ผู้เชี่ยวชาญชี้ โซเชียลมีเดีย "มีบทบาทอย่างยิ่ง" ในการส่งเสริมทัศนคติเรื่องบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, มาลู เคอร์ซิโน
- Author, เกรซ ดีน
- เวลาอ่าน: 7 นาที
ผลการศึกษาทั่วโลกโดยสถาบันอิปซอสส์ (Ipsos) และราชวิทยาลัยลอนดอน (King's College London) ชี้ว่า ประชากรเจเนอเรชันซี (Gen Z) เพศชายมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่า ภรรยา "ควรเชื่อฟัง" สามีของตน มากกว่าผู้ชายรุ่นเบบี้บูมเมอร์
การศึกษาดังกล่าวสำรวจความคิดเห็นผู้คน 23,000 คนทั่วโลก ก่อนพบว่า ประชากรเพศชายที่อยู่ในวัยรุ่นและวัยยี่สิบต้น ๆ เห็นด้วยกับข้อความที่ว่า "ภรรยาควรเชื่อฟังสามีตลอดเวลา" มากถึง 31% ขณะที่ผู้ชายอายุ 60 ปีขึ้นไปเห็นด้วยกับข้อความเดียวกันเพียง 13%
การสำรวจครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจาก 29 ประเทศ ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของทุกประเทศในการศึกษานี้ พบว่าสหราชอาณาจักรมีมุมมองโดยรวมที่ก้าวหน้ามากกว่าประเทศอื่น ๆ
สำหรับประเทศไทย พบว่าผู้ร่วมสำรวจความคิดเห็นชาวไทยมีมุมมองต่อเรื่องบทบาทของสามี-ภรรยา ไปในทางอนุรักษนิยมมากกว่าค่าเฉลี่ยจาก 29 ประเทศในการศึกษานี้
นักวิจัยร่วมของงานศึกษานี้กล่าวกับบีบีซีว่า สื่อสังคมออนไลน์มีบทบาท "อย่างยิ่ง" ในการทำให้ทัศนคติทั่วโลกเปลี่ยนไป ขณะที่กลุ่มสิทธิสตรีในสหราชอาณาจักรระบุว่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าเรา "กำลังเดินไปผิดทิศทาง"
มีการถกเถียงอย่างดุเดือนเกี่ยวกับจุดแบ่งรุ่นประชากร ว่าควรถูกแบ่งที่อายุเท่าไหร่ ทั้งนี้ รายงานของ Ipsos ระบุช่วงอายุของแต่ละเจเนอเรชันไว้ดังนี้ :
- เจนซี (Gen Z): เกิดระหว่างปี 1996 - 2012 (ปัจจุบันอายุ 14-30 ปี)
- มิลเลนเนียลส์: เกิดระหว่างปี 1980 - 1995 (ปัจจุบันอายุ 31-46 ปี)
- เจนเอ็กซ์ (Gen X): เกิดระหว่างปี 1966 - 1979 (ปัจจุบันอายุ 47-60 ปี)
- เบบี้บูมเมอร์: เกิดระหว่างปี 1945 - 1965 (ปัจจุบันอายุ 61-81 ปี)
ผู้หญิงที่มีอายุมาก กล่าวคือผู้ที่เกิดระหว่างปี 1945 - 1965 (ปัจจุบันอายุ 61-81 ปี) เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มที่จะเห็นด้วยว่าภรรยาควรเชื่อฟังสามีตลอดเวลาน้อยที่สุด (6%) ขณะที่ผู้หญิง Gen Z ที่อายุน้อยกว่ามากเห็นด้วยกับข้อความดังกล่าวถึง 18%
เพื่อทำความเข้าใจช่องว่างระหว่างเจเนอเรชัน ศาสตราจารย์ฮีจุง ชุง ผู้เขียนร่วมของการศึกษาดังกล่าว บอกกับบีบีซีว่า ผู้ชาย Gen Z รู้สึกว่าตนถูกเหล่านักการเมืองเพิกเฉยและบางส่วนไม่พอใจที่ไม่ได้รับโอกาสแบบเดียวกับคนรุ่นก่อน เช่น พวกเขาซื้อบ้านหลังแรกและเปลี่ยนเป็นบ้านหลังใหญ่ขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปได้ยากกว่าคนรุ่นก่อนมาก
เธอระบุว่าการหันไปยึดถือทัศนคติบทบาททางเพศที่เป็นอนุรักษนิยมมากขึ้นจึงเป็น "วิธีที่พวกเขาใช้เพื่อทำความเข้าใจโลก" และเป็นการเหนี่ยวรั้ง "อำนาจที่พอมีอยู่ในมือ และเป็นอำนาจในแบบที่พวกเขาเห็นว่าพ่อและปู่เคยมี"
นักวิจัยได้สำรวจผู้คนในอาร์เจนตินา ออสเตรเลีย เบลเยียม บราซิล แคนาดา ชิลี โคลอมเบีย ฝรั่งเศส เยอรมนี ฮังการี อินเดีย อินโดนีเซีย ไอร์แลนด์ อิตาลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ เปรู โปแลนด์ แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ สเปน สวีเดน ไทย ตุรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ
ผลสำรวจแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น ในสวีเดนมีเพียง 4% ของผู้ตอบแบบสอบถามทุกช่วงอายุที่เห็นด้วยว่าภรรยาควรเชื่อฟังสามีตลอดเวลา แต่ในมาเลเซียมีถึง 60% และในอินโดนีเซียมีถึง 66%
และ 80% ของผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทยเห็นด้วยว่าการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศให้ผู้หญิงในปัจจุบันได้ไปไกลเกินไปจนทำให้ผู้ชายถูกเลือกปฏิบัติ ขณะที่ในฮังการีมีเพียง 25% ที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้
ในด้านบทบาทชาย-หญิงในครอบครัว คนไทย 41% เห็นด้วยว่าสามีควรเป็นผู้ตัดสินใจชี้ขาดในเรื่องสำคัญของบ้าน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 21% ส่วนในประเด็นที่ว่า "ภรรยาควรเชื่อฟังสามีเสมอ" หรือไม่ พบว่ามีคนไทยเห็นด้วย 28% มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 20%
เพนนี อีสต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสโมสรฟอว์เซตต์ (Fawcett Society) ซึ่งเป็นองค์กรสิทธิสตรีในสหราชอาณาจักร บอกว่าผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า "สิทธิของผู้หญิงกำลังถูกลดทอนลงในหลายด้าน และทัศนคติของสาธารณชนต่อสิทธิของผู้หญิงก็กำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่ผิด"
ในมุมมองของเธอ ปัจจัยที่มีส่วนทำให้ทัศนคติเปลี่ยนไป คือการที่เด็กผู้ชายได้ซึมซับ "ความเกลียดชังผู้หญิง (misogyny) ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ในระดับที่น่าตกใจ"
ชุง ผู้อำนวยการสถาบันผู้นำสตรีระดับโลก (Global Institute for Women's Leadership) แห่งราชวิทยาลัยลอนดอนเห็นสอดคล้องกัน โดยระบุว่าสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาท "อย่างยิ่ง" ในการเปลี่ยนทัศนคติของผู้คน
ชุงอธิบายว่า เหล่าอินฟลูเอนเซอร์และนักการเมือง "กำลังใช้ประโยชน์จากความไม่พอใจของผู้คน" และ "พยายามตอกย้ำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตนเองถูกลดทอนความเป็นชาย" พวกเขาทำเช่นนี้ด้วยการชี้นำว่าผู้ชายจำเป็นต้องยืนหยัดรักษาความเป็นใหญ่ของตน ตลอดจนรักษาบทบาทในฐานะผู้ปกป้องและผู้หารายได้
ผู้คนกำลัง "เลียนแบบ" สิ่งที่เห็นบนสื่อสังคมออนไลน์ "โดยแทบไม่เข้าใจเลยว่าสิ่งนั้นหมายถึงอะไรจริง ๆ" เธอกล่าว
สำหรับอีสต์แล้ว "ไม่น่าแปลกใจเลยที่เด็กผู้ชายหลายคนจะซึมซับทัศนคติเกลียดชังผู้หญิง เมื่อดูจากสิ่งที่พวกเขาซึมซับบนโลกออนไลน์ในทุกวัน"

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้จำนวนผู้หญิงรุ่นอายุน้อยที่เชื่อว่าภรรยาควรเชื่อฟังสามีจะมีน้อยกว่าผู้ชายรุ่นเดียวกัน แต่สัดส่วนก็ยังสูงกว่าผู้ชายรุ่นเบบี้บูมเมอร์อยู่ดี
เมื่อถูกถามว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น อีสต์ชี้กลับไปที่สื่อสังคมออนไลน์
"ขณะที่ผู้ชายวัยหนุ่มถูกปลูกฝังให้เชื่อว่าวิถีสู่ความสุขคือความมั่งคั่ง รถยนต์ ผู้หญิง และพละกำลังทางกายภาพ ในทางเดียวกัน ผู้หญิงบางส่วนก็ถูกสอนว่าวิถีสู่ความสุขคือแนวคิดความเป็นสตรีตามขนบดั้งเดิม"
"บางส่วนคือคอนเทนต์ 'แม่ศรีเรือน' อยู่ก้นครัว คอนเทนต์ที่ดูสวยงาม แต่คอนเทนต์เหล่านี้ก็มีด้านมืด ซึ่งเป็นเรื่องการยอมจำนน... หากผู้ชายเป็นผู้หาเลี้ยง นั่นแปลว่าเขาเป็นผู้ปกครองบ้านใช่หรือไม่ ?" เธอตั้งคำถาม
"มันให้ความรู้สึกว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ผิด" อีสต์กล่าวเสริม พร้อมระบุว่า "และสิ่งนี้กำลังส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ชายและผู้หญิงรุ่นใหม่"
โดยรวมแล้ว ชุงกล่าวว่างานศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ "ก้าวหน้ามาก" ในเรื่องบทบาททางเพศ
งานวิจัยของ Ipsos และราชวิทยาลัยลอนดอนซึ่งจัดทำขึ้นเนื่องในวันสตรีสากล ระบุว่าผู้คนในสหราชอาณาจักรมีมุมมองที่ก้าวหน้ากว่าค่าเฉลี่ยของประเทศต่าง ๆ ในการศึกษา โดยมีเพียง 15% ของผู้ตอบแบบสอบถามในสหราชอาณาจักรที่เห็นด้วยว่า "สามีควรมีสิทธิ์ตัดสินเรื่องสำคัญภายในบ้านในขั้นเด็ดขาด" เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 21%
สหราชอาณาจักรอยู่ในอันดับที่ 4 ในดัชนีช่องว่างความเท่าเทียมทางเพศระดับโลกของเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ปี 2025 โดยปัจจัยสำคัญมาจากสัดส่วนผู้หญิงในรัฐสภาและตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง
ข้อมูลอื่นจากการวิจัยนี้ยังชี้ด้วยว่า ทั่วโลก 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยว่า "เราส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศของผู้หญิงไปไกลจนกำลังเลือกปฏิบัติต่อผู้ชาย"
ทั้งนี้ หน่วยงานสิทธิสตรีแห่งสหประชาชาติระบุว่า ยังไม่มีประเทศใดบรรลุความเสมอภาคทางกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบสำหรับผู้หญิงและเด็กผู้หญิง
ผู้หญิงทั่วโลกมีสิทธิทางกฎหมายเพียง 64% ของผู้ชาย ซึ่ง "ทำให้พวกเธอเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ ความรุนแรง และการถูกกีดกันในทุกช่วงของชีวิต" ตามแถลงขององค์กรผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Women)
อีสต์ จากสโมสรฟอว์เซตต์ระบุว่า ขณะนี้กำลังมี "กระแสความเชื่อในทิศทางที่เพิ่มขึ้นว่าเราได้ทำให้ผู้หญิงได้รับความเท่าเทียมตามที่จำเป็นไปแล้ว"
อย่างไรก็ตาม ทัศนคติดังกล่าว "มองข้ามสถิติระดับชาติที่สะท้อนอย่างน่าเศร้าว่า ผู้หญิงยังคงถูกทำร้ายในบ้านของตนเอง ถูกคุกคามทางเพศตามท้องถนน และยังได้รับค่าตอบแทนต่ำกว่าผู้ชาย" เธอกล่าว



























