ไฟป่าฮาวาย กลายเป็นไฟป่าร้ายแรงที่สุดของสหรัฐฯ ในรอบกว่า 100 ปี เสียชีวิตแล้ว 99 ศพ

ที่มาของภาพ, REUTERS
ทีมกู้ภัยกวาดลานตรวจสอบบ้านเรือนและยานยนต์ที่ไหม้เกรียมในรัฐฮาวาย และมีแนวโน้มสูงว่า พวกเขาจะพบศพผู้เสียชีวิตเพิ่มวันละ 10-20 คน
ปัจจุบัน ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟป่าในฮาวาย เพิ่มเป็น 99 คน ถือเป็นไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบกว่า 100 ปีของสหรัฐฯ
ผู้ว่าการรัฐฮาวาย จอช กรีน บอกกับ ซีบีเอสนิวส์ ว่า อาจต้องใช้เวลากว่า 10 วัน ถึงจะสรุปยอดผู้เสียชีวิตได้ และจนถึงตอนนี้ ยังมีประชาชนสูญหายกว่า 1,300 คน
หนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบหนัก อย่างเมืองลาไฮนา ถูกเผาวอดเกือบทั้งเมือง “ไม่เหลืออะไรเลย ยกเว้นความพังพินาศ” กรีน กล่าวกับซีบีเอส ซึ่งเป็นพันธมิตรสื่อของบีบีซีในสหรัฐฯ
ผู้ว่าการรัฐฮาวายยังยอมรับอีกว่า ประชากรเมืองลาไฮนา ที่มีกว่า 12,000 คน ไม่หนีรอด ก็เสียชีวิตแล้วในไฟป่า โดยคาดว่าทีมกู้ภัยจะพบเหยื่อเพิ่มขึ้นอีกเมื่อเวลาผ่านไป แต่ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่เพื่อพิสูจอัตลักษณ์

“มันยากที่จะแยกออกว่าศพไหนเป็นใคร” กรีน กล่าว ซึ่งจนถึงตอนนี้ มีการพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตได้เพียง 2 คน จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด 99 คนที่พบในเวลานี้
เหตุผลที่เขาเชื่อว่าผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอีก เป็นผลจากความคืบหน้าในการสำรวจซากความเสียหายของเมืองลาไฮนา ที่คืบหน้าไปเพียง 3% เท่านั้น ตอนนี้มีการนำสุนัขกู้ภัยมาค้นหาผู้สูญหายและผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมแล้ว
“เรามีพื้นที่ค้นหากว่า 8 ตารางกิโลเมตร ที่เต็มไปด้วยบุคคลที่เรารัก” ผู้บัญชาการตำรวจเกาะเมาวี เจฟฟ์ เพลเลเทียร์ กล่าวในการแถลงข่าวช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้สูญหายนับพัน
ตอนที่ไฟป่าปะทุขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีการแจ้งรายงานผู้สูญหายมากกว่า 2,000 คน ก่อนที่ตัวเลขจะปรับลดเหลือ 1,300 คน หลังประชาชนติดต่อบุคคลในครอบครัวได้ จากสัญญาณโทรศัพท์ที่ฟื้นฟูกลับมา
“หัวใจของเราแตกสลายเกินจะเยียวยา เพราะนั่นหมายความว่า มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่เสียชีวิต” นายกรีน กล่าว “ไม่มีใครที่อยากคิดเช่นนั้น แต่เราพร้อมรับมือกับโศกนาฏกรรมอีกหลายเรื่องที่จะถาโถมใส่”
ไฟป่าในเมืองลาไฮนา ยังคงลุกลามอยู่ในบางจุด ตอนนี้ทางการควบคุมไฟป่าได้แล้ว 85% ขณะที่ ต้นตอของไฟป่านั้นยังไม่มีการยืนยัน แต่บางสมมติฐานคาดว่า มีปัจจัยจากลมกระโชกแรง จากอิทธิพลของพายุเฮอร์ริเคนโดรา ประกอบกับสภาพอากาศที่แห้งแล้ง

ที่มาของภาพ, EPA
ขณะเดียวกัน มีการดำเนินการฟ้องร้องบริษัทผู้ให้บริการไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในฮาวาย คือ ฮาวายอิเล็กทริค โดยให้เหตผุลว่า สายไฟฟ้าของทางบริษัทที่ล้มโค่นลงมา เป็นผลทำให้เกิดไฟป่าครั้งนี้
สำนวนฟ้องร้องอธิบายว่า เพราะบริษัทล้มเหลวในการตัดกระแสไฟ แม้ว่าสำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ จะประกาศเตือนถึงไฟป่าไว้ล่วงหน้าแล้ว
เรื่องราวผู้รอดชีวิต
เมื่อเช้าวันอังคารที่แล้ว (8 ส.ค.) ประชาชนเมืองลาไฮนาตื่นขึ้นมาพบว่าไฟฟ้าดับ โทรศัพท์ไม่ได้ชาร์จ นาฬิกาปลุกนิ่งเงียบ และเครื่องปรับอากาศดับลง
เลส มุนน์ ชาวเมืองวัย 42 ปี ตื่นขึ้นมาเวลา 4 นาฬิกา เพื่อรับโทรศัพท์และพบว่าไฟฟ้าดับหมด "ผมก็คิดว่ามันเป็นแค่ไฟดับธรรมดา"
มุนน์ และชาวเมืองคนอื่น ๆ ต่างเชื่อว่า ไฟฟ้าดับครั้งนี้เชื่อมโยงกับเฮอร์ริเคนโดรา ที่กำลังเคลื่อนตัวบนเกาะเมาวี ด้วยความเร็วลม 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนไฟฟ้าที่ปะทุขึ้นจากอิทธิพลของพายุนั้น ดูไม่อันตราย
เวลา 9.55 น. ทางการประกาศว่าไฟป่าเมืองลาไฮนา ควบคุมได้แล้ว 100% และไม่มีการแจ้งเตือนว่า ไฟป่าอาจปะทุขึ้นมาอีก
แต่สำหรับ ริชาร์ด เทนิสัน คนไร้บ้านในเมือง เขาตื่นมาพบกับลมกระโชกแรง จนพัดที่นอนของเขาลอยออกไปที่แนวชายฝั่ง ขณะที่ ลินน์ โรบิสัน ที่อาศัยอยู่ใจกลางเมือง บอกว่าเธอได้กลิ่นควันไฟ
และเมื่อถึงเวลา 15.00 น. สถานการณ์ก็พลิกผัน

ที่มาของภาพ, REUTERS
เลส มุนน์ เดินออกจากบ้านไปทิ้งขยะ และพูดคุยกับเพื่อนบ้านถึง "ลมแปลก ๆ" ที่มีเสียงดังมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขามองว่า ฝุ่นและขี้เถ้าจากการก่อสร้างเป็นที่มาของกลิ่นที่โชยมาตามลม
แต่เมื่อพวกเขาแยกย้ายกลับเข้าอาคาร เสียงสัญญาณเตือนควันไฟเริ่มดังขึ้น ประชาชนรีบขนของออกจากบ้าน ส่วนด้านนอกนั้น เพลิงกำลังโหมไหม้รอบตัวพวกเขา
"ตอนนั้น ทุกคนล้วนตื่นตระหนก" มุนน์ กล่าว เขาเล่าต่อว่า ได้วิ่งกลับเข้าไปในบ้านและฉวยกระเป๋าสตางค์ แต่ความร้อนและควันทำให้เขาหยิบกระเป๋าสตางค์ไม่ได้ จึงมีเพียงเสื้อผ้าที่ขนออกมาได้เท่านั้น แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นสีดำ เขาสำลักควัน และวิ่งหนีไปทางเดียวที่เขาพอจะมองเห็น ซึ่งคือแสงจากรถตำรวจ แล้วทะยานเข้าไปในที่นั่งหลังรถ
มุนน์ ไม่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ ไม่ได้รับคำสั่งให้อพยพ เช่นเดียวกับประชาชนชาวเมืองลาไฮนาอีก 24 คนที่บีบีซีได้สอบถาม
บนเกาะเมาวี ซึ่งเป็นเกาะใหญ่สุดอันดับสองของฮาวาย มีสัญญาณเตือนภัยกลางแจ้งราว 80 จุด ที่มีการทดสอบทุกเดือน เพื่อเตือนประชาชนถึงสึนามิและภัยธรรมชาติอื่น ๆ
แต่สัญญาณเตือนภัยเหล่านี้ กลับไม่ทำงาน โดยทางการยอมรับและกำลังตรวจสอบระบบเตือนภัยนี้ สถานการณ์จึงโกลาหล ประชาชนพยายามหนีเพลิงที่เหมือนปะทุขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย และลุกลามอย่างรวดเร็ว

คำบอกเล่าของชาวเมืองลาไฮนา อธิบายได้ชัดถึงเมืองริมชายหาดที่กลับกลายเป็นสถานที่แห่งความวินาศ ควันไฟดำเข้มปกคลุมแปรเปลี่ยนกลางวันเป็นกลางคืน
ควันหนาแน่นเสียจนประชาชนมองเห็นได้เพียงไม่กี่ฟุตข้างหน้า และสิ่งที่เห็นก็คือถ่านไฟสีแดง ที่ส่งไอร้อนจนเหมือนผิวหนังโดนแผดเผา
จนถึงตอนนี้ พบอาคารบ้านเรือนกว่า 2,200 แห่งที่ถูกเผาวอด ไม่ว่าจะบ้าน ร้านค้า และโบสถ์ เรียงราวตามสองฝั่งถนนในสภาพที่ไม่เหลือเค้าเดิม เหลือเพียงโครงเหล็กที่หลอมละลายและขี้เถ้า
สำหรับประชาชนที่กลายเป็นผู้อพยพชั่วข้ามคืน พวกเขารู้สึกถูกทอดทิ้ง ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดที่ต้องจำใจทิ้งผู้คนไว้ในเมืองเพื่อเอาชีวิตรอด ความรู้สึกที่ผสมปนเปเหล่านี้ กลายเป็นความโกรธต่อทางการที่ควรจะรับมือสถานการณ์ได้ดีกว่านี้
ลิส เจอร์มันสกี ที่ต้องเสียบ้านไปกับเพลิง โทษทั้งรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลรัฐฮาวายต่อตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น
"ไม่ว่าจะการป้องกัน หรือแจ้งเตือน พวกเขาต้องทำให้ดีกว่านี้" เธอกล่าว
เจอร์มันสกี เป็นหนึ่งในคนที่ฟ้องร้องรัฐบาลฐานละเลย ความเสียหายต่ออสังหาริมทรัพย์ และความบอบช้ำด้านจิตใจ
เธอกล่าวว่า บ้านของเธอกลายเป็นฉากฆาตกรรมไปแล้ว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น "คือการฆาตกรรม"











