สายการบินไม่ออกตั๋วเครื่องบินให้ผม เพราะคำนำหน้าว่า “นางสาว”

.

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, วรพงศ์ พานิชกุล ผู้นิยามตัวเองว่าเป็นทรานส์แมน บอกว่าถ้าคำนำหน้าชื่อได้รับการแก้ไข จะช่วยลดอุปสรรคในการดำเนินชีวิตประจำวันของบุคคลข้ามเพศเช่นเขาได้มากมาย

“จิบ” วรพงศ์ พานิชกุล ชายข้ามเพศชาวไทย เดินทางไป ๆ มา ๆ ระหว่างไทยและดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาได้ราว ๆ หนึ่งปี เพื่อไปช่วยธุรกิจของพี่สาว เขาเข้าออกที่สนามบินได้อย่างไม่มีปัญหา จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ สายการบินหนึ่งที่เขากำลังจะใช้บริการเป็นครั้งแรก ปฏิเสธการออกตั๋วให้เขาเดินทางออกจากไทย เพียงเพราะคำนำหน้าชื่อ

“ผมต้องไปเช็คอินกับสายการบินที่จองไว้ เมื่อประมาณห้าทุ่มถึงเที่ยงคืน เคาเตอร์ที่หนึ่งเขาขอดูพาสปอร์ต ผมก็ให้พาสปอร์ตเขาดู เขาก็ตกใจ เดินไปหาหัวหน้าเขาแล้วกลับมาบอกว่า ผมกับพาสปอร์ตมันคนละคนกัน” วรพงศ์ ผู้ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็นทรานส์แมนหรือผู้ชายข้ามเพศ กล่าวกับบีบีซีไทย ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ครั้งนั้นจบลงด้วยการที่เขาไม่ได้เดินทาง และต้องสูญเงินค่าบัตรโดยสารหลายหมื่นบาท พร้อมกับความเสียหายของสิ่งของที่ส่งไปถึงมือกลุ่มเพื่อนคนไทยไม่ทันเวลาอีกหลายหมื่นบาท

“ผมถามว่าทำไมถึงไม่ออกตั๋วให้ผม เขาบอกว่าเพศสภาพหรืออัตลักษณ์มันไม่ใช่... มันไม่ใช่ผม” จิบเล่า “ทำไมถึงไม่ใช่ผม หรือต้องให้ผมถอดเสื้อผ้าให้ดูเหรอ ถึงจะยืนยันได้ว่า อันนี้คือผมจริง ๆ เพราะผมบินสายการบินอื่น ไม่เคยมีปัญหาเลย”

จิบในวัย 48 ปี เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า เขาเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ของตัวเองมานานแล้วนับตั้งแต่รู้ตัวตนของตัวเองตั้งแต่วัยเด็กว่า ไม่ใช่ผู้หญิง รูปลักษณ์ภายนอกของเขาที่เปลี่ยนแปลงมาจนถึงตอนนี้คือการยืนยันว่า เขาไม่ใช่ผู้หญิงอีกต่อไป ทว่าสิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงคือ คำนำหน้านามที่ระบุเพศว่า “นางสาว” ในเอกสารทางกฎหมายของรัฐที่เขาบอกว่าเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต

เมื่อพนักงานที่เคาน์เตอร์ออกตั๋วโดยสารปฏิเสธที่จะออกบัตรให้ เขาพยายามเจรจาว่า นั่นคือเขาจริง ๆ เขากล่าวกับพนักงานว่า “รูปร่างเป็นผู้ชาย แต่จริง ๆ แล้ว เป็นผู้หญิงอยู่ คือเพศสภาพมันไม่ตรง” แต่พนักงานยังคงปฏิเสธว่านั่นไม่ใช่เขา แม้จะพยายามนำบัตรประชาชน เอกสารตรวจลงตราหรือวีซ่าจากประเทศปลายทาง มายืนยัน

เรื่องราวยิ่งบานปลายกว่านั้น เมื่อพนักงานสายการบินอ้างว่า จะต้องติดต่อกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ของประเทศที่สายการบินสังกัด (ประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง) เขาพยายามสอบถามว่าเหตุใดต้องมีขั้นตอนเช่นนั้น ในเมื่อเขาไม่ได้เดินทางไปประเทศดังกล่าว

.

ที่มาของภาพ, worapong panichkul

สุดท้ายแล้ว พนักงานแจ้งว่าจะ "ไม่ออกตั๋วให้" โดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องของเอกสารวีซ่าที่ไม่ตรงกับตัวตน

“เขามาอ้างเลยว่า จริง ๆ แล้ว วีซ่าก็ผิดแล้ว ผมก็ถามว่าวีซ่าผิดตรงไหนครับ เขาบอกว่าวีซ่ามันต้องไม่มีคำไตเติล (คำนำหน้า) ว่า Miss (นางสาว) ผมก็บอกว่า ถ้าไม่มีคำว่า Miss แล้วคุณจะรู้ไหมว่าผมเป็นเพศไหน ถูกไหมครับ ซึ่งวีซ่าของทุกคนจะบอกคำนำหน้าเลยว่า Miss, Mr, Mrs เขาก็ไม่อธิบายอะไรผมต่อ เขาบอกว่าแค่นี้ก็ผิดแล้ว”

จิบบอกว่าจากประสบการณ์ครั้งนั้น เขารู้สึก “เฟล” ต่อการถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งที่เรื่องของคนข้ามเพศเปิดกว้างมากแล้ว “มันมีคำพูดหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นการด้อยค่าคนที่เป็นเพศนี้ว่า ถ้ามีปัญหามากนัก เรื่องมากมากนัก เขาจะเป็นคนตัดสินเองว่าเขาจะออกตั๋วให้หรือไม่ให้”

เหตุการณ์นี้ทำให้เขาปฏิเสธการเดินทางกับสายการบินนี้ในครั้งถัด ๆ มา ด้วยเหตุผลจากการปฏิบัติของพนักงาน เขามองว่านี่อาจเป็นเรื่องอคติที่มีต่อคนข้ามเพศอย่างเขาหรือไม่ หรือหากวีซ่าของเขาไม่ระบุคำว่า Miss ลงไป ก็อาจจะมีปัญหาอีกแบบหนึ่ง เพราะไม่ตรงกับข้อมูลในหนังสือเดินทาง

.

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai

ประสบการณ์กับอีกสายการบินจากเอเชียใต้

จิบยังเคยมีประสบการณ์เดินทางไปต่างประเทศกับอีกสายการบินหนึ่ง ซึ่งต้องเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศในเอเชียใต้ ด้วยความที่จิบยังไม่ได้ผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงเพศ ในกระบวนการเข้าเมืองจึงต้องถูกตรวจสอบว่า เป็นบุคคลตามเอกสารหนังสือเดินทางหรือไม่ เขาต้องเข้าไปยังห้องที่แยกไว้ต่างหาก และถอดเสื้อผ้าให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบร่างกาย

“เพราะอัตลักษณ์รูปร่างเราเป็นผู้ชาย... เขาให้เราเข้าไปในห้องเพื่อเช็คว่าเราเป็น Miss จริงไหม เขาไม่ติดเรื่องอัตลักษณ์ แต่ต้องดูว่าเราแปลงหรือยัง ถ้าแปลงต้องมีเอกสารข้ามเพศ เราก็เข้าไป และในการตรวจเจ้าหน้าที่เป็นผู้หญิง”

แม้เข้าใจดีว่าเป็น “เป็นเรื่องปกติ” ที่กฏเกณฑ์ของบางประเทศกำหนดไว้ แต่เมื่อรู้ว่าประเทศดังกล่าวมีการตรวจสอบในลักษณะนี้ เขาจึงเลี่ยงการเดินทางที่ต้องผ่านเส้นทางนี้ในครั้งถัดไป

อุปสรรคเช่นนี้ คนข้ามเพศอาจไม่ต้องพบเจอเลย หากพวกเขาหรือเธอได้รับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศที่ตรงกับเพศที่พวกเขายืนยันตัวเอง

“อยากให้มีกฎหมายออกมาสักอีกหนึ่งฉบับที่สามารถ... ไม่ต้องแจ้งระบุว่า เป็นนางสาว เป็นอะไร หรือแค่ออกมาแค่เป็นชื่อก็พอ จะได้ไม่ต้องบอกว่าอันนี้เพศนี้ เพศนี้ หรือถ้าไม่สามารถทำได้ก็อาจจะมีออกใบรองรับว่า อันนี้คือเรานะ” จิบกล่าว

.

ที่มาของภาพ, worapong panichkul

คำบรรยายภาพ, จิบเล่าว่าในการเดินทางกับบางสายการบิน เขาต้องถูกตรวจสอบอัตลักษณ์ทางเพศ เพื่อเทียบกับเอกสารเดินทางอย่างเข้มข้น

แม้มีสมรสเท่าเทียม แต่คนข้ามเพศยังเผชิญการเลือกปฏิบัติ

ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ผ่านแล้วและรอการบังคับใช้ในเร็ว ๆ นี้ แต่ชีวิตของคนที่นิยามตัวเองว่าเป็นคนเพศหลากหลายหรือ LGBTQIA+ ตลอดจนคนข้ามเพศ พวกเขาประสบกับเรื่องราวที่ยังถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะด้วยอคติในระดับบุคคล หรือบางเรื่องที่แก้ไขได้ด้วยการมีกฎหมายหรือนโยบาย

“สถานการณ์ที่เราเจอมันดูเหมือนว่าเป็นเรื่องปกติ แต่มันไม่ปกติ” อาทิตยา อาษา ผู้ประสานงานกลุ่ม TransEqual เครือข่ายทอม ผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี่ เพื่อความเท่าเทียม กล่าวกับบีบีซีไทย

เขากล่าวว่า ในแง่ของการเป็นคนข้ามเพศ ไม่ว่าจะหญิงข้ามเพศ ชายข้ามเพศ หรือคนที่อาจจะไม่นิยามอัตลักษณ์ทางเพศอย่างสอดคล้องกับเพศกำเนิด เมื่อเพศในบัตรประชาชนไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศ กลุ่มคนข้ามเพศจึงเผชิญกับปัญหา และความท้าทายในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ

“สมรสเท่าเทียม อาจจะเป็นหมุดหมายแรก แต่การเดินทางยังไม่จบสำหรับคนข้ามเพศ” อาทิตยา ตัวแทนของกลุ่มเครือข่ายผู้ชายข้ามเพศ ระบุ

การเลือกปฏิบัติในเรื่องของการเดินทางและเอกสารราชการที่ใช้รับบริการและทำธุรกรรมกับธนาคารต่าง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเดียวที่กลุ่มทรานส์แมนเผชิญ อาทิตยา กล่าวว่า ยังมีเรื่องช่องว่างของการเข้ารับบริการสุขภาพ ตั้งแต่การจัดระบบบริการทางสุขภาพ เช่น วอร์ดรักษาพยาบาล ห้องทำหัตถการ ซึ่งระบบของโรงพยาบาลส่วนใหญ่ยังไม่รองรับความหลากหลายของเพศผู้ป่วย ตลอดจนถึงความเข้าใจของบุคลากรทางการแพทย์ต่ออัตลักษณ์ทางเพศ ซึ่งเกี่ยวพันกับการให้บริการทางด้านสุขภาพทางเพศด้วย

“เวลาไปเข้าหาหมอ หลายคนก็เจอพยาบาล หมอ ที่ยังไม่มีความละเอียดอ่อนในเรื่องความเข้าใจเรื่องสุขภาพทางเพศของเรามากพอ เช่น การตรวจสุขภาพ ในแง่ของการขึ้นขาหยั่ง สำหรับชายเพศที่ไม่ได้เข้ากระบวนการเปลี่ยนแปลง ในแง่ของการผ่าตัดเปลี่ยนเพศ หลายคนรับฮอร์โมน และต้องตรวจภายในด้วย หลายครั้งหมอก็อาจจะไม่ได้แนะนำเรื่องนี้” อาทิตยา กล่าว

“เพื่อนเรา เคยไปขึ้นขาหยั่งแล้วก็มีคีมปากเป็ดอันใหญ่ที่มันใหญ่กว่าช่องคลอดของเรา ผมมองว่ามันเป็นความละเอียดอ่อน รวมทั้งเรื่องการซักถามเรื่องเพศวิถีของสุขภาพของคนนั้น ๆ ด้วย”

.

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, อาทิตยา อาษา ผู้ประสานงานกลุ่ม TransEqual เครือข่ายทอม ผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี่ เพื่อความเท่าเทียม

ผศ.เอมผกา เตชะอภัยคุณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยอธิบายกับบีบีซีไทยว่า ที่ผ่านมากลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในไทยต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในหลายมิติ ตั้งแต่สิทธิการเข้าถึงการศึกษา การสมัครงาน ไปจนถึงสิทธิในการใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ และเหตุผลที่ประเทศไทยอาจจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ให้สิทธิเลือกคำนำหน้านาม เพราะ “การเปลี่ยนเพศเป็นเรื่องของการกำหนดอัตลักษณ์ของตนเอง เป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มันเชื่อมโยงอยู่กับปัญหาการเลือกปฏิบัติโดยใช้อัตลักษณ์ทางเพศ”

สอดคล้องกับงานศึกษาเรื่อง "การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTI ในประเทศไทย" ของธนาคารโลกที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2018 ระบุผลการศึกษาด้านความเท่าเทียมทางกฎหมายว่า "ศักดิ์ศรี ความเท่าเทียม ความเป็นส่วนตัว และความมั่นคงของคนข้ามเพศถูกลดทอนอย่างรุนแรงเมื่ออัตลักษณ์และการแสดงออกทางเพศของพวกเขาไม่ได้รับการรองรับโดยกระบวนการทางกฎหมายและการปกครอง"

“กฎหมายรับรองเพศสภาพมีความสำคัญมากไปกว่าการเป็นกฎหมายทางการปกครอง แต่เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมทางสังคมของคนข้ามเพศ เพื่อที่จะมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ได้รับความเคารพ ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างเท่าเทียม”

การเลือกปฏิบัติที่แก้ได้ด้วยกฎหมาย

ผู้ประสานงานจากกลุ่ม TransEqual ชี้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเดินทางโดยสาร หรือเรื่องช่องว่างในการบริการสุขภาพ ทั้งหมดเกี่ยวเนื่องกับกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ ที่ตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย

เหตุการณ์ที่จิบถูกปฏิเสธการออกบัตรโดยสารเพื่อเดินทางเพราะเอกสารทางการ หรือการต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจร่างกายเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ จะไม่เกิดขึ้นเลยหากเขามีคำนำหน้าที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์หรือเพศสภาพของเขา

ตัวแทนชุมชนทรานส์ กล่าวว่า หลักการสำคัญของกฎหมายนี้คือ "การจะยืนยันว่าเราคนข้ามเพศ ไม่จำเป็นต้องรับฮอร์โมนเพื่อเปลี่ยนแปลงร่างกาย เรานิยามอัตลักษณ์จากตัวเราเอง จะไม่มีคำถามที่บอกว่าจะผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงเพศโดยสมบูรณ์ ถึงสามารถได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้ได้"

“กฎหมายอัตลักษณ์ทางเพศจะช่วยยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศก่อนว่าเราเป็นใคร โดยไม่ต้องยืนยันกับหน้างานที่เจอ”

เขากล่าวด้วยว่า การเปลี่ยนคำนำหน้านามยังมีความสำคัญต่อการตั้งครอบครัวของ LGBTQI+ เพื่อรับรองสถานะความเป็นบิดา มารดา ที่ตรงตามเพศสภาพของคู่สมรสที่แต่งงานกันตามกฎหมายสมรสเท่าเทียม

“วันนี้ ถ้าผมที่เป็นชายข้ามเพศแต่งงาน ถ้าต้องการตั้งครรภ์ จะเป็นการแต่งงานระหว่างผม ซึ่ง (เลือกคำนำหน้า)เป็นนาย กับผู้หญิงข้ามเพศ และหากผมเป็นคนตั้งครรภ์ ผมจะเป็น 'บิดา' เรื่องนี้เป็นสิ่งแรกเริ่มที่สำคัญในการก่อตั้งครอบครัว”

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คนเท่ากัน

ในการพูดคุยกับบีบีซีไทยบางช่วง จิบ เล่าว่า เหตุที่เขาเปลี่ยนชื่อจากเดิมที่เป็นชื่อผู้หญิงที่พ่อแม่ตั้งให้มาเป็น “วรพงศ์” เป็นเพราะต้องการตัดปัญหาจากคำถามที่เขาต้องเจอในชีวิตประจำวัน

นี่อาจเป็นรายละเอียดของชีวิตที่ไม่ใช่เพียงเรื่องเล็กน้อยที่คนข้ามเพศต้องเผชิญ และในตอนนี้ จิบหวังว่าสิ่งที่เขาเจอมาจะได้รับการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว

“การใช้ชีวิตของเรา เราอยากเป็นผู้ชาย เราไม่ได้อยากเป็นผู้หญิงเลย" จิบกล่าว "แค่คำนำหน้านามเรายังไม่เปลี่ยนแค่นั้นเอง แต่เมื่อไหร่เรามีกฎหมายรองรับว่าเราเปลี่ยนได้ ผมว่านี่คือจุดสูงสุดของคนที่ข้ามเพศและคนเป็นทรานส์จริง ๆ เพราะการใช้ชีวิตมันจะง่ายมาก” จิบทิ้งท้าย

ประเทศใดบ้างที่ให้สิทธิในการเลือกคำนำหน้าชื่อด้วยตัวเอง

หลายภูมิภาคในโลกให้สิทธิแก่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ตัดสินใจเกี่ยวกับคำระบุ หรือคำนำหน้านามที่รับรองเพศสภาพของตนเอง

จากรายงานแผนที่แสดงสิทธิของคนข้ามเพศ (Trans Rights Map) ประจำปี 2023 ที่จัดทำโดยกลุ่มคนข้ามเพศแห่งยุโรป (Transgender Europe: TGEU) พบว่า ปัจจุบันมีทั้งหมด 9 ประเทศในทวีปยุโรป ที่บังคับใช้กฎหมายว่าด้วย “การตัดสินใจด้วยตนเอง” (Self-determination)

“การตัดสินใจด้วยตนเอง” หมายถึงการเลือกที่จะเปลี่ยนชื่อ เพศตามกฎหมาย หรือ เพศสภาพ โดยขึ้นอยู่ที่ความต้องการของผู้ยื่นเรื่องเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานหรือบุคคลที่สามผู้เชี่ยวชาญมารับรอง อาทิ ผู้พิพากษา จิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา เข้ามาเกี่ยวข้องตามรายงานจากสภายุโรป

เดนมาร์กเป็นประเทศแรกในทวีปยุโรปที่บังคับใช้กฎหมายข้างต้นในปี 2014 โดยอนุญาตให้บุคคลที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป สามารถเปลี่ยนเพศสภาพทางกฎหมายตามที่ต้องการได้ และตามมาด้วยเบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, โปรตุเกส, ไอซ์แลนด์, สวิตเซอร์แลนด์, สเปน และฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศล่าสุดที่บังคับใช้กฎหมายนี้ในปี 2023

ในสหรัฐอเมริกา กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ประกาศในเดือน มี.ค. 2022 ว่า นับตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. 2022 เป็นต้นไป พลเมืองทุกคนสามารถเลือกเพศสภาพ “X” ในฐานะเพศกลางหรือการไม่ระบุเพศ ในหนังสือเดินทางของแต่ละบุคคลได้ โดยไม่ต้องมีหนังสือรับรองทางการแพทย์ หรือแม้จะขัดแย้งกับเอกสารอื่น ๆ ก็ไม่เป็นไร

ส่วนในเอเชียนั้น เมื่อปี 2023 ศาลอุทธรณ์สูงสุดของฮ่องกง ตัดสินให้ข้อกำหนดที่ชายข้ามเพศต้อง “ได้รับการแปลงเพศครบถ้วน” ก่อนที่จะสามารถเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายได้ เป็นเรื่องผิดรัฐธรรมนูญ จากกรณีที่เฮนรี เซ ชายข้ามเพศ ลุกขึ้นต่อสู้โดยการยื่นคำร้องต่อศาล

คำตัดสินดังกล่าวนับเป็นพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดของฮ่องกง หลังจากที่หนึ่งปีก่อนหน้านั้น ศาลอุทธรณ์เลือกจะตัดสินโดยยืนยันว่า ผู้ยื่นขอการเปลี่ยนเพศสภาพตามกฎหมายต้องผ่านการผ่าตัดอย่างครบถ้วน

.

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ช่องให้ระบุเพศ X ซึ่งหมายถึงเพศกลาง ในคำร้องขอทำหนังสือเดินทางของสหรัฐฯ

เสียงจาก สส. ที่ไม่เห็นด้วยต่อการให้เปลี่ยนคำนำหน้านาม

ก่อนที่รัฐสภาไทยจะผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมจนสำเร็จ กฎหมายเกี่ยวกับคำนำหน้านามของบุคคลหลากหลายทางเพศ เคยเข้าสู่การพิจารณาของสภามาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือน ก.พ. 2567 ทว่าเสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้แทนราษฎรลงมติ “ไม่เห็นด้วย” กับ ร่างพระราชบัญญัติการรับรองเพศ คำนำหน้านาม และการคุ้มครองบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.บ.รับรองเพศฯ) ที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) โดยนายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สส. บัญชีรายชื่อ กับคณะเป็นผู้เสนอ

นายธีระชัย แสนแก้ว สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย อภิปรายในสภาว่าการออกกฎหมายใด ๆ จะต้องสอดคล้องกับบริบทสังคม หากกฎหมายใดสุดโต่งเกินกว่าความต้องการของสังคมกฎหมายนั้นก็จะไม่สร้างประโยชน์ แล้วจะไม่ตอบโจทย์สภาพสังคมได้ อาจจะสร้างปัญหาตามมา

“ถ้าคนเรารักกันจริง คำนำหน้านามไม่จำเป็นหรอกครับ เป็นกำแพงปิดกั้นความรัก ถ้าเรามัวแต่เอา นาย นาง นางสาวมาเป็นอุปสรรคปิดกั้นความรัก ผมมองว่ามันไม่ใช่ความรัก ผมขอถามว่า สังคมควรเปลี่ยนเพื่อเรา หรือเราควรเปลี่ยนเพื่อสังคมกันแน่...”

ด้านอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวว่า การเปลี่ยนคำนำหน้านามเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณารับฟังให้ครบถ้วนรอบด้าน อย่าไปไกลชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู เพราะจะมีปัญหาติดตามมาในลักษณะสร้างปัญหาต่อก่อปัญหาใหม่

“เราจะไปเปลี่ยนจากสภาพ LGBTQ ไปเป็นนาย นางสาว เท่ากับว่าเราไม่ได้ภูมิใจกับเพศสภาพกับสถานะที่เราเป็นหรือเปล่า”

ส่วนนายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ อภิปรายว่าไม่เห็นด้วยกับร่างรับรองเพศ คำนำหน้าเพศ การคุ้มครองผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพราะในฐานะที่เป็นผู้แทนของชาวมุสลิม ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่เขานับถือศาสนาอิสลาม ที่เขาเคร่งครัดกับหลักการความเชื่อ เขาจะรู้สึกอย่างไรหากตัวแทนที่เป็นตัวแทนของพวกเขาต้องมาเห็นชอบกับสิ่งที่ขัดกับพระมหาคำภีร์อัลกุรอ่าน

“เรากำลังเดินทางที่ตรงข้ามกับหลักข้อเท็จจริงที่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ในหลักการของอิสลามแล้ว สิ่งที่จะธำรงโลกนี้ได้คือมนุษย์ เพศชายและเพศหญิง”

เสียงจากผู้นิยามตัวว่าเป็น “ทอม ผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี่”

ผู้ประสานงานกลุ่ม TransEqual (Transmasculine Network for Equality) แบ่งปันมุมมองและปัญหาที่ชุมชนข้ามเพศเผชิญในด้านอื่น ๆ อีก ได้แก่

  • ความไม่ละเอียดอ่อนจากบุคลากรด้านสุขภาพในการเข้ารับบริการเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ อย่างการใช้อุปกรณ์ตรวจภายในที่ไม่เหมาะสม หรือการซักถามเรื่องเพศวิถีระหว่างการตรวจ
  • ภาพจำในสื่อ ทอมในสื่อมีอยู่ไม่กี่แบบ เช่น การมีชีวิตเป็นโศกนาฏกรรม “เป็นเหยื่อของระบบสังคมชายเป็นใหญ่ที่พยายามจะ เปลี่ยนทอมให้เป็นเธอ แก้ทอมซ่อมดี้” หรือมีชีวิตที่เป็นมิจฉาชีพ นอกจากนี้ ทอมมีภาพปรากฏในสื่อในเรื่องของอาชีพว่า มีความหลากหลายทางอาชีพน้อย และไม่ได้พูดถึงความสำเร็จในชีวิต
  • การถูกเลือกปฏิบัติในการเข้ารับทำงานหรือในที่ทำงาน : “ยังถูกตัดสินในเรื่องของการที่ถูกเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน โดยเฉพาะเรื่องของความเป็นเพศ พอเราถูกปัดตกด้วยเรื่องแบบนี้ ที่ทำงานรับสมัครเฉพาะชายหญิง แต่เราเป็นตรงกลาง มันส่งผลต่อภาพของความก้าวหน้าในอาชีพการงานพอสมควร”
  • ปัญหาการติดต่อธุรกรรมกับธนาคาร ที่เกิดจากการความเปลี่ยนแปลงในด้านอัตลักษณ์