เปิดประสบการณ์ 3 คนไทย ใน 3 ประเทศ ที่เลือกจะเป็น นาง/นางสาว ได้ด้วยตนเอง

ที่มาของภาพ, ณชเล บุญญาภิสมภาร, คาโรริณา ศรีตะลา และ กรกช สิงห์เมือง
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ย้อนกลับไปสิบกว่าปีที่แล้ว ณชเล บุญญาภิสมภาร, คาโรริณา ศรีตะลา และ กรกช สิงห์เมือง ต่างได้สัมผัสกับประสบการณ์การ “กำหนดชีวิตของตนเองในฐานะผู้หญิง” เป็นครั้งแรก ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ฟินแลนด์ และเยอรมนี ตามลำดับ
ในวันนี้ ประเทศไทยยังคงไม่มีกฎหมายรองรับสิทธิในการเปลี่ยนคำนำหน้านามของคนข้ามเพศ
แม้ร่างพระราชบัญญัติการรับรองเพศ คำนำหน้านาม และการคุ้มครองบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.บ.รับรองเพศฯ) ที่พรรคก้าวไกลเป็นผู้เสนอ จะถูกสภาผู้แทนราษฎรโหวตตกไปแล้วตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ. 2567 แต่ยังคงมี ร่างฯ จากภาคประชาสังคม และ ร่างฯ ของรัฐบาลผ่านกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว รออยู่
ทั้งนี้ แม้คนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศจะยังไม่สามารถเลือกคำนำหน้าเองได้ แต่ก็มีคนไทยบางส่วนที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ที่ได้สิทธิและสามารถกำหนดคำนำหน้าของตัวเองได้แล้ว บีบีซีไทยได้พูดคุยกับคนไทยในต่างแดน 3 คน ใน 3 ประเทศ เพื่อสำรวจประสบการณ์ของพวกเขา รวมถึงขั้นตอนในการได้มาซึ่งสถานะว่าเป็น “female” หรือ “frau” (ภาษาเยอรมัน แปลว่า ผู้หญิง)
สิบปีในสหรัฐอเมริกา

ที่มาของภาพ, ณชเล บุญญาภิสมภาร
ณชเล บุญญาภิสมภาร เดินทางไปสหรัฐอเมริกาในปี 2553 ด้วยวีซ่านักเรียน เธอตั้งใจไปเรียนภาษาในตอนแรก ก่อนจะจับพลัดจับผลูเรียนต่อระดับอนุปริญญาเรื่อยไปจนจบปริญญาโท
ณชเล ใช้ชีวิตอยู่ที่รัฐแมริแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เธอไปรับฮอร์โมนเพศหญิงเป็นประจำที่คลินิกแห่งหนึ่ง ก่อนบังเอิญได้พูดคุยกับนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งประจำอยู่ที่คลินิกดังกล่าว
เจ้าหน้าที่คนนั้นบอกกับณชเลว่า เธอสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้ และทางคลินิกจะออกจดหมายรับรองให้
“ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าเรา (เปลี่ยนคำนำหน้านาม) ได้ เพราะเราเป็นคนต่างชาติ” เธอเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

ที่มาของภาพ, ณชเล บุญญาภิสมภาร
หลังอยู่รัฐแมริแลนด์ได้ราว 8 ปี ณชเลเรียนจบปริญญาโทและย้ายมาอยู่ในนครนิวยอร์ก เธอได้เข้าทำงานกับคลิกนิกชุมชนที่ให้บริการผู้ที่มีรายได้ต่ำ ก่อนตัดสินใจกลับไทยในปี 2020 ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด
แม้จะได้บัตรประจำตัวสำหรับผู้อยู่อาศัยมาหลายใบ แต่เธอย้อนเล่าความให้ฟังว่า ช่วงแรก ๆ แม้จะมีกฎหมายให้สิทธิบุคคลสามารถเปลี่ยนเพศได้อย่างถูกต้อง แต่เธอยังรู้สึกว่าโดนเจ้าหน้าที่ตั้งคำถามและเรียกเธอด้วยคำว่า “Mister” หรือ “Sir” ซึ่งเป็นคำภาษาอังกฤษที่เอาไว้ใช้กับเพศชาย
สำหรับณชเล หากเธอยังอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกาซึ่งแต่ละมลรัฐมีกฎหมายต่างกันออกไป ก็แล้วแต่ว่าเธอไปอาศัยอยู่ที่มลรัฐอะไร และแต่ละพื้นที่จะกำหนดเงื่อนไขอย่างไรบ้าง
ข้อมูลนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเอกสารระบุตัวตนในปี 2023 จาก Movement Advancement Project (MAP) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองไม่แสวงหาผลกำไร พบว่าจากทั้งหมด 50 มลรัฐของสหรัฐฯ มีเพียง 2 มลรัฐ ได้แก่ ฟลอริดาและแคนซัส ที่ไม่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงคำแสดงเพศบนใบขับขี่ และอีก 2 มลรัฐ ได้แก่ โอคลาโฮมาและนอร์ท ดาโคตา ที่ไม่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงคำแสดงเพศบนใบสูติบัตร สำหรับมลรัฐอื่น ๆ อาจมีขั้นตอนแตกต่างกันออกไป
ทั้งนี้ ในสหรัฐฯ มีทางเลือกให้กับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศที่รู้สึกว่าการระบุอัตลักษณ์ว่าเป็นเพศชาย (M) หรือเพศหญิง (F) ไม่ตอบโจทย์กับพวกเขา ในกรณีนี้กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถระบุเพศตนเองด้วย "X" ได้แล้ว
ความ “SUCCESS” ในฟินแลนด์

ที่มาของภาพ, คาโรริณา ศรีตะลา
คาโรริณา ศรีตะลา เป็นคนไทยอีกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศฟินแลนด์ เรื่องราวของเธอไม่แตกต่างจากณชเลมากนัก เธอเล่าว่าการยื่นขอเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อของเธอเมื่อ 15 ปีก่อน ต้องใช้ใบรับรองจากจิตแพทย์ 2 คน จึงจะสามารถยื่นเรื่องขอเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้
คาโรริณาเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า ที่ประเทศฟินแลนด์ นอกจากจะสามารถเปลี่ยนคำระบุเพศทางกฎหมายเป็น “F” หรือ “M” ซึ่งใช้ระบุเพศหญิงและเพศชายตามลำดับแล้ว เลขประจำตัวส่วนบุคคลจะเปลี่ยนตามด้วย
ที่ฟินแลนด์เลขประจำตัวของแต่ละบุคคลจะคิดขึ้นมาจากวันเดือนปีเกิด ตัวอักษรที่ระบุถึงศตวรรษ เลขส่วนตัวของแต่ละบุคคล และตัวอักษรควบคุม ซึ่งจะรวมกันเป็น 11 ตัวอักษร โดยมากแล้วเลขคี่จะเป็นของผู้ชายและเลขคู่เป็นของผู้หญิง
ตามข้อมูลจากหน่วยงานให้บริการเรื่องข้อมูลประชากรและดิจิทัลในฟินแลนด์ ระบุว่า เมื่อบุคคลหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเพศทางกฎหมาย บุคคลดังกล่าวสามารถขอยื่นเปลี่ยนเลขประจำตัวของแต่ละบุคคลให้สะท้อนกับเพศสภาพของตนเองได้

ที่มาของภาพ, คาโรริณา ศรีตะลา
“ถ้าเป็นตอนนี้ 2024 น้องสามารถเดินไปที่อำเภอได้เลย บอกว่าฉันจะเปลี่ยนแปลงคำนำหน้านาม แค่นั้นเลย ไม่ต้องพิจารณาจากหมอ” เธอเสริม
กฎหมายฉบับดังกล่าวที่อนุญาตให้บุคคลสามารถตัดสินใจเลือกอัตลักษณ์ทางเพศได้ โดยไม่ต้องขอรับคำวินิจฉัยจากแพทย์เพิ่งผ่านรัฐสภาฟินแลนด์เมื่อเดือน ก.พ. 2023
"มัน success ไปหมด ไม่ต้องไปกังวลว่าใครจะมาอะไรเราไหม ใครจะมาตีตราเราไหม ทุกคนเท่าเทียมกันหมดที่ประเทศฟินแลนด์"
ความ "success" แปลเป็นไทยว่า "ความสำเร็จ" ที่คาโรริณาพูดถึงไม่ได้มีแค่ระบบกฎหมายที่เอื้อให้บุคคลข้ามเพศสามารถระบุอัตลักษณ์ตัวเองได้ตามอัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity) แต่ยังรวมถึงมิติที่รัฐบาลรองรับกระบวนการแปลงเพศ ตั้งแต่การศัลยกรรมหน้าอก เปลี่ยนกล่องเสียง แปลงเพศ ซึ่งพลเรือนสามารถทำได้ฟรี
อัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity) คือ การรับรู้เพศของบุคคลนั้นที่มีต่อตนเองว่า มีความเป็นเพศใดในกลุ่มทางเพศของสังคมที่ตนอาศัยอยู่ โดยที่แต่ละสังคมมีกลุ่มทางเพศที่แตกต่างกัน ออกไป ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรงกับเพศกำเนิด เช่น เด็กชาย เด็กหญิง ผู้ชาย ผู้หญิงหรือเพศอื่น ๆ ไม่นับรวมถึงความสนใจหรือความชอบทางเพศต่อบุคคลอื่น ๆ
Freedom House องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐฯ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านประชาธิปไตย เสรีภาพทางการเมือง และสิทธิมนุษยชน ให้คำแนนเสรีภาพของประเทศฟินแลนด์ 100/100 คะแนน ในปี 2023 (เป็นการรวบรวมข้อมูลจากปี 2022) โดยความพยายามในการผ่านร่างกฎหมายเพื่อทำให้การเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางเพศของบุคคลข้ามเพศทำได้สะดวกยิ่งขึ้นถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นพัฒนาการสำคัญของรัฐบาลในปีดังกล่าว
เยอรมนี: อัตลักษณ์ทางเพศที่ยังขึ้นอยู่กับคำตัดสินของศาล
กรกช สิงห์เมือง เดินทางมาอยู่เยอรมนีหลังแต่งงานกับสามี ในช่วง 2-3 ปีแรก เธอยังไม่ได้เปลี่ยนคำนำหน้านามหรือคำระบุเพศทางกฎหมาย เอกสารราชการของเธอทั้งหมดยังคงเป็น "Herr" ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันสำหรับคำว่า "นาย"
ครั้งหนึ่ง กรกช ไปหาหมอที่คลินิกแห่งหนึ่งในเยอรมนี ขณะที่นั่งรอแพทย์เรียก เธอถูกเรียกด้วยคำที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “นายกรกช สิงห์เมือง” ทว่าด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นผู้หญิงแล้วนั้น ทำให้เธอต้องเผชิญกับสายตาที่ทั้งสงสัยและตั้งคำถามในตัวเธอราวกับเป็น “ตัวตลก”
“เราไม่ต้องการที่จะไปประกาศให้เขารู้ว่าเราเป็นกะเทยนะ เป็นทอมนะ เป็นดี้นะ ถ้าคุณดูไม่รู้ฉันก็ไม่จำเป็นต้องประกาศ เขาควรจะรู้จักเราเท่าที่เขาเห็นเรา แล้วเราเป็นยังไง ณ ตรงนั้น” กรกช เล่าให้บีบีซีไทยฟัง
เธอตัดสินใจในวันนั้นว่าจะต้องเปลี่ยนคำนำหน้านาม

ที่มาของภาพ, กรกช สิงห์เมือง
กรกชต้องเผชิญกับขั้นตอนที่มากกว่าที่ณชเลและคาโรริณาพบเจอเล็กน้อย กล่าวคือ เมื่อเธอได้รับใบรับรองจากจิตแพทย์ 2 คนแล้ว เธอต้องนำเอกสารนั้นไปยื่นต่อศาล
“ศาลตัดสิน แล้วเขาก็มีใบประกาศมาให้ (ระบุว่า) ตอนนี้คุณเป็นนางสาวแล้ว” กรกช อธิบาย
ปัจจุบันขั้นตอนการขอเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศของเยอรมนียังคงเหมือนเดิม คือต้องขอจดหมายรับรองจากจิตแพทย์ 2 ฉบับ ก่อนจะนำไปยื่นเรื่องกับศาลแขวงในพื้นที่ที่อยู่อาศัย
อย่างไรก็ดี รัฐบาลเยอรมนีปัจจุบันมีความพยายามในการผลักดันกฎหมายฉบับใหม่ที่อนุญาตให้บุคคลสามารถยื่นเรื่องเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศตามกฎหมายหรือเปลี่ยนชื่อของพวกเข้าได้ โดยไม่ต้องยื่นเรื่องให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน
เมื่อเดือน ส.ค. 2566 คณะรัฐมนตรีของเยอรมนีผ่านร่างกฎหมายการตัดสินใจด้วยตนเอง (Self-determination law) ออกมา โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กฎหมายดังกล่าวจะเริ่มบังคับใช้จริงได้อย่างเร็วที่สุดในเดือน พ.ย. 2024
ทุกวันนี้กรกชยังใช้ชีวิตอยู่ที่เยอรมนีอย่าง "สะดวกสบาย" ทว่าเธอยังพอเจอปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ทางเพศอยู่เช่นกัน กล่าวคือแม้เธอจะเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อและแต่งงานเรียบร้อยแล้ว แต่เธอยังเปลี่ยนนามสกุลตามสามีไม่ได้ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายยอมรับเรื่องการสมรสเท่าเทียม
"เปลี่ยนนามสกุลไม่ได้ ต้องรอให้ไทยยอมรับเรื่องสมรสเท่าเทียมก่อน" เธอกล่าว
การเดินหน้าของกฎหมายไทย: ศักดิ์ศรี-การเลือกเอง
ผศ.เอมผกา เตชะอภัยคุณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายกับบีบีซีไทยว่า ที่ผ่านมากลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในไทยต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในหลายมิติ ตั้งแต่สิทธิการเข้าถึงการศึกษา การสมัครงาน ไปจนถึงสิทธิในการใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ และเหตุผลที่ประเทศไทยอาจจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ให้สิทธิเลือกคำนำหน้านาม เพราะ “การเปลี่ยนเพศเป็นเรื่องของการกำหนดอัตลักษณ์ของตนเอง เป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มันเชื่อมโยงอยู่กับปัญหาการเลือกปฏิบัติโดยใช้อัตลักษณ์ทางเพศ”
เธอเล่าว่า สำหรับประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งคำนำหน้านามในไทยนั้น อาจต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2524 ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฏีกาที่ 157/2524 ไม่ยอมรับสถานะทางกฎหมายของนายชุมพล ศิลปะประจำพงษ์ ที่เรียกร้องว่าเมื่อเขาได้รับการผ่าตัดแปลงเพศแล้ว ย่อมควรได้รับสถานะเพศหญิงทางกฎหมาย
ในเวลานั้น ความเห็นทางการแพทย์ระบุว่า ชายแปลงเพศเป็นได้เพียง "ผู้หญิงเทียม" เพราะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ขณะที่ผู้หญิงแปลงเพศก็เป็นได้เพียง "ผู้ชายเทียม" เพราะไม่สามารถสร้างตัวอสุจิได้
"พอศาลฎีกาตัดสินคดีนั้นว่าเขาเปลี่ยนไม่ได้ เพราะว่าเพศหญิงคือเพศที่มีลูกได้ ด้วยการตีความของศาลมันก็เลยทำให้ไม่มีการพัฒนาต่อ มันหยุด" ผศ.เอมผกา กล่าว
ผศ.เอมผกา เสริมว่า หลายประเทศในยุโรปมีกรณีแบบศาลไทยในปี 2524 แต่ศาลในหลายประเทศตีความรับรองให้บุคคลข้ามเพศสามารถเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางกฎหมายได้ จึงเกิดแรงผลักดันให้พัฒนารับรองกฎหมาย

ที่มาของภาพ, Getty Images
จนถึงขณะนี้ ถ้าไม่นับรวมร่าง พ.ร.บ.รับรองเพศฯ ที่ก้าวไกลเป็นผู้เสนอซึ่งถูกสภาปัดตกไปแล้ว ยังมีร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการใช้ชีวิตตามเพศสภาพของบุคคลอีก 2 ฉบับด้วยกัน นั่นคือ
- ร่างพระราชบัญญัติการรับรองเพศ พ.ศ. .... โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว
- ร่างพระราชบัญญัติรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศ พ.ศ. …. (ร่างพ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพฯ หรือ GEN-ACT) ซึ่งภาคประชาชนเป็นผู้ร่าง
ร่างกฎหมายทั้งสองมีใจความหลักที่เหมือนกันคือ บุคคลที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป สามารถไปจดทะเบียนรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของตนเองได้ โดยไม่ต้องใช้วิธีทางการแพทย์เพื่อพิสูจน์ ขณะที่ถ้าเป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องได้รับการยินยอนจากบิดามารดา
ในมาตราที่ 7 ของร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอโดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ชี้ว่า "การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพจะต้องกระทำบนพื้นฐานของเจตจำนงของบุคคลโดยปราศจากการกำหนดเงื่อนไขใด ๆ เพื่อให้ได้รับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพในทางกฎหมาย และห้ามมิให้เรียกเอาเอกสารทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการรับรองทางจิตเวชหรือจิตวิทยาจากผู้ยื่นคำขอ"
เช่นเดียวกับมาตราที่ 8 ของ ร่าง พ.ร.บ. จากภาคประชาชน ที่ชี้ว่า "การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพจะต้องกระทำบนพื้นฐานของเจตจำนงของบุคคลโดยปราศจากการกำหนดเงื่อนไขใด ๆ เพื่อให้ได้รับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพในทางกฎหมาย..."
สำหรับข้อแตกต่างในการระบุเพศสภาพนั้น ร่างฯ จากฝั่งรัฐบาลโดยกรมกิจสตรีและสถาบันครอบครัวกำหนดให้ระบุเพศตามอัตลักษณ์เพศสภาพหรือเลือกที่จะไม่ระบุได้ ส่วนร่างฯ จากภาคประชาชนเพิ่มตัวเลือก “เพศกรณีอื่น (Other/X)” ขึ้นมาสำหรับบุคลที่มีเพศสภาพนอกเหนือจากระบบสองเพศแบบชายหญิง
สำหรับร่างพระราชบัญญัติการรับรองเพศ คำนำหน้านาม และการคุ้มครองบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ พ.ศ. …. (ร่างพ.ร.บ.รับรองเพศฯ) โดยพรรคก้าวไกลที่ถูกปัดตกไปแล้วนั้น นับว่ามีรายละเอียดแตกต่างจากร่างทั้งสองฉบับข้างต้นอยู่พอสมควร
ประการแรกคือ การกำหนดให้อายุของผู้ที่สามารถยื่นเจตจำนงในการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และหากอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา และยังต้องใช้เอกสารรับรองจากจิตแพทย์ด้วย
ประการที่สองคือ ร่างพ.ร.บ.รับรองเพศฯ กำหนด "เพศหลากหลาย" ขึ้นมาเป็นตัวเลือกเพิ่มเติมจากเพศหญิงและชาย โดยให้ใช้คำนำหน้านามว่า "นาม" สำหรับเพศหลากหลาย

ที่มาของภาพ, The International Lesbian, Gay, Bisexual, Trans and Intersex Association (ILGA) map
สำหรับร่างทั้งสองฉบับของภาคประชาชนและกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวนับว่าอยู่ภายใต้แนวคิดแบบ “self-determination” ซึ่งอาจแปลเป็นไทยว่า “การตัดสินใจด้วยตนเอง” ในที่นี้หมายถึง บุคคลสามารถเลือกได้ด้วยเจตจำนงของตนเองว่าพวกเขาเป็นเพศอะไร โดยไม่ต้องมีหน่วยงานหรือบุคคลที่สามหรือผู้เชี่ยวชาญมารับรอง
การร่างกฎหมายตามแนวคิดเช่นนี้มีมากในยุโรป ซึ่งปัจจุบันมีมากถึง 11 ประเทศ ที่บุคคลสามารถเลือกเพศสภาพของตนเองได้ด้วยเจตจำนงเสรี
อย่างไรก็ตาม เมื่อหันกลับมามองในภูมิภาคเอเชีย ผศ.เอมผกา เสริมว่า ความก้าวหน้าเช่นนี้จะเห็นได้กับกลุ่มประเทศที่เพิ่งมีกฎหมายว่าด้วยอัตลักษณ์ทางเพศในช่วงไม่เกิน 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มเอเชียใต้อาทิ อินเดีย ปากีสถาน และ เนปาล โดยเหตุหลักคือการได้รับอิทธิพลจากกระแสของสังคมที่โน้มเอียงไปกับหลักการ “การตัดสินใจด้วยตนเอง”
ในปี 2018 ปากีสถานผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศในเอกสารราชการทุกฉบับ ขณะที่ในปี 2014 อินเดียตัดสินให้ต้องมีการรับรองเพศสภาพหลากหลายที่ไม่ใช่ทั้งเพศชายและเพศหญิง
“ไทยไม่ใช่ประเทศที่ไม่ ‘เฟรนลี่’ กับ LGBT เราคุ้นชินกับเรื่องพวกนี้มามากแล้ว เรามีบทเรียนแล้ว มันเป็นไปได้ เพียงแต่ต้องอาศัยความจริงใจของรัฐเข้ามาประชาสัมพันธ์ และไม่เห็นเรื่องนี้เป็นประเด็นทางการเมือง” ผศ.เอมผกา กล่าว
เปลี่ยนคำนำหน้าจาก นาย เป็น นาง/นางสาว เท่ากับไม่ 'ไพรด์' ในตัวเองจริงหรือ
ก่อนหน้านี้ในการอภิปรายของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา ร่างพ.ร.บ.รับรองเพศฯ ของพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ที่ผ่านมา มี สส. ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างฯ ดังกล่าวจำนวนหนึ่งออกมาตั้งคำถามว่า การเปลี่ยนแปลงคำนำหน้าชื่อนั้นจำเป็นจริงหรือไม่ และอย่างนี้นับว่าบุคคลข้ามเพศไม่ภูมิใจในการเป็นตัวเองหรือเปล่า รวมถึงอาจเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมการหลอกลวงหรือไม่
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.พรรคเพื่อไทย ตั้งคำถามว่า “ก็ไหนว่าเราภาคภูมิใจในความเป็น LGBTQ แล้วเราจะไปเปลี่ยนจากสภาพ LGBTQ ไปเป็นนาย ไปเป็นนางสาว ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้ 'ไพรด์' ไม่ได้ภูมิใจกับเพศสภาพ กับสถานะที่เราเป็นหรือเปล่า”
ณชเลบอกกับบีบีซีไทยว่า คำพูดเช่นนี้นับว่าไม่เข้าใจคนข้ามเพศที่ถูกตั้งคำถามถึงเพศสภาพของตนเองตลอดเวลา ในขณะที่ความเป็นเพศชายหรือหญิงไม่เคยถูกตั้งคำถามใด ๆ “ไม่มีใครมารู้สึกว่าคุณผิดปกติ ผิดธรรมชาติ ก็ไม่ต้องมาถามคุณ แต่ขณะเดียวกันคนข้ามเพศต้องมีคนถามว่า ทำไมถึงเป็นกะเทย เป็นกะเทยนี่มันเป็นยังไงเหรอ ทำนมเจ็บไหม แปลงรึยัง… ตลอดเวลา”
ในวันนี้ที่เธอได้ใช้คำนำหน้าชื่อซึ่งสอดคล้องกับเพศสภาพในปัจจุบันของเธอ ณชเล บอกว่ามันทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นมาก พร้อมกับบอกว่าการที่เธอต้องเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ ไม่ใช่ว่าเธอไม่ภูมิใจ แต่เป็นเพราะคิดว่าเธอควรต้องสามารถกำหนดและเลือกอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
“ในฐานะที่พี่เป็นคนข้ามเพศ พี่คิดเสมอว่าพี่เป็นผู้หญิง พี่ก็ควรจะต้องสามารถกำหนดชีวิตของพี่ได้เองในฐานะผู้หญิง” ณชเล กล่าว
กรกชเสริมว่า ในส่วนที่บางคนกังวลเรื่องอาชญากรรมการเอาคำนำหน้านามไปหลอกลวงผู้อื่นเพื่อหาประโยชน์เข้าตัวนั้น เธอมองว่าก็เหมือนกับการที่คนทั่วไปทำผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้น กฎหมายก็ต้องเอาผิดคนที่ทำผิดฐานหลอกลวงผู้อื่น “แต่ว่าทุกคนที่เขาต้องการเปลี่ยน (คำนำหน้านาม) ใช่ว่าเขาจะต้องการเอามาหลอกลวงคนอื่น ไม่ใช่ อันนี้มันคนละกรณีกัน”
ผศ.เอมผกา ชี้ว่า อาชญากรรมกับเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน และต้องแยกออกจากกัน และกระบวนการระบุตัวตนบุคคลสามารถทำได้หลากหลายมากกว่าแค่การระบุอัตลักษณ์ทางเพศ










