สำรวจประเทศใดบ้างที่ให้สิทธิในการเลือก "นาย" "นาง" และ "นางสาว" ด้วยตัวเอง

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
21 ก.พ. 2567 คือวันที่รัฐสภาไทยมีมติเสียงส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย” กับ ร่างพระราชบัญญัติการรับรองเพศ คำนำหน้านาม และการคุ้มครองบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ พ.ศ. …. (ร่างพ.ร.บ.รับรองเพศฯ) ที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) โดยนายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรค กก. กับคณะเป็นผู้เสมอ
สาระสำคัญของร่างดังกล่าวคือการกำหนดกลไกและผลของการรับรองเพศสภาพ โดยผู้ที่จะร้องขอการรับรองฯ ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป หากอายุต่ำกว่านั้น ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาและต้องใช้เอกสารรับรองจากจิตแพทย์ นอกจากนี้ต้องเป็นบุคคลที่ไม่มีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือการค้ามนุษย์
หลังได้รับการรับรองอัตลักษณ์ บุคคลนั้นจะสามารถใช้คำนำนามตามเพศสภาพที่ตนขอรับรองไว้ได้ ร่างของพรรคก้าวไกลระบุเพศสภาพไว้ 3 แบบ คือ เพศสภาพชาย, เพศสภาพหญิง และเพศสภาพหลากหลาย สำหรับคำนำหน้านามของชายและหญิงให้ใช้ตามปกติ ขณะที่คำนำหน้านามของเพศสภาพหลากหลายให้ใช้คำว่า “นาม”
ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 ก.พ. นายธัญวัจน์ ระบุว่า การที่รัฐไทยยังกำหนดให้บุคคลใช้คำนำหน้านามตามเพศกำเนิด ส่งผลให้บุคคลข้ามเพศและผู้ที่มความหลากหลายทางเพศ “ประสบปัญหาในการแสดงตัวตน การตัดสินใจกำหนดวิถีทางเพศของตน และกระทบต่อการดำเนินชีวิต”
ส.ส. ที่ไม่เห็นด้วยบางส่วน อาทิ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สังกัดพรรคเพื่อไทย กังวลว่าความพยายามผลักดันร่างพ.ร.บ.รับรองเพศฯ อาจเป็นทำให้เกิดปัญหาตามมา และตั้งคำถามว่า “ก็ไหนว่าเราภาคภูมิใจในความเป็น LGBTQ แล้วเราจะไปเปลี่ยนจากสภาพ LGBTQ ไปเป็นนาย ไปเป็นนางสาว ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้ “ไพรด์” ไม่ได้ภูมิใจกับเพศสภาพ กับสถานะที่เราเป็นหรือเปล่า”
ขณะที่ ส.ส. สังกัดพรรคเพื่อไทยอีกรายหนึ่งอย่าง นายธีระชัย แสนแก้ว แสดงความกังวลว่าหากปล่อยให้บุคคลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป สามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามตามที่ตนเองต้องการได้ อาจสุ่มเสี่ยงให้เกิดปัญหาอาชญากรรม ผ่านการเปลี่ยนแปลงคำนำหน้านามเพื่อหลอกลวงหรือลวนลามเพศตรงกันข้าม

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้ร่างพ.ร.บ.รับรองเพศฯ จากพรรคก้าวไกล จะถูกปัดตกไปแล้ว แต่ยังมีร่างกฎหมายอีก 2 ฉบับ ที่มีใจความพูดถึงเรื่องเดียวกันที่ยังไม่ได้ถูกเสนอเข้าสภาฯ ได้แก่
- ร่างพระราชบัญญัติการรับรองเพศ พ.ศ. .... โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว
- ร่างพระราชบัญญัติรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศ พ.ศ. …. (ร่างพ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพฯ หรือ GEN-ACT) ซึ่งภาคประชาชนเป็นผู้ร่างขึ้น
ขณะที่อีกทั้งสองร่างยังไม่มีกำหนดเข้าสภาเพื่อพิจารณา บีบีซีไทยชวนผู้อ่านมาสำรวจความเป็นไปของคำนำหน้านามทั่วโลก มีประเทศไหนบังคับใช้แล้วบ้างและเงื่อนไขแต่ละที่เป็นอย่างไร
สหภาพยุโรป: 11 ประเทศ กับ “การตัดสินใจด้วยตนเอง”

ที่มาของภาพ, Getty Images
รายงานแผนที่แสดงสิทธิของคนข้ามเพศ (Trans Rights Map) ประจำปี 2023 ที่จัดทำโดยกลุ่มคนข้ามเพศแห่งยุโรป (Transgender Europe: TGEU) พบว่า ปัจจุบันมีทั้งหมด 9 ประเทศในทวีปยุโรป ที่บังคับใช้กฎหมายว่าด้วย “การตัดสินใจด้วยตนเอง” (Self-determination)
“การตัดสินใจด้วยตนเอง” หมายถึงการเลือกที่จะเปลี่ยนชื่อ เพศตามกฎหมาย หรือ เพศสภาพ โดยขึ้นอยู่ที่ความต้องการของผู้ยื่นเรื่องเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานหรือบุคคลที่สามผู้เชี่ยวชาญมารับรอง อาทิ ผู้พิพากษา จิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องตามรายงานจากสภายุโรป
เดนมาร์กเป็นประเทศแรกในทวีปยุโรปที่บังคับใช้กฎหมายข้างต้นในปี 2014 โดยอนุญาตให้บุคคลที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป สามารถเปลี่ยนเพศสภาพทางกฎหมายตามที่ต้องการได้ ในปีถัดมาทั้งไอร์แลนด์และมอลตาหันมาดำเนินนโยบายด้านนี้เช่นเดียวกัน
นอร์เวย์บังคับใช้แนวกฎหมายเดียวกันในปี 2016 หลังจากนั้นในปี 2018 มี 3 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก และโปรตุเกส เริ่มบังคับใช้แนวกฎหมายนี้ ไอซ์แลนด์บังคับใช้ในปี 2019 ขณะที่ สวิตเซอร์แลนด์และสเปน บังคับใช้ในปี 2021 และ 2022-2023 ตามลำดับ ฟินแลนด์คือประเทศล่าสุดที่บังคับใช้กฎหมายนี้ในปี 2023
สำหรับมอลตา ไอซ์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก ไม่กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ที่สามารถยื่นเรื่องรับรองการเปลี่ยนแปลงเพศสภาพตามกฎหมาย โดยบุคคลมีสิทธิในการเปลี่ยนแปลงเพศสภาพทางกฎหมายของตนเองตั้งแต่แรกเกิด ขณะที่นอร์เวย์ เด็กอายุ 6 ปี ขึ้นไปสามารถเข้าถึงสิทธิดังกล่าวได้
สมัชชารัฐสภายุโรประบุว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ของเด็กนับเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและชี้ว่า เด็กควรเข้าถึงการระบุอัตลักษณ์ทางเพศโดยไม่มีการเหยียดอายุ
สหรัฐอเมริกา: จากหนังสือเดินทางถึงใบขับขี่ และ เพศสภาพ “X”

ที่มาของภาพ, Getty Images
กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ประกาศในเดือน มี.ค. 2022 ว่า นับตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. 2022 เป็นต้นไป พลเมืองทุกคนสามารถเลือกเพศสภาพ “X” ในฐานะเพศกลางหรือการไม่ระบุเพศ ในหนังสือเดินทางของแต่ละบุคคลได้ โดยไม่ต้องมีหนังสือรับรองทางการแพทย์ หรือแม้จะขัดแย้งกับเอกสารอื่น ๆ ก็ไม่เป็นไร
ความเคลื่อนไหวครั้งนั้นต่อยอดมาจากประกาศ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2021 ที่ระบุว่า พลเมืองสหรัฐฯ สามารถระบุเพศสภาพด้วย “M” หรือ “F” ตามที่ตนเองต้องการในหนังสือเดินทาง โดยไม่ต้องมีหนังสือรับรองทางการแพทย์
ในระดับรัฐยังมีการผลักดันเรื่องการใช้คำนำหน้าทั้ง “M” “F” และ “X” ในกับใบขับขี่ไปจนถึงสูติบัตร ข้อมูลนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเอกสารระบุตัวตน ในปี 2023 จาก Movement Advancement Project (MAP) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองไม่แสวงหาผลกำไร (nonprofit think tank) พบว่า จากทั้งหมด 50 รัฐของสหรัฐฯ มีทั้งหมด 22 รัฐ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่อนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเลือกระบุคำนำหน้าเพศด้วย “M” “F” และ “X” มีเพียง 2 รัฐ อย่าง ฟลอริดา และ แคนซัส ที่ไม่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงคำแสดงเพศบนใบขับขี่
ขณะที่มี 16 รัฐ และ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่อนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเลือกระบุคำนำหน้าเพศด้วย “M” “F” และ “X” ที่อนุญาตให้พลเมืองเปลี่ยนใบสูติบัตรของตนเองได้ โดนมี 2 รัฐ อย่าง โอคลาโฮมา และ นอร์ทดาโคตา ที่ไม่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงคำแสดงเพศบนใบสูติบัตร
ฮ่องกง ในปี 2023
รายงานการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับด้านเพศสภาพทางกฎหมายในปี 2023 ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อความช่วยเหลือด้านประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง (องค์กร IDEA) ยกกรณีที่ศาลอุทธรณ์สูงสุดของฮ่องกง ตัดสินเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2023 ให้ข้อกำหนดที่ชายข้ามเพศต้อง “ได้รับการแปลงแพทย์ครบถ้วน” ก่อนที่จะสามารถเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายได้เป็นเรื่องผิดรัฐธรรมนูญ
คำตัดสินในครั้งนี้ นับเป็นพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดของฮ่องกง หลังจากที่หนึ่งปีก่อนหน้านั้นศาลอุทธรณ์เลือกจะตัดสินโดยยืนยันว่า ผู้ยื่นขอการเปลี่ยนเพศสภาพตามกฎหมายต้องผ่านการผ่าตัดอย่างครบถ้วน

ที่มาของภาพ, Getty Images
การต่อสู้ครั้งนี้ของ เฮนรี เซ (Henry Tse) เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2017 โดยเขายื่นความประสงค์ต่อต่อกรรมการทะเบียน เพื่อเปลี่ยนเพศสภาพของเขาจากหญิงเป็นชาย อย่างไรก็ดี เขาถูกปฏิเสธ โดยกรมฯ ชี้ว่า เขายังไม่ได้ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศอย่างครบถ้วน
ต่อมาในปี 2018 เซ และชายข้ามเพศอีกสองคนที่พบปัญหาเดียวกันยื่นเรื่องการพิจารณาคดีโต้แย้งว่า ข้อกำหนดการผ่าตัดนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญและละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัว หนึ่งปีต่อมายกคดี
เขาต่อสู้อีกครั้ง จนได้รับชัยชนะในปี 2023

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ดี หลังจากมีคำตัดสินดังกล่าวออกมา พลเมืองฮ่องกงที่ต้องเปลี่ยนเพศสภาพตามกฎหมายของพวกเขาในบัตรประชาชนยังเผชิญกับความยากลำบากอยู่
ในเว็บไซต์ของกรมตรวจคนเข้าเมืองของฮ่องกงยังคงระบุเงื่อนไขการผ่าตัดอย่างครบถ้วนอยู่ คือ การแปลงเพศจากหญิงเป็นชาย ต้องมีการผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออก รวมถึงต้องมีการผ่าตัดสร้างอวัยวะเพศชายแล้ว ขณะที่การแปลงเพศจากชายเป็นหญิง ต้องมีการผ่าตัดเอาอัณฑะออก รวมถึงต้องมีการผ่าตัดสร้างอวัยวะเพศหญิงแล้ว ส่วนกรณีคำตัดสินล่าสุดทางหน่วยงานกำลังทบทวนอยู่








