พระราชสมัญญานาม "พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน" ในพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ที่มาของภาพ, Central Press/Hulton Archive/Getty Images
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าถึงแนวพระราชปณิธานที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เคยมีกระแสพระราชดำรัสว่า
"จะต้องทำให้คนไทยมีโอกาสเล่าเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้และให้มากที่สุด ถึงแม้ช่วยแล้วเขายังไม่สามารถที่จะเรียนสูงไปได้มากในระบบ แต่เมื่อเขาอ่านออกเขียนได้ เรายังจะพอหาเอกสารที่เกี่ยวกับการทำมาหากิน การดำเนินชีวิตในโลกสมัยใหม่ที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วนี้ ส่งให้เขา เขาจะยังมีโอกาสปรับปรุงตัวให้ก้าวหน้าได้ในระบบการศึกษานอกโรงเรียน"
นับแต่ดำรงพระราชอิสริยยศในฐานะสมเด็จพระบรมราชินีนาถของไทย พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชจริยวัตร และพระราชกรณียกิจทรงงานด้านการศึกษาสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ทรงเห็นว่า การศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะช่วยพัฒนาชีวิต สังคม และประเทศชาติ ทรงอุปถัมภ์เยาวชนผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษา พระราชทานพระราชทรัพย์เป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชนจากครอบครัวที่ยากจน ทั้งยังทรงให้ความสำคัญแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เพื่อให้มุ่งมั่นพัฒนาตนเองและพัฒนางานที่รับผิดชอบ
พระองค์ยังทรงศึกษาความก้าวหน้าของวิทยาการต่าง ๆ และทรงส่งเสริมให้มีการศึกษา ทดลอง วิจัยเพื่อให้งานมีผลดี เช่น โครงการศิลปาชีพ ทรงสนพระทัยในงานฝีมือพื้นบ้าน จึงส่งเสริมโดยการจัดครูออกไปฝึกสอนราษฎรเพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพของงานให้ดียิ่งขึ้น เมื่อราษฎรมีความชำนาญผลงานที่ผลิตออกมาก็จะทรงรับซื้อด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ต่อมาได้ขยายเป็นมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และทรงจัดตั้งโรงเรียนฝึกอบรมศิลปาชีพ ขึ้นแห่งแรกที่พระตำหนักจิตรลดา
แม้ทรงมีพระราชกิจมากมาย ทรงทุ่มเทพระราชหฤทัยและกำลังพระวรกายในการอภิบาลพระราชโอรสและพระราชธิดา ทั้งในบทบาทของแม่และครูด้วยพระองค์เอง
ครั้งหนึ่งราวปี 2523 พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานสัมภาษณ์แก่กลุ่มนักข่าวหญิง ได้ทูลถามเกี่ยวกับการทรงแบ่งเวลาในแต่ละวันระหว่างการทรงงานกับการดูแลครอบครัวว่า
"ตอนหลัง ๆ นี่แบ่งลำบากมาก เพราะว่าพระเจ้าอยู่หัวท่านรับสั่งว่า ตอนนี้ต่างคนต่างเป็นเครื่องจักร พบกันระหว่างทำงานด้วยกัน อยู่ในหมู่คน แล้วที่ครอบครัวจะได้อยู่พบกันก็คือที่รับประทานอาหารกลางคืนด้วยกัน เท่านั้นเอง…"
บันทึกพระราชดำรัส พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบีบีซี ในสารคดี "ศูนย์รวมใจของชาติ - พระราชวงศ์ไทย" (Soul of a Nation - The Royal Family of Thailand) ปี 2523 ไว้ตอนหนึ่งว่า
"....พระมหากษัตริย์และพระราชินีของประเทศไทย มีความใกล้ชิดกับประชาชนมาโดยตลอด ประชาชนมักจะมองพระมหากษัติรย์ดังพ่อของแผ่นดิน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่มีชีวิตส่วนตัวมากนัก เพราะประชาชนได้พิจารณาเราในฐานะเป็นพ่อและแม่ของแผ่นดิน ดังนั้นเราจึงอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับประชาชน..."

ที่มาของภาพ, Keystone/Hulton Archive/Central Press/Getty Images
ในการอภิบาลพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเล่าว่า
"สมเด็จพระนางเจ้าฯ เมื่อต้องทรงปฏิบัติพระราชกิจตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ว่าจะทรงเหน็ดเหนื่อยเพียงใด พอกลับมาถึงที่ประทับก็จะมาหาพระราชโอรสและพระราชธิดาก่อน เพื่อไต่ถามลูก ๆ ทุกพระองค์ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง..."
ในพระราชนิพนธ์ เรื่อง แม่ ของรัชกาลที่ 10 ทรงเล่าไว้ตอนหนึ่งด้วยว่า
"...ตั้งแต่เล็กมาข้าพเจ้ามีความผูกพันกับสมเด็จแม่มากที่สุด และได้คิดถึงความผูกพัน ความรัก ความหวังดีของท่านมาตลอดจึงได้เล็งเห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณ และความสำคัญของท่านต่อชีวิตของข้าพเจ้าอย่างประจักษ์แจ้ง ข้าพเจ้าจึงถือว่าตัวเองเป็นคนที่มีวาสนาสูงอย่างยิ่งที่มีแม่สุดประเสริฐที่พระราชทานกำเนิดแก่ข้าพเจ้า ทรงสุขทรงทุกข์ไปกับข้าพเจ้า ทรงปรารถนาดีแนะนำแก้ไขปัญหาทุกอย่างแก่ข้าพเจ้า
เมื่อเป็นเด็ก สมเด็จแม่ทรงวางรากฐานการพัฒนาทุก ๆ ด้านให้แก่ข้าพเจ้า เช่น รากฐานการพัฒนาทางสุขภาพอนามัย รากฐานการพัฒนาทางความรู้และความคิดเป็นต้น ท่านทรงอบรมความรู้ทั่วไปเกร็ดวิชาจรรยามารยาท ข้อคิดต่าง ๆ ให้เสมอเมื่อมีโอกาส เวลามีเรื่องราวหรือเหตุการณ์ไม่ปรกติเกิดขึ้นในบ้านเมือง ก็ทรงปกป้องและกีดกัน มิให้เกี่ยวข้องเข้ามาถึง และทรงกำกับดูแลความเป็นอยู่ทุกอย่าง เพื่อให้ข้าพเจ้าเติบโตขึ้นมาโดยธรรมชาติทั้งทางร่างกายและจิตใจ
เมื่อจะทรงสั่งสอนอบรมสิ่งไรก็รับสั่งด้วยอย่างนุ่มนวล เปิดเผย แต่ก็สอดแทรกด้วยศีลธรรมจรรยา รวมทั้งเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และภาระหน้าที่ต่าง ๆ ของผู้ที่เป็นเจ้าฟ้า ข้าพเจ้าจึงถือว่า ได้เรียนความรู้ศีลธรรมและหน้าที่จากสมเด็จแม่อย่างหนักแน่นมาตั้งแต่เด็ก..."

ที่มาของภาพ, Keystone-France/Gamma-Rapho/Getty Images
พระราชนิพนธ์ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่อง แม่ ทรงเล่าถึงครูคนแรกของพระองค์ว่า
"...ท่านมีตำแหน่งเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งหมายความว่า ท่านเป็น "แม่" ของคนทั้งชาติ แล้วก็เป็นแม่ "ส่วนตัว" ของข้าพเจ้าด้วย ทำให้เขียนเรื่องยากขึ้นอีก ทางที่ดีก็เลือกลักษณะอะไรเด่น ๆ มาพูดสักอย่างเดียว คิดดูแล้วตกลงว่าจะเขียนถึงท่านในแง่เป็นบุพพาจารย์หรือเป็นครูคนแรก
คุณยายเล่าให้ฟังเสมอว่า ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ สมเด็จแม่กับน้า โปรดปรานการเล่นครูนักเรียนกับเด็กที่บ้าน โดยท่านจะเป็นครูและให้เด็กคนอื่นเป็นนักเรียน สมเด็จแม่ทรงมีวิธีการสอนหนังสือที่ดีอยู่แล้ว เด็ก ๆ ทั้งหลายจึงชอบเป็นลูกศิษย์ท่านกัน จนกระทั่งน้าร้องไห้เพราะไม่มีใครไปโรงเรียนของน้า ร้อนถึงคุณยายต้องมาเป็นตระลาการตัดสินคดีให้แบ่งเด็กไปเข้าโรงเรียนของน้าบ้าง เมื่อการเป็นเช่นนี้ ก็ไม่เป็นการยากสำหรับท่านเลยในการที่จะสั่งสอนและสอนหนังสือลูก ๆ ด้วยพระองค์เอง
ตอนเล็ก ๆ ท่านสอนให้พับกระดาษ เขียนรูปและทำการฝีมือต่าง ๆ โดยถือแนวว่าคนเราไม่ควรปล่อยเวลาว่างผ่านไปโดยไร้ประโยชน์ ถ้าเรานั่งดูทีวีวันเสาร์อาทิตย์เฉย ๆ โดยมือไม้ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์เป็นโดนกริ้ว
ตอนบ่าย ๆ ท่านไล่ให้ลงไปวิ่งเล่นข้างล่าง เพราะเด็ก ๆ ควรได้อากาศบริสุทธิ์ โตขึ้นท่านจะให้มีหน้าที่ดูแลสนาม ถอนหญ้าแห้วหมู และคอยตัดหญ้ากับต้นข่อยที่ดัดเป็นรูปต่าง ๆ เป็นการออกกำลังกายที่เป็นประโยชน์
พอค่ำลงเราก็ขึ้นมารับประทานอาหาร ตอนอาหารนี้ถ้าว่างพระราชกิจ สมเด็จแม่มักจะอยู่ด้วย ประการแรก ท่านจะได้ดูว่ารับประทานที่มีคุณค่าทางอาหารพอหรือไม่ ประการที่สอง ดูมารยาทโต๊ะ และประการที่สาม เป็นข้อที่พี่น้องทุกคนรวมทั้งพี่เลี้ยงชอบที่สุด คือท่านจะเลือกหนังสือดี ๆ สนุก ๆ มาเล่าให้ฟัง หนังสือที่ท่านเอามาเล่าบางทีก็เป็นนิทานธรรมดา ๆ หรือนิทานเรื่องชาดกในพุทธศาสนา บางทีก็เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ ประวัติบุคคลสำคัญ และความรู้รอบตัวอื่น ๆ บางครั้งเป็นข่าวจากหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์
ตอนหลัง ๆ นี้ท่านชอบอ่านเป็นภาษาอังกฤษให้เราหัดฟังภาษาด้วย นาน ๆ ทีก็อาจจะมีการถามปัญหาทวนความจำ ถ้าตอบถูกมักมีรางวัลเงินสด 1 บาท เป็นที่ขบขันกันในครอบครัวว่าหนังสือธรรมดา ๆ ที่น่าเบื่อที่สุดในโลก พอสมเด็จแม่เล่ามันสนุกตื่นเต้นมีรสมีชาติขึ้นมาทันที ท่านจะเน้นระบายสี หยิบยกจับความที่น่าสนใจขึ้นมาเล่า (ทูลหม่อมพ่อยังโปรดฟัง) ทำให้จำง่ายไม่ต้องท่อง เรื่องนี้มีความลับอย่างหนึ่ง (ที่เปิดเผยได้แล้ว) ว่า บางทีข้าพเจ้าขี้เกียจอ่านหนังสือเพราะเรียนเยอะแยะ ก็อาศัยจำเอาจากที่สมเด็จแม่เล่า นำมาวิจารณ์เพิ่มเติม แล้วใช้ตอบข้อสอบ หรือเขียนรายงานส่งครูสบาย ๆ
....นอกจากจะเรียนหนังสือที่โรงเรียนแล้วสมเด็จแม่ยังทรงจัดให้ลูก ๆ เรียนพิเศษวิชาต่างๆ มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
...ทั้งภาษา เลข ดนตรี วาดรูป และแม้ว่าท่านไม่นิยมความฟุ่มเฟือย (ข้าวของทุกอย่างต้องใช้อย่างประหยัด) เรื่องการใช้จ่ายในเรื่องการเล่าเรียน การซื้อหนังสือ ท่านจ่ายอย่างไม่อั้น เพราะวิชาความรู้ทำให้เราสามารถทำงานช่วยคนหมู่มาก ช่วยบ้านเมืองได้ สมบัติใด ๆ ย่อมไม่ประเสริฐเท่าการกระทำคุณงามความดี เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและวิชาความรู้..."

ที่มาของภาพ, Roger Jackson/Central Press/Getty Images
สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานสัมภาษณ์ถึงพระบรมราชชนนีพันปีหลวงว่า
"…ทรงสอนให้รู้จักวรรณคดีไทยทั้งพระอภัยมณี ทั้งอิเหนา ทรงเล่าให้ฟังเมื่อเด็ก ๆ จำความได้นิยายส่วนมากจะเป็นเทพนิยายกรีก ทำให้ได้ความรู้ไปในตัว ไม่ใช่นิทานไร้สาระ นิทานอีสปบ้าง นิยายกรีกบ้าง ทำให้ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของต่างชาติ...
….สิ่งหนึ่งที่ได้จากท่านเต็มที่เลยก็คือ การที่จะทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติ อันนี้ท่านปลูกฝังมาแต่ตัวนิดเดียว ท่านว่าถ้าไม่ใช่บรรพบุรุษท่านทำ ๆ กันมา ไทยเราก็คงจะไม่อยู่สบายกันอย่างนี้ เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องสานงานของบรรพบุรุษต่อ งานจะเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ..."
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่เป็นคุณูปการแก่การศึกษาของชาติ และในการอภิบาลพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงดูแลพระราชภาระทั้งสองอย่างไปพร้อม ๆ กัน สมพระราชสมัญญาที่คณะรัฐนตรีมีมติ 7 พฤษภาคม 2556 เห็นชอบถวายพระราชสมัญญา "พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน" แด่พระองค์ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555
ในปี 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยังได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นที่แน่นอน คือ วันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เนื่องจากเดิมเกิดวิกฤติเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้การจัดงานวันแม่แต่ละครั้ง หลังจัดขึ้นเป็นครั้งแรก 10 มีนาคม 2486 ณ สวนอัมพร ขาดความต่อเนื่อง
อ้างอิงแหล่งข้อมูล:
- พระราชนิพนธ์ เรื่อง แม่ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานแก่วารสารชุมนุมจุฬา ฉบับเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2520
- พระราชนิพนธ์ เรื่อง สมเด็จแม่กับการศึกษา ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
- 84 พรรษา นางแก้วคู่พระบารมี หนังสือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
- หนังสือ My Queen ราชินีของเรา











