ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศ ของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

King Bhumibol Adulyadej Of Thailand With Francisco Franco In Spain
SPAIN - UNDATED: Francisco Franco and wife Carmen Polo received in their residence King Bhumibol Adulyadej of Thailand, aka Rama IX, and wife Queen Sirikit Kitiyakara, in Spain. (Photo by Keystone-France/Gamma-Rapho via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายพลฟรานซิสโก ฟรังโก และ คาร์เมน โปโล ภริยา เข้าเฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ที่ประทับในประเทศสเปน

หนึ่งในพระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่งของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงปฏิบัติช่วงปี 2502-2510 คือ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ไปเจริญสัมพันธไมตรีทางการทูตกับนานาอารยะประเทศ รวม 27 ประเทศ ตามพระราชหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ หลังจากขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489

เริ่มต้นจากการเสด็จเยือนประเทศบ้าน คือ สาธารณรัฐเวียดนาม สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และสหภาพพม่า ตามลำดับ หลังจากนั้นได้เสด็จเยือนประเทศต่าง ๆ ในทวีปอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย และในทวีปเอเชีย

ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและภาคพื้นยุโรป 14 ประเทศ นอกจากจะทำให้นานาชาติรู้จักประเทศไทยมากขึ้นแล้ว บรรดาผู้เชี่ยวชาญการออกแบบเครื่องแต่งกายสตรีของโลกจำนวน 2,000 คน ได้ออกเสียงเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2505 เลือกพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงเป็นสตรีที่แต่งพระองค์งามที่สุดในโลกผู้หนึ่งในจำนวนสุภาพสตรีของโลกทั้งหมด 10 คน นับเป็นปีที่ 2 ที่พระองค์ทรงได้รับเลือกมาแล้วในปี 2503 และในปี 2508 มีการจารึกพระนามาภิไธยไว้ในหอแห่งเกียรติคุณ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ในฐานะทรงเป็นหนึ่งใน 12 สุภาพสตรีที่แต่งกายงามที่สุดในโลก

ฉลองพระองค์ส่วนใหญ่เน้นการตัดเย็บด้วยผ้าไหมไทยที่งดงาม และออกแบบให้สอดคล้องกับการแต่งกายของชาวตะวันตก ทรงพระราชดำริให้นายปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบผู้มีความเชี่ยวชาญธรรมเนียมตะวันตกทำหน้าที่ดูแลตัดเย็บฉลองพระองค์ หนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก ไทมส์ ฉบับวันที่ 27 มิถุนายน 2503 ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ไว้ตอนหนึ่งว่า นายปิแอร์ บัลแมง ช่างตัดเสื้อแห่งกรุงปารีส ได้ออกแบบเครื่องแต่งพระองค์ถวายประมาณ 130 ชุด นอกเหนือไปจากพระมาลา ฉลองพระองค์ขนสัตว์ และกระเป๋าถือ

The Queen of Thailand, Sirikit, on a visit to Washington, DC, on June 28, 1960.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งเสด็จเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2503

ส่วนนายโดโรธี แม็คคาเดิล นักเขียนประจำหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ บรรยายถึงเครื่องแต่งพระองค์ในงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ถวายคืนวันที่ 29 มิถุนายน 2503 ว่า เป็นชุดราตรีแบบฝรั่งเศสทำด้วยดิ้นทอง ออกแบบโดยนายปิแอร์ บัลแมง

"รัดพระองค์นั้น เป็นหนังอย่างดีประดับด้วยเพชร และที่หัวแพรวพราวไปด้วยเพชร ซึ่งตรงกลางมีเพชรลูกหนึ่ง ที่ผู้ชำนาญการที่อยู่ที่นั้นคาดว่า คงจะหนักประมาณ 20 กะรัต สร้อยพระศอเพชรนั้นมีเพชรลูกใหญ่ตรงกลางหนักประมาณ 15 กะรัต ขณะที่พระดำเนินปลายอันเรียวเล็กของฉลองพระบาทสีทองและเครื่องแต่งพระองค์ที่วาววาม ตลอดจนเครื่องเพชรก็พราวแพรวอยู่ท่ามกลางแสงเทียนสีชมพูที่ตั้งอยู่บนโต๊ะรูปตัวอักษร วี....."

เรื่องฉลองพระองค์นี้ ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ช่วงเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาและแคนาคา มีบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า ทรงถูกสื่อมวลชนต่างประเทศถามเรื่องการใช้จ่ายเกี่ยวกับฉลองพระองค์

"...ข้าพเจ้าถูกถามปัญหาอย่างที่น่ากลัวอยู่และพยายามแอบตัวลีบอยู่นี่ คือเรื่องการใช้จ่าย เพราะว่าออกจะเป็นคนที่ทำข่าวเกรียวกราวบ้างในระยะนี้ในหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ และในประเทศก็เกรียวกราวทีเดียว นัก

หนังสือพิมพ์เขาถามว่า "เสื้อผ้าของพระราชินีส่วนมากตัดที่ไหน" เพราะเขาอ่านตามหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง กล่าวว่า ข้าพเจ้าใช้เงินปีละ 10 ล้านบาท ปีเดียวนะ 10 ล้านบาท สำหรับแต่งตัวไม่ใช่ของรูปพรรณอื่น ๆ ข้าพเจ้าก็ตอบว่า "นั่นซี ฉันเองอ่านพบแล้วยังสะดุ้งเลย เพราะไม่นึกเลย ไม่รู้เลยว่าตัวนี้รวยถึงขนาดนั้น" ก็เลยตอบเขาว่า "เสื้อผ้าส่วนมากนั้นตัดในเมืองไทย ที่ตัดเมืองนอกก็เฉพาะเวลาตามเสด็จฯ ไปต่างประเทศในฐานะเป็นผู้แทนของคนไทยเท่านั้น จึงจะใช้ต่างประเทศ"

เขาหัวเราะ บอกว่า "ไม่เป็นไรจะช่วยแก้ข่าวให้ ตัวเขาเองก็ไม่เชื่อเหมือนกัน เพราะว่าถ้าดูตามตัวเลขปีละ 10 ล้านแล้ว รู้สึกว่าถ้าจะใช้ให้หมดปีละ 10 ล้านไม่ให้เหลือเลยสักแดงเดียวละก็ จะต้องซื้อเสื้อ Fur แพงที่สุด เปลี่ยนทุกเดือน ๆ แม้แต่เสื้อใส่นอนก็ต้องปักให้เต็มพรึบไปหมด ไม่อย่างนั้นใช้ไม่หมดแน่ 10 ล้านเฉพาะแต่งตัว แต่เขาถามว่า "เมืองไทยนี้ต้องใช้ Fur (เฟอร์-เครื่องนุ่งห่มที่ทำจากขนสัตว์) หรือเปล่า" ก็บอกว่า "เมืองไทยขืนใช้ Fur ก็เหงื่อตกตายนะซิ" เขาบอกว่า "ถ้าอย่างนั้นจะใช้เข้าไปหมดอย่างไรปีละ 10 ล้านบาท" แล้วก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน"

BELGIUM - CIRCA 1960: King Bhumibol, Queen Sirikit And King Baudouin I Of Belgium. (Photo by Keystone-France/Gamma-Keystone via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเบลเยียม โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงที่ 1 แห่งเบลเยียม เฝ้ารับเสด็จ เมื่อปี 2503

ในการเสด็จเยือนประเทศเยอรมนี ทรงบันทึกไว้ในพระราชนิพนธ์ด้วยว่า สื่อมวลชนถามพระองค์ว่ามีอิทธิพลเหนือพระเจ้าอยู่หัวหรือไม่

"...หนังสือพิมพ์บางฉบับสนใจในเครื่องประดับของข้าพเจ้า อยากจะถามประวัติว่าซื้อที่ไหน หามาจากไหนเป็นต้น อันที่จริงเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องส่วนตัวมากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ตามเสด็จมาในขบวนต่างก็เห็นว่าพวกหนังสือพิมพ์ ออกจะยุ่งก้าวก่ายเกินไปเสียแล้ว แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าพูดกันตรงไปตรงมาด้วยเหตุผลแล้วก็ไม่น่าจะเป็นภัยต่อกัน ดีกว่าที่จะให้เขาคิดแต่งเรื่องขึ้นเองเพราะเราไม่บอกเขา จึงเล่าให้เขาฟังว่า พระราชวงศ์จักรีมีอายุมานานเกือบ 200 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นเครื่องประดับพระองค์พระราชินีชิ้นสำคัญ ๆ สำหรับออกงานใหญ่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปซื้อหาที่ไหนเป็นของมีอยู่แล้วทั้งนั้น อย่างดีก็นำของเก่าเปลี่ยนแบบใหม่ให้ทันสมัยขึ้นเท่านั้นเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่เขาชอบถามกันนักก็คือว่า ข้าพเจ้ามีอิทธิพลเหนือพระเจ้าอยู่หัวหรือไม่ข้าพเจ้าตอบทันทีว่าไม่เคยเลย ท่านต่างหากเป็นผู้ทรงมีอิทธิพลเหนือข้าพเจ้า พวกสื่อมวลชนต่างหัวเราะชอบใจแล้วเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เขาเคยสัมภาษณ์ภริยาคนสำคัญหลายคน ทุกคนต่างก็ว่าตนมีอิทธิพลเหนือสามี โดยเฉพาะทางการงานด้วยกันทั้งนั้น ข้าพเจ้าจึงว่าธรรมเนียมไทยภริยาที่ดีย่อมไว้ใจสามีและไม่ก้าวก่ายในการงานของเขา นักหนังสือพิมพ์ผู้ชายต่างหัวเราะชอบใจ ส่วนผู้หญิงต่างยังสงวนท่าทีอยู่ ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ขัดคอ"

Königin Sirikit und König Bhumibol von Thailand - Begrüßung in Hamburg durch den Bürgermeister Max Brauer
(Eingeschränkte Rechte für bestimmte redaktionelle Kunden in Deutschland. Limited rights for specific editorial clients in Germany.) Königin Sirikit und König Bhumibol von Thailand - Deutschlandreise: Begrüßung in Hamburg durch den Bürgermeister Max Brauer (l.) (Photo by ullstein bild/ullstein bild via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จเยือนประเทศเยอรมนี โดยมีนายแม็กซ์ เบราร์ นายกเทศมนตรีเมืองฮัมบูร์ก เฝ้ารับเสด็จ

ยังมีเหตุการณ์สำคัญที่ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อครั้งตามเสด็จประเทศออสเตรเลียว่า 18 วันที่เสด็จท่องเที่ยวอยู่ในรัฐ 6 รัฐ และดินแดนของออสเตรเลีย เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้พระองค์ทรงไม่สบายพระทัยถึง 3 ครั้ง

ครั้งแรกในพิธีต้อนรับเสด็จที่สนามบินแคนเบอร์รา ขณะทรงประทับอยู่บนรถยนต์พระที่นั่ง

"ทันใดนั้นก็มีเสียงพึ่บ ๆ พั่บ ๆ ดังออกมาจากกลุ่มราษฎรกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมายืนคอยรับเสด็จอยู่มากมายสองข้างทาง ข้าพเจ้าหันไปดูอย่างแปลกใจ ก็เห็นตำรวจกับประชาชนยืนอยู่แถวนั้นช่วยกันปล้ำคว้ามือผู้ชายผู้หนึ่งไว้ แต่ก็ไม่ทัน ชายผู้นั้นได้ยกมือ 2 ข้างขึ้นแล้วคลี่ป้ายและข้าพเจ้าก็ได้เห็นเข้าพอดี ป้ายนั้นมีใจความเป็นภาษาไทยว่า "เราไม่ต้องการต้อนรับผู้เผด็จการเมืองไทย"

ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้เห็นคนเรียกพระเจ้าอยู่หัวว่า ผู้เผด็จการ และแสดงว่าไม่ยินดีต้อนรับ เมื่อเสด็จมาถึงบ้านเมืองเขา ข้าพเจ้ารู้สึกว่าใจหายวาบไปหมด พอคลี่ป้ายเสร็จเมื่อรถพระที่นั่งจะแล่นผ่านไป ข้าพเจ้าชำเลืองดูก็เห็นตำรวจและราษฎรที่อยู่แถวนั้นทำสีหน้าโกรธขึ้งแย่งป้ายจากมือชายผู้นั้นไปทิ้งเสีย

…ข้าพเจ้าเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระทัยเย็นเป็นที่สุด ข้าพเจ้าเองรู้สึกว่าใจยังสั่นด้วยความน้อยใจปนความโกรธ นึกสงสารตัวเองเป็นกำลังว่า เรามาเหนื่อย ๆ เพื่อมาเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศเรากับประเทศเขา กลับมาโดนคลี่ป้ายไล่ทันทีที่มาถึงใช่ว่าเราขอมาเมื่อไร เขาเชิญเรามาต่างหาก พระเจ้าอยู่หัวกลับรับสั่งปลอบว่า ให้เฉยๆ ไว้ ทำใจเย็นสู้ อย่าได้แสดงความรู้สึกเช่นเสียใจหรือน้อยใจออกมาให้ทางฝ่ายบ้านเมืองเห็นเป็นอันขาด อันที่จริงก็เป็นการกระทำของผู้ก่อกวนเพียงคนเดียว หรือส่วนน้อย รัฐบาลออสเตรเลียได้ถวายพระเกียรติเต็มที่ และราษฎรก็ต้อนรับเราด้วยไมตรีอันดียิ่ง ...พระเจ้าอยู่หัวทรงย้ำไม่ให้ข้าพเจ้าลืมว่าเมื่อกี้เป็นการกระทำของคนส่วนน้อย ไม่ใช่เป็นการกระทำของประชาชนทั่วประเทศ"

เหตุการณ์ครั้งที่สองในวันที่เสด็จถึงซิดนีย์ เทศบาลเมืองซิดนีย์ถวายการต้อนรับ

"มีประชาชนมาคอยรับเสด็จแน่นขนัด ทันทีที่รถพระที่นั่งเทียมหน้าศาลาเทศบาลก็มีการคลี่ป้ายไล่ผู้เผด็จการกันขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง มีเสียงใครไล่ตะครุบผู้ก่อกวนดังตุบตับๆ อยู่ใกล้รถคันหลังเราไปเพียงสองคันเท่านั้น คนคลี่ป้ายนี้ตอนแรกก็ยืนรวมอยู่กับประชาชนดี ๆ พอรถพระที่นั่งแล่นผ่านมาก็ยกมือสองข้างขึ้นเพื่อชูป้าย ราษฎรที่อยู่ใกล้ ๆ และเจ้าหน้าที่ช่วยกันรีบตะครุบตัวและแย่งป้ายไปเสียแต่ก็ไม่ทันเราได้เห็นเสียแล้ว

"ต่อมาสักครู่ ขณะที่พระเจ้าอยู่หัวและข้าพเจ้ายืนอยู่บนยกพื้นหน้าศาลาเทศบาลเพื่อให้คนเห็นและนายกเทศมนตรีเมืองซิดนีย์กำลังกล่าวถวายการต้อนรับและเล่าถึงเมืองไทยในเครื่องขยายเสียงเมื่อจบลงพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จไปยืนหน้าเครื่องขยายเสียงเพื่อรับสั่งตอบขอบใจนายกเทศมนตรีและประชาชนที่มาคอยรับเสด็จ ข้าพเจ้ายืนเยื้องไปเบื้องพระขนองหน่อยหนึ่ง ทันใดนั้นเองก็มีอะไรสีขาว ๆ ตกพรูลงมาที่พื้นใกล้กับเท้าของข้าพเจ้าโดยไม่ทันรู้ตัวข้าพเจ้ารีบหันขึ้นไปมองดู ก็เห็นมือหลายมือกำลังโปรยใบปลิวลงมาจากหน้าต่างตึกซึ่งสูงมากแห่งหนึ่งที่อยู่ข้างหลังศาลาเทศบาลพอดี พระเจ้าอยู่หัวก็ทอดพระเนตรเหมือนกัน แต่ทรงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ มีพระราชดำรัสต่อไปจนจบ


King Bhumibol and Queen Sirikit of Thailand arrive at Wellington Airport in New Zealand for an eight-day tour, August 1962. From there, they will journey to Australia. They have flown in a Quantas Lockheed Electra. (Photo by Central Press/Hulton Archive/Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินถึงท่าอากาศยานเมืองเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อเริ่มการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 8 วัน เมื่อเดือน ส.ค. 2505 ก่อนจะเสด็จฯ ต่อไปยังประเทศออสเตรเลีย

เมื่อเสร็จงานเสด็จกลับทำเนียบรัฐบาลเมืองซิดนีย์แล้วก็มีผู้นำใบปลิวนั้นมาถวายในห้องประทับ ข้อความในใบปลิวก็ซ้ำอย่างเดิม ไล่ผู้เผด็จการกลับเมืองไทย แต่มีข้อความเพิ่มเติมกล่าวโทษรัฐบาลไทยเมื่อสมัย 2505 ว่าเป็นฆาตรกรเพราะประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ หากผู้ที่ไม่รู้เรื่องเมืองไทยได้อ่านในใบปลิวนี้คงจะต้องคิดว่าเมืองไทยเราไม่มีขื่อไม่มีแปเลยราวกับหนังเรื่องแก๊งอันธพาล พวกนักเรียนไทยในเมืองซิดนีย์แอบกระซิบเล่าให้พวกเราฟังว่า ประเทศนี้มีองค์การลับใหญ่ของพวกแดงที่มีทุนรอนมาก ข้าพเจ้าอดที่จะนึกไม่ได้ว่าคงจะต้องเป็นองค์การใหญ่มีเงินมากแน่นอน จึงมีทุนทรัพย์และหนทางที่จะสืบเรื่องเมืองไทยได้อย่างละเอียดละออและยังลงทุนพิมพ์ใบปลิวมากมายไว้โปรยเล่นตอนเราได้รับเชิญมาเมืองนี้ เหตุผลของเขาในการตำหนิรัฐบาลของเราก็ฟังไม่ค่อยขึ้น คนที่เขาเรียกว่าผู้บริสุทธิ์ในใบปลิว ก็คือพวกที่โดนประหารชีวิตเพราะวางเพลิง กับพวกกระทำจรกรรมและอาชกรรมต่างๆ ในเมืองเรานั้นเอง"

เหตุการณ์ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นที่เมืองเมลเบิร์น วันที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นถวายปริญญานิติศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แก่พระเจ้าอยู่หัว

"เมื่อพิธีเริ่มต้น อธิการบดีก็ลุกขึ้นไปอ่านคำสดุดีพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวก่อนที่จะถวายปริญญา ทันใดนั้นเองข้าพเจ้าได้ยินเสียงเอะอะเหมือนโห่ปนฮาอยู่ข้างนอก คือจากกลุ่ม "ปัญญาชน" ซึ่งยืนอยู่ในท่าต่าง ๆ ที่ไม่น่าดูเช่นเอาเท้าพาดต้นไม้บ้าง ถ่างขามือเท้าสะเอวบ้าง เสียงโห่ปนฮาของเขาดังพอที่จะรบกวนเสียงที่อธิการบดีกำลังกล่าวอยู่ทีเดียว ข้าพเจ้ารู้สึกว่าความโกรธพุ่งขึ้นมาทันทีเกือบจะระงับสติอารมณ์ไม่ไหว

…ครั้นอธิการบดีอ่านคำสดุดีพระเกียรติจบลงก็ถวายปริญญา ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาที่พระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปพระราชทานพระราชดำรัสที่เครื่องขยายเสียงกลางเวที ยังไม่ทันจะอะไร ก็มีเสียงโห่ปนฮาดังขึ้นมาจากกลุ่ม "ปัญญาชน" ข้างนอกเสียแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือเย็นเฉียบ หัวใจก็หวิว ๆ อย่างไรพิกล รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัวจนทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นดูพระพักตร์ท่านด้วยความสงสารและเห็นพระทัย ในที่สุดก็ฝืนใจมองขึ้นไปเพื่อถวายกำลังพระทัย

แต่แล้วข้าพเจ้านั่นเองแหละที่เป็นผู้ได้กำลังใจกลับคืนมา เพราะมองดูท่านขณะที่ทรงพระดำเนินไปยืนกลางเวทีเห็นพระพักตร์สงบเฉย ทันใดนั้นเองคนที่อยู่ในหอประชุมทั้งหมดก็ปรบมือเสียงสนั่นหวั่นไหว คล้ายจะถวายกำลังพระทัย พอเสียงปรบมือเงียบลง คราวนี้ข้าพเจ้ามองขึ้นไปบนเวทีอีก ก็เห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดพระมาลาที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ครุยแล้วหันพระองค์ไปโค้งคำนับคนกลุ่มที่ส่งเสียงอยู่ข้างนอกอย่างงดงามน่าดูที่สุด พระพักตร์ยิ้มนิด ๆ พระเนตรมีแววเยาะหน่อย ๆ แต่พระสุรเสียงราบเรียบยิ่งนัก "ขอขอบใจใจท่านทั้งหลายเป็นอันมาก ในการต้อนรับอันอบอุ่นและสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน"

รับสั่งเพียงเท่านั้นเองก็หันพระองค์มารับสั่งต่อกับผู้ที่นั่งฟังอยู่ในหอประชุม ตอนนี้ข้าพเจ้าอยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ ด้วยความสะใจเพราะเสียงฮานั้นเงียบลงทันทีราวปิดสวิตช์ แล้วตั้งแต่นั้นก็ไม่มีอีกเลยทุกคนทั้งข้างนอกข้างในต่างนั่งฟังพระราชดำรัสเฉย ท่าทางดูขบคิด

Queen Sirikit leaves state dinner at Australia last night.
Queen Sirikit leaves state dinner at Australia last night. (Photo by George Lipman/Fairfax Media via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินกลับจากงานเลี้ยงรับรองช่วงค่ำของรัฐบาลออสเตรเลีย

ข้าพเจ้าเห็นว่าพระราชดำรัสวันนั้นดีมาก รับสั่งสด ๆ โดยไม่ทรงใช้กระดาษเลย ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทยเราว่า เรามีเอกราช มีภาษาของเราเอง มีตัวหนังสือซึ่งคิดค้นขึ้นใช้เอง เราตั้งบทกฎหมายการปกครองของเราเอง ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมา 700 ปีกว่ามาแล้ว ตอนนี้ข้าพเจ้าขำแทบแย่ เพราะหลังจากรับสั่งว่า 700 ปีกว่ามาแล้ว ทรงทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก ทรงสะดุ้งนิด ๆ และทรงโค้งพระองค์อย่างสุภาพเมื่อตรัสว่า ขอโทษ ลืมไป ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย แล้วทรงเล่าต่อไปว่า แต่ไหนแต่ไรมาคนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวาง พร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่น และฟังความเห็นของเขา เพราะเรามักใช้ปัญญาขบคิดไตร่ตรองหาเหตุผลก่อน จึงจะตัดสินว่าสิ่งไร เป็นอย่างไร ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินอะไรตามใจชอบโดยไม่ใช้เหตุผล...."

อ้างอิงแหล่งข้อมูล :

  • พระราชดำรัสในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายอรุณ จันทรางศุ ณ วัดธาตุทอง วันที่ 18 ธันวาคม 2510
  • พระราชนิพนธ์ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เรื่อง ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ จากหนังสือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ประมวล พระบรมฉายาลักษณ์ในฉลองพระองค์ชุดต่าง ๆ พระประวัติ พระราชกรณีกิจ พระราชจริยาวัตร พระราชนิพนธ์ และพระราชดำรัส โดยกองบรรณาธิการ นสพ.เสรีรัฐ
  • หนังสือ เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกา จัดทำโดยกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ชาวไทย
  • หนังสือ งามสมบรมราชินีนาถ ฉบับภาษาอังกฤษมีชื่อว่า "Fit For a Queen: Her Majesty Queen Sirikit's Creations by Balmain" เป็นหนังสือประกอบนิทรรศการงามสมบรมราชินีนาถ ของพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ