อิหร่าน-อิสราเอล: เมื่อมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดการหยุดยิง การโจมตีที่เสี่ยงสูงของทรัมป์ก็อาจคุ้มค่า

In this handout provided by the White House, U.S. President Donald Trump and Secretary of State Marco Rubio (R) sit in the Situation Room as they monitor the mission that took out three Iranian nuclear enrichment sites, at the White House on June 21, 2025 in Washington, DC.

ที่มาของภาพ, The White House via Getty Images

    • Author, แอนโทนี ซูร์เชอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคอเมริกาเหนือ
  • เวลาอ่าน: 2 นาที

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เสี่ยงเดิมพันนำพาสหรัฐฯ เข้าไปอยู่ในความขัดแย้งที่กำลังเลวร้ายลงระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน แต่มันอาจจะคุ้มค่า อย่างน้อยก็ในตอนนี้

ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันอังคาร (24 มิ.ย.) ว่าอิสราเอลและอิหร่านได้ตกลงการหยุดยิงแล้ว โดยเขาบอกว่าเป็นการหยุดยิงที่อาจนำไปสู่การเกิดสันติภาพที่ยั่งยืน

และในท้ายที่สุดแล้ว หากประธานาธิบดีอเมริกันเป็นผู้ที่มายุติสงครามที่เขาเรียกว่า "สงคราม 12 วัน" ได้จริง ก็จะถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ถอยห่างจากการเข้าใกล้ความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะลุกลามไปทั่วทั้งภูมิภาค ควบคู่ไปกับการดึงอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ได้โจมตีทางอากาศต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านหลายแห่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มิ.ย.)

"หากอิสราเอลยุติการรุกรานที่ผิดกฎหมายต่อประชาชนชาวอิหร่านภายในเวลาไม่เกิน 4.00 น. ตามเวลาในกรุงเตหะราน เราก็ไม่มีความตั้งใจที่จะโต้ตอบอีกต่อไป" นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวในแถลงการณ์

ต่อมารัฐบาลอิสราเอลกล่าวว่า พวกเขาได้ตกลงต่อข้อเสนอหยุดยิงของสหรัฐฯ หลังจากที่ "ประสบความสำเร็จต่อเป้าหมาย" ในการโจมตีอิหร่านแล้ว

ดูเหมือนว่าทั้งอิหร่านและอิสราเอลเกือบจะสามารถลดอุณหภูมิของสถานการณ์ได้แล้ว หลังเดดไลน์ ณ เวลา 4.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงเตหะราน (6.30 น. ตามเวลาในประเทศไทยวันนี้) มาถึง และมีรายงานว่าการโจมตีโดยอิสราเอลได้ยุติลงไปแล้ว

แต่ความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวก็แสดงตัวออกมาให้เห็นหลังจากนั้นเพียง 2 ชั่วโมง เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลกล่าวหาว่าอิหร่านได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และให้คำมั่นว่าจะตอบโต้ด้วยความรุนแรง ทางด้านอิหร่านได้ปฏิเสธว่าตนไม่ได้ละเมิดข้อตกลงใด ๆ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทางด้านรัฐบาลทรัมป์คงหวังว่านี่จะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นชั่วคราว และหวังว่าในที่สุดข้อตกลงหยุดยิงจะได้รับการเคารพจากทั้งอิหร่านและอิสราเอล

การประกาศหยุดยิงของทรัมป์มีขึ้นหลังจากวันที่วุ่นวายในภูมิภาคแห่งนี้ เมื่ออิหร่านเดินหน้าตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ (21 มิ.ย.)

ข้อมูลจากรายงานก่อนหน้านี้ชี้ว่า ขีปนาวุธทุกลูกของอิหร่านที่ยิงไปยังฐานทัพขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ในกาตาร์ถูกสกัดกั้นไว้ได้หมด และไม่มีชาวอเมริกันได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และไม่เกิดความเสียหาย

ระหว่างการแถลงต่อประชาชนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อคืนวันเสาร์ (21 มิ.ย.) เขาเตือนว่าหากอิหร่านโจมตีสหรัฐฯ สหรัฐฯ จะโต้ตอบอย่างรุนแรงและท่วมท้น เขาให้คำมั่นว่ามีเป้าหมายอีกหลายแห่งที่กองกำลังอเมริกันสามารถโจมตีได้อีก หากมีความจำเป็น

เป็นเวลากว่า 24 ชั่วโมงที่โลกรอดูว่าอิหร่านจะทำอย่างไร และเมื่ออิหร่านได้โจมตีกลับ ความสนใจของโลกก็ได้เหวี่ยงกลับไปที่ผู้นำสหรัฐฯ และอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงถัดมา เขาได้มีถ้อยแถลงออกมาครั้งแรก

"อิหร่านได้ตอบโต้อย่างเป็นทางการต่อการทำลายฐานทางนิวเคลียร์อย่างสิ้นซากของเรา มันเป็นการตอบโต้ที่เบามาก ซึ่งก็เป็นไปตามที่เราคาด และมันถูกต้านทานกลับไปอย่างมีประสิทธิภาพ" ทรัมป์ โพสต์บนโซเชียลมีเดียของเขา

In this frame-grab made from video, missiles and air-defense interceptors illuminate the night sky over Doha after Iran launched an attack on US forces at Al Udeid Air Base on June 23, 2025 in Doha, Qatar

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพของสหรัฐฯ ในกาตาร์ เพื่อเป็นการตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวว่า อิหร่านถูกนำเอานิวเคลียร์ออกจาก "ระบบ" ของตัวเองแล้ว และเสริมว่า "บางทีตอนนี้อิหร่านอาจสามารถเดินหน้าในการสร้างสันติและความสงบสุขในภูมิภาคได้"

ด้วยความเสียหายที่เกิดอย่างจำกัดตามการรายงาน ดูเหมือนทรัมป์มีความโน้มเอียงว่าจะรอดูท่าทีของอิหร่าน โดยมีความหวังว่าอิหร่านจะยินยอมเจรจาอย่างจริงใจ และเบื้องหลังของเรื่องนี้ ทำเนียบขาวกล่าวว่า ทรัมป์ได้พูดคุยกับตัวกลางการเจรจาจากกาตาร์และนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลแล้ว เพื่อหารือรายละเอียดของการหยุดยิง

การโจมตีอิหร่านของทรัมป์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นการกระทำที่มีความเสี่ยงสูง แต่ฉากทัศน์หนึ่งที่ถือว่าประสบผลสำเร็จได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว

สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้เคยเกิดขึ้นในเดือน ม.ค. ปี 2020 ตอนที่ทรัมป์ออกคำสั่งให้สังหารนายพลคาเซ็ม สุเลมานี ผู้นำกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (Revolutionary Guard) ในกรุงแบกแดด ตอนนั้นอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีใส่ฐานทางการทหารหลายแห่งในอิรัก ทำให้มีทหารอเมริกันกว่า 100 นายได้รับบาดเจ็บ แต่สหรัฐฯ เลือกจะไม่ตอบโต้เพื่อยกระดับสถานการณ์ ในเหตุการณ์นั้นถือได้ว่าคนที่สุขุมเยือกเย็นกว่าย่อมมีชัย

Demonstrators gathered outside of the Washington Post headquarters to protest ongoing attacks of Israel attacks on Gaza and Iran

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ก่อให้เกิดการประท้วงหลายแห่งในภูมิภาคอเมริกาเหนือ

ตามการรายงานของสื่อสหรัฐฯ ในการโจมตีของอิหร่านล่าสุดเมื่อวันจันทร์ (23 มิ.ย.) อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธหลายลูกไปยังฐานทัพอเมริกันในจำนวนเท่า ๆ กับจำนวนลูกระเบิดที่เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ใช้โจมตีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์

และการที่อิหร่านแจ้งเตือนล่วงหน้าไปยังรัฐบาลกาตาร์ก่อนการโจมตี ซึ่งทรัมป์กล่าวว่าเขายินดีในเรื่องนี้ เป็นการบ่งชี้ว่าอิหร่านเลือกตอบโต้อย่างได้สัดส่วน มิใช่การยกระดับความรุนแรงให้หนักหนาขึ้น

ตลอดทั้งวัน ทรัมป์ดูเน้นไปที่เรื่องการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน การรายงานข่าวของสื่ออเมริกัน และข้อแนะนำของนายดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ที่ระบุว่ามีชาติอื่นส่งมอบอาวุธนิวเคลียร์ให้กับอิหร่าน

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ หลายคนระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ทำจริงตามคำขู่ หากถูกละเมิด ซึ่งต่างจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนก่อน ๆ

ถ้าอิหร่านจะโจมตีอีกระลอก และหากมีชาวอเมริกันเสียชีวิต หรือเกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ ก็จะมีแรงกดดันอย่างมากต่อทรัมป์ให้ต้องตอบโต้

แต่ ณ ตอนนี้ ทรัมป์ดูเหมือนกำลังมองหาทางลงจากการสถานการณ์ที่จะเกิดการสู้รบกันมากขึ้น และทั้งอิสราเอลและอิหร่าน ก็ดูเหมือนพร้อมที่จะเดินตามแนวทางนี้