วันวาเลนไทน์: “ทุกคนอยากให้ความรักออกมาดีเสมอ" เรื่องราวความรักของพวกเขา 3 คน

รักสามคน

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham / BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ไฉ บีเอ็ม และภูมิ คบหากันเป็นแฟนมาเป็นเวลา 1 ปี

ในปีที่ 10 ของความสัมพันธ์ในฐานะคนรักระหว่าง “บีเอ็ม” และ “ภูมิ” คู่รักแอลจีบีทีคิว “ไฉ” ก้าวเข้ามาในความสัมพันธ์ของพวกเขา

การเข้ามาของคนอีกคน ไม่ได้เข้ามาเป็นมือที่สามที่จะบั่นทอนความรักที่คบหากันมาหลายปี แต่กลับกลายเป็นคนรักอีกคนของทั้งคู่

"ไม่มีใครแน่ใจเลยในสิ่งนี้ ไฉก็รู้สึกว่า แล้วเขาเข้ามาในความสัมพันธ์ 10 ปี เขาจะสามารถให้เราทั้งสองคนได้เท่ากันหรือเปล่า แล้วมันจะเกิดความรู้สึกหึงหวงกันไหม" บีเอ็มเล่าถึงช่วงแรก ๆ ของความสัมพันธ์ของพวกเขาที่ตอนนี้เรียกกันว่า “แฟน” มาได้กว่า 1 ปี แล้ว

ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสาม บีเอ็ม-สันติพัทธ์ สันติชัยอนันต์, ภูมิ-ภาคภูมิ สาครเสถียร และ ไฉ-ธนัช สุรบูรณ์กุล ซึ่งคบหากันในฐานะคนรักหรือแฟน คือความสัมพันธ์แบบหลายคนหรือที่เรียกว่า Polyamory

เป็นแฟนกันมากกว่าสองคนได้ด้วยหรือ แบบนี้จะมีหึงกันไหม และเรารักใครมากกว่าหนึ่งคนได้จริงหรือเปล่า เป็นคำถามที่คนรู้จักของทั้งสามคนถามเข้ามา เมื่อได้รับรู้ความสัมพันธ์ของพวกเขา

เนื่องในวันแห่งความรัก บีบีซีไทย ชวนไปทำความรู้จักเรื่องรัก ๆ และความรักความสัมพันธ์ของคน 3 คน ที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนรักของกันและกัน

สำรวจและค้นหา

บีเอ็มและภูมิ ได้มารู้จักกับ ไฉ จากการได้ร่วมงานกันในแวดวงภาพยนตร์ ทั้งสามเริ่มทำความรู้จักกันในฐานะเพื่อนร่วมงาน ก่อนค่อย ๆ สนิทสนมกันเป็นเพื่อนที่ใช้เวลาแฮงเอาท์ร่วมกันในช่วงเวลาหนึ่ง

ความใกล้ชิดในช่วงนั้น ทำให้บีเอ็มและภูมิ เริ่มมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น เป็นความรู้สึกที่เมื่อได้พูดคุยกันก็พบว่า ทั้งคู่ต่างมีความรู้สึกที่ "พิเศษ" กับไฉ และนั่นเป็นความรู้สึกที่มากกว่าเพื่อน

"เราคุยว่าความรู้สึกนี้ คืออะไร เราเริ่มรู้สึกมากกว่าแค่เพื่อน ก็เลยเอ๊ะว่า ความรู้สึกนั้น หรือว่ามันคือความสัมพันธ์ที่มากกว่าแค่สองคนนะ" บีเอ็มเล่า เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกเริ่มแรก

"ตั้งแต่คบกับบีเอ็มมา 10 กว่าปี ไม่เคยคิดเลยว่า จะอยู่ด้วยกันแบบ 3 คนได้ พอมาเจอพี่ไฉ แล้วใช้เวลาด้วยกัน 2-3 เดือน มันเป็นความรู้สึกที่เรารู้สึกได้เอง" ภูมิ เล่า

ส่วนไฉเอง บอกว่า "ตอนนั้นเราเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร พอมาอยู่ด้วยแล้ว มันเหมือนเป็นเพื่อน แต่ว่ามันก็มากกว่าเพื่อน เรารู้สึกกับทั้งคู่มากกว่าแค่เพื่อน คนนี้เรารู้สึกว่าซิงค์ (เข้ากันได้) ด้วย อีกคนก็มีอะไรที่เราซิงค์ด้วย ก็เลยคิดว่าลองคุยกันดีกว่า"

ภูมิและบีเอ็ม ที่ทะเล

ที่มาของภาพ, สันติพัทธ์ สันติชัยอนันต์

ความสงสัยในความรู้สึกของตัวเองที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน จากการคบกันเป็นเพื่อนได้ราว 2 เดือน ทำให้ทั้งสามเลือกคุยกันอย่างเปิดอกเพื่อแบ่งปันความรู้สึกที่แต่ละคนมี

พวกเขาไม่รู้เลยว่า รูปแบบความสัมพันธ์ที่ผู้คนคบหากันมากกว่าสองคนคืออะไร และมันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือไม่ แต่เมื่อแต่ละคน "รู้สึก" เหมือนกัน ในเวลาเดียวกัน พวกเขาจึงตกลงที่จะลองสานสัมพันธ์นั้นดู

“เราไม่ค่อยเห็นรูปแบบความสัมพันธ์นี้ ทั่ว ๆ ไป แม้กระทั่งในโซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือคนรอบกาย ไม่มีใครที่มีความสัมพันธ์ แบบนี้เลย แล้วเราก็ไม่รู้ว่าตัวอย่างของความสัมพันธ์แบบนี้คืออะไร เราต้องใช้ชีวิตกันยังไง เราต้องคบกันยังไง หรือเราต้องทรีท (ปฏิบัติต่อกัน) กันยังไง เราเลยโอเค งั้นเราก็ลองดู เราดิสคัฟเวอร์ (ค้นหา) เรื่องนี้ด้วยกันดีกว่า" ไฉ กล่าว

ครอบครัวและเพื่อน

เมื่อทั้งสามคนเริ่มต้นสานสัมพันธ์ในสถานะแฟน แต่ละคนได้เริ่มบอกเล่าความสัมพันธ์ของพวกเขาให้กับเพื่อนสนิทและครอบครัวฟัง

"มีบางโมเมนต์ที่เพื่อนจะเป็นห่วงเรานิดนึง เขาจะเช็กกับเราว่า ไม่ได้เพราะว่าภูมิกับพี่บีเอ็มทะเลาะกันใช่ไหม ไม่ได้กำลังแย่จนต้องมีอีกคนนึงใช่ไหม เราก็บอก ไม่ใช่ ๆ ไม่ใช่เลย เขาก็เข้าใจ" ภูมิกล่าว

เมื่อเริ่มสานสัมพันธ์คบหากันจริงจัง การบอกให้ครอบครัวรับรู้เป็นขั้นถัดไปในความสัมพันธ์ ภูมิคุยกับแม่โดยบอกไปตามตรงว่า เขาและคนรักอีกสองคน “พยายามลองคบกันอยู่”

คู่รักสามคน

ที่มาของภาพ, สันติพัทธ์ สันติชัยอนันต์

ครอบครัวของภูมิรับรู้การคบหาของภูมิและไฉมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว และเมื่อทั้งคู่มีไฉเข้ามาเป็นในความสัมพันธ์ ในช่วงแรก แม่ของภูมิรู้สึกตกใจและเป็นห่วงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขา

"เขาจะเป็นห่วงว่า ถ้าทะเลาะกัน มันจะเป็นยังไง มันไม่มีทางหรอกว่า มันจะรักกัน เท่ากันสามคน วันนึงถ้าทะเลาะกัน อีกคนนึงก็จะน้อยใจ อีกคนนึงก็จะทนไม่ไหว" ภูมิเล่า แต่ท้ายที่สุดแล้ว คำอธิบายของภูมิทำให้แม่ค่อย ๆ เปิดใจในความสัมพันธ์ของลูก

"เราบอกแม่ว่า แม่คิดว่าแม่เลี้ยงภูมิมาดีไหม ถ้าแม่เชื่อใจว่า ภูมิอยากจะหาแต่สิ่งดี ๆ ให้ตัวเอง ก็อยากให้ลองเปิดใจดูหน่อยว่า ภูมิไม่ทำให้ตัวเองเสียใจแน่ ๆ"

เรียนรู้และปรับตัว

หากใช้แว่นตาของความสัมพันธ์ที่มีสองคน ความสัมพันธ์จะยืดยาวและไปต่อได้ คนสองคนย่อมจะต้องเรียนรู้และปรับตัวซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับ บีเอ็ม ภูมิ และไฉ การเรียนรู้และปรับตัวของพวกเขา ไม่ต่างไปจากความสัมพันธ์ที่คู่รักทั่วไปมี

ทั้งสามคนสลับกันเล่าว่า การปรับตัวหลักคือเรื่องพฤติกรรมการใช้ชีวิต เรื่องชีวิตประจำวัน ซึ่งแต่ละคนมีความคิดความเชื่อในแบบตัวเอง และปัญหาการงอน การทะเลาะด้วยความเห็นไม่ตรงกัน ก็มีไม่ต่างจากคู่รักทั่ว ๆ ไป แต่ทั้งสามคนบอกตรงกันว่า ข้อตกลงที่เหมือนเป็นกุญแจปรับความสัมพันธ์ของพวกเขา คือเรื่องการสื่อสาร และการยอมรับปรับลดในตัวตนของแต่ละคน

"เราพร้อมที่จะเผยให้อีกทั้งสองคนรู้ว่า เราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มันก็เลยทำให้มันเห็นชัดขึ้น เวลาปรับเลยปรับง่ายขึ้น ภูมิต้องพูดเสมอว่ารู้สึกอะไร เกิดอะไรขึ้น และสองคนนี้ (บีเอ็มและไฉ) ก็ยินดีที่จะพูดเสมอ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเหตุการณ์มันเกิดอะไรขึ้น พอเริ่มพูดคุยกัน มันก็เหมือนได้ปรับตัวกันได้เร็วขึ้น" ภูมิ กล่าว

สันติพัทธ์ สันติชัยอนันต์

ที่มาของภาพ, สันติพัทธ์ สันติชัยอนันต์

คำบรรยายภาพ, การสื่อสาร คือสิ่งที่ทั้งสามคนบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญในความสัมพันธ์ของพวกเขา

บีเอ็มเสริมด้วยว่า พวกเขา "ไม่ได้เดาใจกัน รู้สึกอะไร ก็จะถาม" ซึ่งในเรื่องนี้ ไฉ ก็ "ช็อก" กับความตรงไปตรงมาของอีกสองคนในช่วงแรก แต่ก็ค่อย ๆ ปรับวิธีคิดในการหาจุดลงตัวเมื่อเกิดความเห็นที่ต่างกันได้

"ความสัมพันธ์มันควรจะง่าย เราอยู่ด้วยกันเพื่อสบายใจ และสิ่งไหนที่เราสบายใจ มันคือการสื่อสารกันไม่ใช่เหรอ" ไฉกล่าว

เรื่องความรู้สึกหึงหวงอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่งว่า ทั้งสามคนจัดการความสัมพันธ์กันอย่างไร

บีเอ็มยอมรับว่า ความสัมพันธ์กับภูมิในฐานะแฟนก่อนหน้านี้ เขาเป็นคนขี้หึงมาก แต่นับตั้งแต่คบหาในรูปแบบสามคนมาหนึ่งปี เขาไม่ได้มีความรู้สึกหึงหวงภูมิกับไฉที่เพิ่งเข้ามา เพราะรู้สึกว่าการเข้ามาของไฉ เป็นการเข้ามาเพื่อดูแลภูมิในแบบที่เขาดูแลมา

ส่วนไฉบอกว่า ไม่ได้มีความรู้สึกในลักษณะหึงหรือหวง แต่มีมุมมองว่า การหึงหวงอาจมีสาเหตุจากการใช้เวลาร่วมกับคนใดคนหนึ่งไม่มากพอ เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกเช่นนั้น แต่ละคนก็จะพยายามปรับให้ดีขึ้น

รักกันมากกว่าสอง เป็นเรื่องของเราหรือของใคร

ความสัมพันธ์ที่มีคนรักหลายคน (Polyamory) ความสัมพันธ์แบบเปิด ความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน หรือการคบหากันโดยมีข้อตกลงร่วมกันแบบไม่ผูกขาด ไม่ว่าจะเรียกด้วยคำไหนก็ตาม ความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่

ความสัมพันธ์หลายคน (Polyamory) ซึ่งคู่รักต่างมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนอีกคนได้ในเวลาเดียวกัน แตกต่างจากความสัมพันธ์แบบที่ผู้ชายคบหากับผู้หญิงหลายคน หรือผู้หญิงคบหากับผู้ชายหลายคน ที่เรียกว่า Polygamy

แม้ว่าความสัมพันธ์แบบที่มีคนในความสัมพันธ์หลายคนอาจเกิดขึ้นบนโลกมาหลายสิบปีหรืออาจเป็นร้อยปีแล้วก็ตาม แต่ความสัมพันธ์แบบ Polyamory เพิ่งจะถูกนิยามความหมายในช่วงต้นทศวรรษ 1990 นี้เอง

getty

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

แล้วจริง ๆ แล้วคนเรามีความสามารถที่จะรัก รู้สึกรัก หรือมีความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกกันมากกว่าสองคนในเวลาเดียวกันได้ไหม

ผศ.ดร.วิลาสินี พนานครทรัพย์ อาจารย์สาขาสังคมวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชวนคิดว่า ความรัก มีทั้งมิติของอารมณ์และเชิงสังคม ก่อนอธิบายว่า ความรักในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ คือการที่เราจะบอกว่ารักใคร คือมันไม่ได้รักเลย แต่มันมีความผูกพัน มีอารมณ์ มีการเคลื่อนของความสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นถามว่า ในปัจจุบันถ้ารักหลายคนเป็นไปได้หรือไม่ ในเชิงอารมณ์คิดว่ามันเป็นไปได้ ที่เราจะผูกพันกับคนมากกว่าหนึ่งคน และใช้เวลากับคนมากกว่าหนึ่งคนแล้วรู้สึกเพิ่มความผูกพันมากขึ้น

ทว่าในเชิงของสังคมแล้ว อ.วิลาสินี ชี้ว่า ความรักยังถูกมองว่าควรเป็นรูปแบบ "รักเดียวใจเดียว" หรือหากพูดถึงคำว่า รักแท้ ก็จะโยงกับคนแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในสังคมถูกสอนกันมาอย่างยาวนาน อีกทั้งกฎหมาย ก็รองรับแค่ความสัมพันธ์รูปแบบ "ผัวเดียวเมียเดียว" ดังนั้น ในเชิงสังคม รักหลายคนจึงมักจะถูกตั้งคำถามมากกว่ารักที่เป็นรักเดียวใจเดียว หรือผัวเดียวเมียเดียว ทั้งที่ในปัจจุบันความสัมพันธ์ของคนมีความหลากหลายมากกว่านั้น

"ความดีงาม และความเหมาะสมของความรัก จะถูกมองว่ามันต้องมีหนึ่งคน เราไม่ได้มองว่าความรักมันมีหลากหลายรูปแบบ เพราะเราติดอยู่ในสังคมที่บอกว่าความรัก คือความดีงาม และความดีงามอันนั้นมันจะเป็นไปได้ คือต้องเป็นรักที่มีแค่หนึ่งเดียว"

ความสัมพันธ์หลายคนแต่ละแบบก็ยังถูกมองต่างกัน

กระนั้นก็ตาม ใช่ว่าสังคมจะมีทัศนะที่มองความสัมพันธ์แบบหลายคนอย่างเท่าเทียมกัน เพราะเมื่อมีมิติของความเป็นหญิงชาย และความหลากหลายทางเพศเข้ามา ทัศนคติต่อความสัมพันธ์ที่มีฐานจากเพศที่ต่างกันจะได้รับการมองอีกอย่างหนึ่ง

ผศ.ดร.วิลาสินี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของหญิงชายที่มีมากกว่าสองคน มักจะถูกตั้งคำถามมากกว่าความสัมพันธ์หลายคนของแอลจีบีทีคิว เพราะสังคมมองว่าความสัมพันธ์ของคนกลุ่มแอลจีบีทีคิวมีความหลากหลายอยู่แล้ว ขณะที่ความสัมพันธ์ชายหญิงผูกติดกับสถาบันครอบครัว การมีคนมากกว่าสองคนจึงถูกตั้งคำถามมากกว่า นอกจากนี้ ทัศนะของสังคมจะมองอีกแบบหนึ่งว่า ความสัมพันธ์ของแอลจีบีทีคิวไม่ได้มีเรื่องความเป็นครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งนั่นก็เป็นปัญหาอีกชุดหนึ่งเช่นกัน

"แอลจีบีทีคิวจะถูกตั้งคำถามอีกแบบหนึ่งอยู่ดี รัฐเองก็จะมองว่า อันนี้ไม่ใช่ลักษณะของครอบครัวที่เหมาะสม เราก็เห็นเรื่องของการต่อสู้ ของแอลจีบีทีคิว เรื่องความเป็นครอบครัวอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ทั้งต่อสู้กับรัฐ ต่อสู้กับสังคม" นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าว

ผศ.ดร.วิลาสินี พนานครทรัพย์ อาจารย์สาขาสังคมวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่มาของภาพ, NAPASIN SAMKAEWCHAM / BBC THAI

คำบรรยายภาพ, ผศ.ดร.วิลาสินี พนานครทรัพย์ อาจารย์สาขาสังคมวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นอกจากนี้ ในความสัมพันธ์แบบที่มีผู้ชายหนึ่งคนสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคน และความสัมพันธ์แบบผู้หญิงหนึ่งคนคบหาชายหลายคน (Polyandry) นักสังคมวิทยาจาก มธ. มองว่า ทัศนะของสังคมที่มีต่อสองรูปแบบนี้ ก็มีความแตกต่างกัน

ผศ.ดร.วิลาสินี ชวนให้พิจารณาข่าวคดีฆาตกรรมหนุ่มโรงงานที่พบว่าภรรยาของผู้ตาย มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนลงมือ ว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เมื่อเป็นความสัมพันธ์ของผู้หญิงหนึ่งคนกับผู้ชายหลายคน ผู้หญิงจะเป็นผู้ที่ถูกตั้งคำถามก่อนเป็นอันดับแรก ขณะที่เมื่อเป็นความสัมพันธ์ที่ผู้ชายมีผู้หญิงหลายคน ผู้หญิงที่เข้ามาก็ยังเป็นฝ่ายที่ถูกตั้งคำถามเช่นกัน กลายเป็นว่าไม่ว่าจะแบบไหน "คนที่จะถูกตั้งคำถามจะเป็นผู้หญิงก่อน"

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ผศ.ดร.วิลาสินี อธิบายว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่ชายเป็นใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการที่ผู้ชายมีอำนาจมากกว่าเท่านั้น แต่มีเรื่องความไม่เท่าเทียมในมิติทางเพศอยู่ ซึ่งสังคมอื่นก็มีตามที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ตลอด

"ถ้ามันเป็นอะไรที่มันเบี่ยงเบนปุ๊ป สังคมก็จะตั้งคำถามกับผู้หญิงก่อนแล้วว่า เข้ามาทำไม หรือว่ามีทำไม เพราะผู้หญิงถูกคาดหวัง ให้อยู่กับ Monogamy (การมีภรรยาหรือสามีคนเดียว) มากกว่าผู้ชาย"

รักที่ยากกว่ารักเป็นคู่ แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

นักสังคมวิทยาจาก มธ. มองว่า ความสัมพันธ์หลายคนจะยากหรือง่ายกว่าความสัมพันธ์ของคนสองคน ขึ้นอยู่กับการจัดการของคนที่อยู่ในความสัมพันธ์

อ.วิลาสินี กล่าวว่า ในความสัมพันธ์ของคนมีความขัดแย้งในนั้นอยู่เสมอ การอยู่เป็นคู่จะมีบรรทัดฐานของความเป็นคู่เข้ามา ทั้งการทำกิจกรรม การใช้ชีวิต การใช้เวลาร่วมกัน ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งได้ และเมื่อมีคนมากกว่าสองคนในความสัมพันธ์ ก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีก

"เมื่อมีคนเข้ามาอีกหนึ่ง มันเลยกลายเป็นเรื่องที่จัดการยากทั้งในเชิงของอารมณ์ว่าจะรักกันได้เท่าเทียมยังไง ความหึงหวง หรือจะอะไรก็ตาม เวลาที่จะแบ่งกันยังไง เลยคิดว่ามันจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก" อ.วิลาสินี กล่าว

ความสัมพันธ์แบบหลายคน ยังต้องฝ่าฟันทัศนะของสังคม คนรอบข้าง เพราะความสัมพันธ์แบบนี้มักถูกมองว่าไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่แท้จริง ตลอดจนการต่อสู้ภายในของตัวเองด้วย ดังนั้น ในด้านหนึ่งการประสบความสำเร็จในความสัมพันธ์ก็เป็นเรื่องที่ยาก แต่ใช่ว่า จะเป็นไปไม่ได้เลย

"ถามว่ามีไหมคู่ที่ประสบความสำเร็จ เราคิดว่ามันมี เพียงแต่ว่ามันมีแบบที่จะไปถึงจุดนั้นได้ ยาวนานต่อเนื่องได้ เขาก็คงต้องปรับ แล้วก็คงต้องแข็งแรงพอสมควรที่จะผ่านมันได้"

คู่รักสามคน

ที่มาของภาพ, getty images

ในแง่มุมทางกฎหมายที่ประเทศไทยกำลังผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม การจะก้าวไปถึงจุดที่รัฐรับรองความสัมพันธ์แบบหลายคน อ.วิลาสินี มองว่ายังเป็นเรื่องที่ยากและห่างไกล

สังคมควรจะคิดกับความสัมพันธ์แบบนี้อย่างไร นักสังคมวิทยาผู้นี้เห็นว่า การขยายพื้นที่และยอมรับในความสัมพันธ์รูปแบบนี้คือเรื่องที่สังคมสามารถทำได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วความสัมพันธ์ของผู้คนไม่ได้มีแต่แบบผัวเดียวเมียเดียว แต่ยังมีทั้งความสัมพันธ์ของกลุ่มคนแอลจีบีทีคิว ความหลากหลายของคู่ หรือแม้กระทั่งความเป็นโสดหรือการเลือกอยู่คนเดียว

"ความสัมพันธ์ของผู้คนมันไม่ได้มีรูปแบบเดียว มันไม่ได้มีคุณค่าและความเหมาะสมเพียงแค่แบบเดียว" อ.วิลาสินี กล่าว "ถ้ามันเป็นความเต็มใจ และเป็นความยินยอมที่จะอยู่ในความสัมพันธ์แบบนั้น เราก็ควรต้องยอมรับเขามากขึ้น"

ความรักแบบใด

สำหรับ บีเอ็ม ภูมิ และไฉ ความรักของพวกเขา ไม่ได้แตกต่างไปจากความรักของใคร ๆ

"อยากให้เข้าใจว่า ความสัมพันธ์สามคน ไม่ต่างอะไรจากสองคน หรือไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่คุณเคยเชื่อ มันอาจจะมีคนมากกว่า แต่ใจความพื้นฐานของการเป็นแฟนกัน หรือการมีความสัมพันธ์มันยังเหมือนเดิม" ไฉ แสดงความคิดเห็น

"ทุกคนไม่ว่าใครก็แล้วแต่ ที่ตัดสินใจจะมีความสัมพันธ์ ทุกคนล้วนแต่ อยากมีความสัมพันธ์ที่ดี ไม่มีใครที่บอกว่า ฉันจะมี toxic relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ) ทุกคนก็อยากมีความสัมพันธ์แล้ว อยากให้ชีวิตของตัวเองดีขึ้น อยากให้คิดว่า ไม่ว่าเขาจะคบแบบไหน สองคน สามคน สี่คน open relationship (ความสัมพันธ์แบบเปิด) long-distance relationship (รักทางไกล) ทุกคนอยากให้ความรักออกมาดีเสมอ" ภูมิทิ้งท้าย

คู่รักสามคน

ที่มาของภาพ, NAPASIN SAMKAEWCHAM / BBC THAI

สังคมตะวันตกกับความสัมพันธ์แบบ Polyamory

บทความของบีบีซีคัลเจอร์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2567 กล่าวถึงรายการโทรทัศน์รายการใหม่ในสหรัฐฯ ที่ชื่อว่า Couple to Throuple (จากสองคนเป็นสามคน) ที่เสนอตัวละครคู่รักที่เชิญคนที่สามเข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์ และหนังสือเล่มใหม่ที่ชื่อว่า More: A Memoir of Open Marriage หนังสือที่บอกเล่าบันทึกความทรงจำของการแต่งงานแบบที่คู่สมรสสามารถมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนอื่นได้ ทั้งสองอย่างนี้อาจสะท้อนถึงความแพร่หลายของความสัมพันธ์แบบที่คู่รักไม่ได้ยึดมั่นว่าต้องมีคนรักเพียงคนเดียว

ความคิดที่ว่าความสัมพันธ์แบบหลายคน "กำลังเป็นที่นิยม" ถูกต่อต้านจากผู้แสดงความคิดเห็นบางส่วน ความคิดเห็นหนึ่งมองว่า ผู้เขียนหนังสือ More: A Memoir of Open Marriage เป็นคนที่อาศัยอยู่ในย่านที่ร่ำรวยของเขตบรูคลินในนิวยอร์ก และเมื่อรวมกับบทความในนิตยสารนิวยอร์กแมกกาซีน ความสงสัยในความสัมพันธ์หลายคนจึงกลายเป็นไลฟ์สไตล์ใหม่ของกลุ่มคนในเมืองที่มีฐานะดี

อย่างไรก็ตาม สถิติและการสำรวจในสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์แบบหลายคนกำลังเป็นเรื่องปกติมากขึ้น ผลสำรวจของ Pew Research พบว่า วัยผู้ใหญ่ที่อายุต่ำกว่า 30 ปีในสหรัฐฯ ยอมรับได้กับการสมรสแบบเปิด หรือการสมรสที่คู่ของตัวเองไปมีอีกคนได้ ขณะที่ข้อมูลจาก YouGov ชี้ว่า ชาวอเมริกัน 1 ใน 3 ระบุถึงความสัมพันธ์ในอุดมคติว่า เป็นความสัมพันธ์แบบที่ไม่ใช่การรักเดียวใจเดียวแบบล้วน ๆ