เปิดใจตัวประกันหญิงชราวัย 85 ปี “เหมือนตกอยู่ในขุมนรก” แต่ฮามาส "เมตตา-ดูแล" อย่างดี

.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, โยเชเวด ลิฟชิตซ์ หนึ่งในสองตัวประกันชาวอิสราเอลที่กลุ่มฮามาสปล่อยตัวออกมา เมื่อวันที่ 23 ต.ค.

หญิงชราวัย 85 ปีชาวอิสราเอล ที่ถูกกลุ่มติดอาวุธฮามาส ลักพาตัวไปเป็นตัวประกัน เปิดใจกับสื่อเป็นครั้งแรกว่า เธอต้องผ่านประสบการณ์เหมือนตกอยู่ใน “ขุมนรก”

โยเชเวด ลิฟชิตซ์ หญิงชราวัย 85 ปี ถูกกลุ่มฮามาสลักพาตัวไปยังฉนวนกาซา ภายหลังกลุ่มติดอาวุธบุกโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,400 คน และมีชาวอิสราเอลและอีกหลายสัญชาติ รวมมากกว่า 200 คน ถูกจับเป็นตัวประกัน

โยเชเวด ได้รับการปล่อยตัวจากกลุ่มฮามาส เมื่อวันที่ 23 ต.ค. โดยปรากฏภาพเธอ “จับมือ” กับนักรบกลุ่มฮามาส ก่อนจะอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ โดยในวันเดียวกัน มีตัวประกันอีก 1 คน คือ นูริต คูเปอร์ ได้รับการปล่อยตัวออกมาพร้อมเธอ รวมเป็น 2 คน

จนถึงตอนนี้ กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันออกมาแล้ว 4 คน แต่ยังไม่มีชาวไทย ที่เชื่อว่าถูกจับเป็นตัวประกัน 19 คน

วันนี้ (24 ต.ค.) โยเชเวด ออกมาแถลงข่าวเปิดใจกับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก โดยมี ชาโรน บุตรสาว ที่บินตรงจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ไปยังอิสราเอล เป็นล่ามแปลภาษา

.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, โยเชเวด จับมือกับนักรบฮามาส เหมือนเป็นการขอบคุณ ก่อนเดินไปหาเจ้าหน้าที่

ย้อนไปเมื่อวันที่ 7 ต.ค. มือปืนกลุ่มฮามาสหลายคนบุกเข้ามาในคิบบุตซ์ ชื่อ นีร์ ออซ (Nir Oz) หรือนิคมเกษตรกรรมของอิสราเอล ใกล้กับฉนวนกาซา แล้วจับตัวโยเชเวดขึ้นไปบนจักรยานยนต์

"ฉันผ่านขุมนรกมา ฉันไม่เคยคิด หรือรู้มาก่อนว่า จะต้องเจอสถานการณ์แบบนี้" หญิงชรา เล่า "กลุ่มฮามาสอาละวาดทั่วคิบบุตซ์ของเรา ลักพาตัวฉัน จับฉันพาดไปบนจักรยานยนต์... แล้วฮามาสก็ระเบิดรั้วกั้นพรมแดน มันเป็นรั้วไฟฟ้ามูลค่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่รั้วไม่ช่วยอะไรเลย"

"ฉันถูกลักพาตัว กลุ่มฮามาสไม่เลือก ว่าจะเป็นคนแก่หรือหนุ่มสาว"

กลุ่มฮามาสตีเธอด้วยไม้ อีกทั้งการถูกบังคับซ้อนจักรยานยนต์ ยังทำให้เกิดรอยแผลบนตัวเธอ และทำให้เธอหายใจได้ลำบาก

เธอเล่าต่อว่า พอถูกกลุ่มฮามาสบังคับขึ้นไปซ้อนจักรยานยนต์ เธอก็เดินทางผ่านประตูผ่านแดนเข้าไปในฉนวนกาซา ระหว่างซ้อนจักรยานยนต์ กลุ่มฮามาสยังถอดนาฬิกาข้อมือและเครื่องเพชรของเธอออกไปด้วย

เมื่อผ่านเข้าไปในกาซาแล้ว เธอได้พบกับนักรบฮามาสอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ทักทายเธอว่า “เราเชื่อในพระคัมภีร์อัลกุรอาน” ดังนั้น พวกเขาจะไม่ทำร้ายเธอ

จากนั้น กลุ่มฮามาสก็บังคับ โยเชเวด และตัวประกันอีก 24 คน เข้าไปในอุโมงค์ใต้ดินที่ “นุ่มและพื้นเปียก” โดยเธอต้องเดินเท้าเป็นระยะทาง 2-3 กิโลเมตร โยเชเวด ยังอธิบายถึงสิ่งที่เธอได้เห็นว่า อุโมงค์ของกลุ่มฮามาสใต้กาซาเป็น “เครือข่ายอุโมงค์ขนาดยักษ์” ที่เหมือนกับ “ใยแมงมุม”

"แล้วเราก็เดินมาถึงห้องโถงใหญ่ รวมมีตัวประกัน 25 คน เราอยู่ที่นั่น 2-3 ชั่วโมง ฮามาสก็แยกตัวประกัน 5 คน จากคิบบุตซ์ นีร์ออซ ที่ฉันอยู่ เราถูกจับแยกห้อง กลุ่มฮามาสจัดคนควบคุมและแพทย์สนามให้พวกเรา" โยเชเวด เล่า

.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ลูกสาวของเธอเป็นล่ามแปลภาษาให้มารดาที่แถลงข่าวกับสื่อมวลชน

ฮามาสดูแลเป็นอย่างดี

สภาพของห้องที่เธอถูกควบคุมตัวนั้นค่อนข้างสะอาด โยเชเวดเล่าว่า เธอได้นอนบนฟูกบนพื้นอุโมงค์ใต้กาซา และจะมีแพทย์มาคอยเยี่ยมอาการทุก 2-3 วัน โดยแพทย์ของฮามาส ยังช่วยดูแลตัวประกันที่บาดเจ็บร้ายแรงด้วย

โยเชเวด อธิบายสภาพชีวิตเกือบสองสัปดาห์ใต้การควบคุมของฮามาสว่า กลุ่มฮามาส “ดูแลทุกรายละเอียด” อีกทั้ง ยังมีผู้หญิงที่เข้าใจ “สุขอนามัยของสตรี” คอยดูแลพวกเธออีกด้วย ส่วนอาหารที่เธอทานในอุโมงค์นั้น ก็มีชีสและแตงกวา ซึ่งเป็นอาหารแบบเดียวกับที่สมาชิกฮามาสในอุโมงค์ทาน

"กลุ่มฮามาสเมตตาเรามาก ทำให้มั่นใจว่าพวกเราจะสะอาด ได้ทานอาหารครบถ้วน เราทานอาหารแบบเดียวกับที่ฮามาสทาน ขนมปังพิต้า กับชีสและแตงกวา นั่นเป็นอาหารสำหรับทั้งวัน"

ชาโลน บุตรสาวของโยเชเวด อธิบายต่อสื่อมวลชนต่อว่า แม่ของเธอรู้สึกว่า “เรื่องราวนี้ยังไม่สิ้นสุด จนกว่าตัวประกันทุกคนจะกลับมา”

เมื่อการแถลงข่าวสิ้นสุดลง โยเชเวด ลิฟชิตซ์ ก็ถูกนำตัวออกไปในสภาพที่อิดโรย โดยนั่งวีลแชร์และมีบุตรสาวคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

สำหรับ โยเชเวด นั้น เป็นภรรยาของ โอเดด ลิฟชิตซ์ สื่อมวลชนที่ใช้เวลาหลายทศวรรษต่อสู้เพื่อสันติภาพและสิทธิของชาวปาเลสไตน์

.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, สามีของโยเชเวด เชื่อว่าถูกฮามาสจับตัวไปเช่นกัน

โอเดด พูดภาษาอารบิกได้ และเคยทำงานให้หนังสือพิมพ์อัล-ฮามิชมาร์ ที่จำหน่ายในอิสราเอลและดินแดนของปาเลสไตน์ เขายังเคยเป็นอาสาสมัครให้กับองค์กรที่ช่วยพาชาวปาเลสไตน์ที่ป่วยไข้จากกาซา ไปรักษาที่โรงพยาบาลในอิสราเอลด้วย

ข้อมูลของสหภาพสื่อมวลชนแห่งชาติอิสราเอล ระบุว่าเมื่อปี 1972 โอเดดเป็นสื่อที่พิทักษ์สิทธิของชาวเบดูอิน ที่ถูกขับไล่จากบ้านของตนในเขตราฟาห์ ทางใต้ของกาซา และในปี 1982 โอเดด เป็นหนึ่งในสื่อมวลชนคนแรก ๆ ที่รายงานถึงการสังหารหมู่ที่ค่ายชาวปาเลสไตน์ในเบรุต

โอเดด และภรรยา ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งคิบบุตซ์ นีร์ ออซ หลังออกจากงานหนังสือพิมพ์

ในวันที่โยเชเวดถูกลักพาตัวไปกาซา โอเดด สามีของเธอก็หายตัวไป โดยเชื่อว่า ถูกจับไปเป็นตัวประกันในกาซาเช่นกัน