัญคือ "บำรุงความสุข สมบูรณ์ของราษฎร"

ศ.ดร.เกษียรชี้ว่า การขยับเปลี่ยนความหมายของ "ประชาธิปไตย" ในสังคมการเมืองไทย จาก "Republic" เป็น "Democracy" เป็นผลลัพธ์สืบเนื่องและมรดกทางการเมืองวัฒนธรรมของการรอมชอม ประนีประนอมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างคณะราษฎรกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และกลายเป็นสมญา "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" (Constitutional Democracy) อันนี้คือปาฏิหาริย์ของการประนีประนอม สร้างสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ มันเป็นปฏิพจน์ ทำให้ "ประชาธิปไตย ไม่ใช่สาธารณรัฐ"

สำหรับปฏิพจน์ (oxymoron) คือวลีที่ผสมผสานคำ 2 คำซึ่งดูเหมือนตรงข้ามกันเข้าไว้ด้วยกัน

โฉมหน้าคณะราษฎรสายทหารบก 33 คน โดยมี พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร (คนที่ 5 แถวกลางจากซ้ายมือ) และ พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม (คนที่ 3 แถวกลางจากซ้ายมือ) ร่วมในภาพด้วย

ที่มาของภาพ, กลุ่มงานพิพิธภัณฑ์และจดหมายเหตุ สำนักเลขาธิการสภาฯ

คำบรรยายภาพ, โฉมหน้าคณะราษฎรสายทหารบก 33 คน โดยมี พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร (คนที่ 5 แถวกลางจากซ้ายมือ) และ พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม (คนที่ 3 แถวกลางจากซ้ายมือ) ร่วมในภาพด้วย

นักรัฐศาสตร์ผู้นี้กล่าวต่อไปว่า ชัยชนะทางการเมืองวัฒนธรรมและแนวนโยบายของ "สมุดปกขาว" อันเป็นพระบรมราชวินิจฉัยของ ร.7 เหนือ "สมุดปกเหลือง" ของหลวงประดิษฐมนูธรรม ทำให้โครงการปฏิรูปเศรษฐกิจที่มุ่งหมายจะสร้างระบบเศรษฐกิจระบบสหกรณ์แบบสังคมนิยมที่บริหารจัดการโดยรัฐราชการส่วนกลาง ตามหลักการสังคมนิยมแบบภราดรภาพนิยม (Solidarisme) มีอันเป็นหมันและตกหายไปจากเวทีประวัติศาสตร์ด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์ ทั้งหมดนี้ทำให้ "ประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมนิยม"

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สัญลักษณ์ "ระบอบใหม่ของคณะราษฎร"

นอกจากนี้ยังมีการตอกย้ำว่า "ประชาธิปไตย ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์" ภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือหลวงพิบูลสงคราม ที่มีปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐระบอบใหม่ของคณะราษฎร ซึ่ง ศ.ดร.เกษียร มองว่ามีพลังมาก นั่นคือ การสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นรูปลักษณ์รัฐธรรมนูญ และเปิดเฉลิมฉลองอนุสาวรีย์ในวันที่ 24 มิ.ย. 2483 อันกำหนดให้เป็นวันชาติ

"นี่เป็นการจงใจผูกมัดผนึกแน่น ประชาธิปไตย+รัฐธรรมนูญ+ชาติ เข้าด้วยกัน เป็นหีบห่อเดียวในทางสัญลักษณ์ โดยแยกต่างหากจากสถาบันกษัตริย์และระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เดิม" ศาสตราจารย์แห่งคณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าว

ศ.ดร.เกษียรชวนคิดต่อในรูปแบบสมการ

  • วันชาติ 24 มิ.ย. เป็นวันสัญลักษณ์ของชาติไทย+การเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือปฏิวัติหรืออภิวัฒน์+ระบอบรัฐธรรมนูญ+ประชาธิปไตย
  • แปลว่าวันสำคัญที่สุดของชาติไทยคือ วันแห่งการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย "เหมือนสักรอยสักอันนี้ไว้ใน body politic (กายาของการเมือง) ของไทย อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยคือรอยสักบนร่างกาย คิดว่าอนุสาวรีย์ที่เปิดในวันชาติต้องการบอกสิ่งเหล่านี้"
  • กำหนดสถาปนาเอกลักษณ์ของชาติและความเป็นชาติไทยเสียใหม่ ไม่ใช่ ชาติ+ศาสนา+พระมหากษัตริย์ อีกต่อไป แต่ผูกชาติเข้ากับ การปฏิวัติ+ระบอบรัฐธรรมนูญ+ประชาธิปไตย
  • ชาติไทยจึงเปลี่ยนความหมายกลายเป็น ชาติแห่งการปฏิวัติ+ชาติแห่งระบอบรัฐธรรมนูญ+ชาติแห่งประชาธิปไตย
  • ดังนั้น การรักชาติ = รักการปฏิวัติ+รักระบอบรัฐธรรมนูญ+รักประชาธิปไตย
  • 24 มิ.ย. = Political Valentine Day แห่งชาติ ที่ชาวไทยทุกคนมาแสดงความรัก หวนรำลึกถึงวันพบรัก ครบรอบสมรสสมรักกับ การปฏิวัติ+ระบอบรัฐธรรมนูญ+ประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม การใช้วันที่ 24 มิ.ย. เป็นวันชาติได้ยกเลิกไปในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และต่อมามีการเปลี่ยนให้วันพระราชสมภพของ ร.9 วันที่ 5 ธ.ค. เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย

"สังคมไหนไม่มียูโทเปีย ไม่มีโลกสวย จะเกิดวิกฤตจินตนาการของสังคม"

อนุสาวรีย์ผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์ เปิดเมื่อ 3 ก.ค. 2527 โดยถือเป็นผู้มีฉากชีวิตหลากหลาย จากผู้ร่วมก่อการปฏิวัติสยาม ผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ผู้สำเร็จราชการ ผู้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทย

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, อนุสาวรีย์ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปรีดี พนมยงค์ เปิดเมื่อ 3 ก.ค. 2527 โดยถือเป็นผู้มีฉากชีวิตหลากหลาย จากผู้ร่วมก่อการปฏิวัติสยาม ผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ผู้สำเร็จราชการ ผู้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทย

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ศ.ดร.เกษียรสรุปว่า ปปป. หรือ "ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้" คือระบอบประชาธิปไตยที่เปิดกว้างโอกาส สร้างเงื่อนไขให้ผู้คนสามารถแสวงหาและสร้างสรรค์อย่างเปิดปลายไม่มีที่สิ้นสุด ทว่ามีเงื่อนไขเบื้องต้น 5 ประการ ได้แก่

  • สิทธิเสรีภาพทางการเมือง และภูมิปัญญาในการแสวงหาและสร้างสรรค์ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้โดยสันติ
  • พื้นฐานเสมอภาคนิยมที่ยกระดับสูงขึ้นตามสมควร
  • พหุนิยมทางวัฒนธรรม ให้คนเสพเลือกศึกษาได้
  • เปิดให้มีพื้นที่อื่นที่อยู่คู่ขนาน ในการปฏิบัติทดลองยูโทเปียประชาธิปไตยต่าง ๆ
  • เปิดให้มีทางเลือกที่จะปลีกย้ายออกจากระบบได้ คือถ้าไม่ชอบคุณไปได้ ไม่ขังเขาเอาไว้ในคุกในนามประชาธิปไตย

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์การเมืองชี้ชวนให้พิจารณา ปปป. ในฐานะยูโทเปีย/อุดมคติ ซึ่งไม่มีหน้าที่จะต้องเป็นจริง แต่ยูโทเปียพึงจินตนาการได้-ใฝ่ทะยานถึงได้-เชื่อได้

"หากสังคมไหนไม่มียูโทเปีย ไม่มีโลกสวย จะเกิด 'วิกฤตจินตนาการของสังคม' เพราะการจะเปลี่ยนแปลงโลก เราต้องสามารถจินตนาการถึงโลกที่แตกต่างจากปัจจุบันอย่างถึงรากได้ ไม่เช่นนั้นไม่ต้องไปเสียเวลาคิด เพราะคุณจะได้แบบเก่า การปฏิบัติยูโทเปีย ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้ได้อำนาจรัฐก่อน ยึดครองสังคมให้ได้ก่อนแล้วค่อยทำ แต่เป็นสิ่งที่ลองริเริ่มทำได้เลยในพื้นที่อื่นที่อยู่คู่ขนานของสังคม" ศ.ดร.เกษียรระบุ

เขายกตัวอย่างในหลายกรณีที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คณะสงฆ์สมัยพุทธกาลเมื่อ 2500 ปีที่แล้ว ที่ห่มผ้าสามผืนเดินตามหาสัจธรรมของชีวิต, การเปิดพื้นที่เสรีภาพภายใน มธ. จากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516-6 ตุลา 2519 ที่มีการอภิปรายทุกวัน คนอยากพูดอะไรที่ไม่เคยพูดได้ภายใต้เผด็จการทหาร พูดได้ใน มธ., การต่อสู้ของสมัชชาคนจนที่เอื้อเฟื้อกัน-เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน, กลุ่มเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขัง "คดีมาตรา 112" เพื่อยืนยันว่าผู้ต้องหาไม่ว่าจะโดนข้อหาใดก็ตามควรได้รับการปฏิบัติเยี่ยงมนุษย์ คนเหล่านี้อาจถูกตราหน้ามองว่าเป็นพวกไม่จงรักภักดี ไม่รักเจ้า แต่เขาทำ ไม่ใช่เพื่อตัวเขาเอง แต่เขาทำเพื่อสอนคนไทยให้ปฏิบัติกับคนเยี่ยงมนุษย์

ในตอนท้าย ศ.ดร.เกษียร อดีตแกนนำนักศึกษาเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ได้ยกคำกล่าวของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดี มธ. (ในขณะนั้น) ก่อนวันสุกดิบการสังหารหมู่ เพื่อชวนทุกคน "แลไปข้างหน้าแบบป๋วย"

"รอไม่ได้ ถ้ารอไม่ได้ ก็รอไม่ได้ จะมีรัฐประหารก็มีไป แต่ที่แน่ที่สุดก็คือเมื่อไม่ได้ผลในคราวนี้ คราวหน้าก็เอาใหม่ ถ้าวันหน้ามีรัฐประหาร มีเผด็จการ ก็มี 14 ตุลาได้อีก คนเรานั้นต้องตั้งต้นกันใหม่ ในชั่วชีวิตผมอาจจะไม่ได้เห็น ในชั่วชีวิตท่านทั้งหลายอาจจะไม่ได้เห็น แต่หลักการที่ควรจะทำคือการให้การศึกษา อนามัยกับโภชนาการ และรายได้ที่ดีแก่ประชาชน จะต้องมีอยู่ต่อไป พวกเราเป็นเพียงเชื้อเพลิงอันแรกเท่านั้นที่จะให้แสงสว่างให้เขาตื่นขึ้น แต่ถ้าเผอิญประเทศไทยเกิดเคราะห์ร้าย เราเริ่มงานไม่เท่าไรก็มีรัฐประหารและเผด็จการนั้นมีอยู่อีก 200 ปี ก็ช่วยไม่ได้ ไม่มีทาง ผมคิดว่าทางอื่นไม่ใช่ทางที่ถูก ที่คิดเป็นคอมมิวนิสต์และจะปฏิวัติให้เร็ว ๆ นั้นก็คงจะไม่ได้ สำหรับผมแล้ววิถีทางสันตินั้นมีอยู่ทางเดียวเท่านั้น นั่นคือจะต้องใช้ประชาธิปไตย ซึ่งจะต้องมีกฎหมู่ จะต้องใช้วิธีอหิงสา และจะต้องเชื่อมั่นมวลชนเพื่อเป็นพลังสำหรับนำไปสู่สังคมที่เราต้องการ"

"วิกฤตชนชั้นนำ" ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

การแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 20 จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ท่าพระจันทร์

ในช่วงท้าย ผู้จัดงานเปิดให้ผู้เข้าร่วมได้ถาม-ตอบกับองค์ปาฐก หนึ่งในคำถาม-คำตอบที่น่าสนใจ ว่าด้วยชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนย้ายอำนาจไปอยู่ในมือชนชั้นนำเก่า ไม่ใช่การเปลี่ยนย้ายอำนาจไปสู่ประชาชนในระลอกใหม่หรือไม่

ศ.ดร.เกษียรเห็นว่า รัฐบาลพรรค ภท. จะไม่เก่งเท่ารัฐบาล "ทักษิณ" ยุคก่อน เพราะไม่มีกลุ่มก้อนแกนนำที่มียุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับโลกหรือภูมิภาค รวมถึงกลุ่มก้อนแกนนำที่เป็นนักยุทธศาสตร์การเมือง ดังนั้นถ้าเอาพรรค ภท. ไปวางกับพรรคเพื่อไทย (พท.) คิดว่าพรรค พท. ยังเข้มแข็งกว่า อีกทั้งการขึ้นครองอำนาจรัฐของพรรค ภท. เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงานที่อาจเกิดขึ้นได้ และอื่น ๆ โชคดีนะ "บางทีก็คิดในใจ ส้มโคตรเฮง ทุกครั้งที่ปัญหา จะระเบิด มันรอด ไม่ได้เป็นรัฐบาลสักทีสักที"

สิ่งสำคัญที่นักวิชาการวัยย่าง 70 ปีชี้ชวนให้สังคมพินิจพิจารณาคือ "วิกฤตที่สำคัญที่สุดของชนชั้นนำไทย" เป็นวิกฤตที่ยังไม่มีใครพูดถึงอย่างเปิดเผย และวิกฤตนี้ยังไม่ได้รับการแก้ It's coming (มันกำลังมาแล้ว) ใด ๆ ในโลกล้วนอนิจจัง และยังไม่เห็นว่าชนชั้นนำจะแก้อย่างไร

"คิดไปอีก 10 ปีข้างหน้า คุณเห็นอะไร คิดไป 10 ปีข้างหน้า ผมไม่น่าจะอยู่แล้ว ผม 79 แล้ว 10 ปีข้างหน้า คุณทักษิณอายุเท่าไร คุณอนุทินอายุเท่าไร คนนั้น คนนี้ คนโน้นอายุเท่าไร ผมไม่เห็นอนาคตของพวกเขา" ศ.ดร.เกษียรกล่าว

นักการเมืองวัฒนธรรมผู้นี้ยังถูกยิงคำถามว่า อะไรทำให้ยังมองโลกในแง่ดี-ไม่หยุดหวังกับประชาธิปไตยแม้ผ่านหลากวิกฤตมาหลายสิบปี เขาตอบว่า เป็นเรื่องการค่อย ๆ ค้นพบ เราพยายามครั้งหนึ่งมาก ๆ หน่อยในการต่อสู้ เข้าป่าแล้วแพ้ พรรคที่สังกัดล่มสลาย อุดมการณ์ที่เคยเชื่อถึงจุดหนี่งล่มสลาย แต่เราเลิกไหม ไม่เลิก

"คุณต้องรู้ว่าคุณรักอะไร มันไม่พอที่รู้ว่าคุณเกลียดอะไร ต้องรู้ว่ารักอะไร และเป็นนามธรรมพอที่จะประคองตัวคุณไปได้ไกล เงื่อนไขมันไม่ได้อยู่ข้างนอกตัวคุณอีกต่อไป คุณเอามันเข้ามาในตัวคุณ มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณ ชีวิตคุณเป็นส่วนหนึ่งของมัน ถ้าแบบนี้ถึงจุดนั้น มันไม่ใช่เรื่องมีความหวัง กูอยู่ของกูแบบนี่เอง มึงเอาไงกับกูล่ะ" ศ.ดร.เกษียรกล่าว

อีกคำถามคือ อีกขั้วอุดมการณ์อาจกำลังคิด-ออกแบบ "เผด็จการประเสริฐสุดที่เป็นไปได้" เหมือนกัน ศ.ดร.เกษียรชี้ว่า "เผด็จการอยู่คนละฐานกับประชาธิปไตย คิดถึงมนุษย์คนละทิศทาง เผด็จการเชื่อว่าคนเห้ ดังนั้นต้องใช้อำนาจไปข่มเอาไว้ ถ้าให้เสรีภาพ คนจะเห้ แต่ประชาธิปไตยรู้ว่าคนมีทั้งเห้และดี ดังนั้นให้เสรีภาพดีกว่า"

กับคำปาฐกถาทั้งหมดในวันนี้ หากบรรดา "ผู้รักชาติ" จะใช้ประโยชน์ อาจารย์เกษียรบอกว่ายินดีต้อนรับ ในมุมมองของเขา หนังเรื่องประชาธิปไตยยังไม่จบ ยังเดินหน้าต่อ ไม่มีใครบอกได้ว่ามันจะล้มเหลวหรือสำเร็จ

"ท่านอยากได้อะไรล่ะ ประชาธิปไตยแบบขวากว่านี้ ซ้ายกว่านี้ เอื้อเฟื้อกว่านี้ กระโดดเข้าจอไปเล่น มันเป็นเกมที่เปิดให้ผู้คนทั้งหลายที่คิดว่าชีวิตการเมืองสำคัญ อยากให้เป็นแบบไหน เล่นแบบนั้น ดังนั้นสำหรับฝ่ายขวา ยินดีต้อนรับ แต่คุณไม่ใช่ผู้เล่นคนเดียวนะ คนอื่นก็จะเล่นด้วย" นักวิชาการ อดีตนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย กล่าว

ประชาชน 21 ล้านเสียง (58.64%) เห็นชอบคำถามประชามติเมื่อ 8 ก.พ. เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยก่อนหน้านี้เครือข่ายภาคประชาชนร่วมขบวนการธงเขียวรณรงค์ให้ “กาเห็นชอบ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ประชาชน 21 ล้านเสียง (58.64%) เห็นชอบคำถามประชามติเมื่อ 8 ก.พ. เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยก่อนหน้านี้เครือข่ายภาคประชาชนร่วมขบวนการธงเขียวรณรงค์ให้ "กาเห็นชอบ