10 เรื่องที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับครีมกันแดด

ที่มาของภาพ, Jackyenjoyphotography via Getty Images
- Author, อแมนดา รุจเจรี
- Role, บีบีซีฟิวเจอร์
ต่อคำถามเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเราควรทาครีมกันแดดตั้งแต่ตอนไหน ไปจนถึงข้อสงสัยว่าร่มชายหาดใช้งานได้จริงหรือไม่ ล้วนเป็นสิ่งที่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์บอกเราถึงวิธีการเผชิญแดดอย่างปลอดภัย
ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวของฤดูร้อน ครีมกันแดดถือเป็นของจำเป็นสำหรับผู้คนมากมายเมื่อต้องออกไปข้างนอก แต่ก็ยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับครีมกันแดดอยู่มาก
บ่อยครั้ง ข้อมูลผิด ๆ เหล่านี้ก็ถูกเผยแพร่โดยอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพที่นำเสนอ "ทางเลือกแทนครีมกันแดด" ของตัวเอง ความเชื่อบางอย่างก็มาจากแหล่งข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือ ขณะที่บางอย่างก็เหมือนจะกลายเป็นความเข้าใจที่ถูกสังคมยอมรับไปในที่สุด
เช่นนั้น ค่าบ่งบอกประสิทธิภาพของการป้องกันรังสียูวี หรือที่เรารู้จักกันด้วยตัวย่อ SPF จริง ๆ แล้วหมายถึงอะไร รังสีอัลตราไวโอเลตเอ หรือรังสียูวีเอ (UVA) เพียงอย่างเดียวทำให้ผิวแก่ก่อนวัยได้จริงหรือไม่ และครีมกันแดดต้องใช้เวลาถึง 20 นาทีหลังทา จึงจะ "ออกฤทธิ์" จริงหรือเปล่า มาดูกันว่างานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญชั้นนำบอกกับเราว่าอะไรเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรู้
1. ค่า SFP 50 ไม่ได้หมายความว่าคุณอยู่ในแดดได้นาน 50 เท่า เมื่อเทียบกับตอนที่คุณไม่ได้ทา
ยิ่งค่า SPF สูง การปกป้องผิวก็ยิ่งมากขึ้น แต่ตัวเลขนั้นไม่ได้มีความหมายอย่างที่หลายคนเข้าใจ
องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (Food and Drug Administration - FDA) ระบุว่า "SPF ไม่ได้บอกว่าคุณสามารถอยู่กลางแดดได้นานแค่ไหนโดยไม่ถูกแดดเผา" และ "SPF ไม่ได้หมายความว่า หากปกติคุณถูกแดดเผาภายใน 1 ชั่วโมง แล้วคุณทาครีมกันแดด SPF 8 จะทำให้คุณทนแดดได้ 8 ชั่วโมง"
แท้จริงแล้ว SPF คืออัตราส่วนระหว่างปริมาณรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่ทำให้ผิวไหม้เมื่อทาครีมกันแดด หารด้วยปริมาณรังสี UV ที่จะทำให้ผิวไหม้เมื่อไม่ได้ทา
โดยสรุปนั้น ตัวเลขดังกล่าวแปลงออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ของรังสีที่ยังทะลุผ่านได้แม้ทาครีมกันแดด เช่น
- ครีมกันแดด SPF 25 ปล่อยให้รังสี UV ที่ทำให้ผิวไหม้ผ่านเข้ามาได้ 1 ใน 25 ส่วน หรือ 4%
- ครีมกันแดด SPF 50 ปล่อยผ่านได้ 1 ใน 50 ส่วน หรือ 2%
- พูดอีกอย่างหนึ่งคือ SPF 25 ป้องกันรังสี UV ได้ 96% ขณะที่ SPF 50 ป้องกันได้ 98%
เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตระหนักว่า ค่า SPF นั้นคำนวณจากการทดสอบในห้องทดลอง ซึ่งใช้ปริมาณครีมกันแดดมากกว่าที่คนทั่วไปใช้จริงมาก (ราว 2 มิลลิกรัมต่อผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตร) นั่นหมายความว่าคนส่วนใหญ่จะได้รับรังสี UV มากกว่าตัวเลขที่ค่า SPF บอกไว้
ทั้งนี้ เป็นเรื่องสำคัญจำเป็นที่ต้องทาครีมกันแดดซ้ำเป็นประจำตลอดทั้งวัน (อย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง รวมทั้งหลังจากว่ายน้ำหรือเหงื่อออก) จึงจะได้ผลเต็มที่ และเพื่อการปกป้องที่ดีที่สุด และยังควรเลือกครีมกันแดดที่ทั้งมีค่า SPF สูง และเป็นชนิด "Broad Spectrum" ที่ป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB
ในสหราชอาณาจักรยังมีระบบการให้ดาวต่อรังสียูวีเอ (UVA Star Rating) ที่ใช้บอกระดับการปกป้องรังสี UVA ช่วงคลื่นยาว โดยมี 5 ดาวเป็นระดับสูงสุดของการป้องกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
2. รังสียูวีเอไม่ได้ทำให้แก่ลงเท่านั้น ส่วนรังสียูวีบีก็ไม่ได้ทำให้ผิวไหม้อย่างเดียว แต่รังสีทั้งสองอาจก่อให้เกิดมะเร็งด้วย
สเปกตรัมของรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) สามารถแบ่งออกเป็นช่วงคลื่นที่สั้นลงตามความยาวคลื่น รังสี UVA มีความยาวคลื่นมากกว่า จึงสามารถแทรกซึมเข้าสู่ผิวได้ลึกกว่า ขณะที่ UVB มีความยาวคลื่นสั้นกว่าและซึมเข้าสู่เพียงชั้นนอกของผิว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า UVB จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในผิวหนังชั้นที่ลึกลงไปได้
เดิมทีเชื่อกันว่า UVB คือสาเหตุหลักของมะเร็งผิวหนัง ทว่าในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยพบว่า ความเสียหายจาก UVA ก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งผิวหนังเช่นกัน สิ่งนี้จึงนำไปสู่การพัฒนาครีมกันแดดที่สามารถป้องกันรังสียูวีได้ทั้งสองชนิด
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แอนโทนี ยัง ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาเชิงทดลองด้านแสง (experimental photobiology) จากมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน ผู้ทำวิจัยเรื่องครีมกันแดดมาตลอดชีวิต อธิบายไว้ว่า เมื่อรังสียูวี ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตามตกกระทบผิว เซลล์ผิวจะตอบสนองด้วยการปล่อยสารสื่อกลาง เช่น ไซโตไคน์ (cytokines) ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบในระดับลึกลงไป ส่งผลต่อความเสียหายระยะยาว การเสื่อมสภาพของผิว และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง
นอกจากนี้ ทั้งรังสี UVB และ UVA ยังมีส่วนทำให้ผิวแก่และทำให้ผิวแทนด้วย ดร.แมรี ซอมเมอร์แลด แพทย์ผิวหนังที่กรุงลอนดอนและโฆษกมูลนิธิผิวหนังแห่งสหราชอาณาจักร (British Skin Foundation) ระบุว่า ในกรณีผู้ป่วยที่มีภาวะ อย่างเช่น มีภาวะเป็นฝ้า (melasma) หรือมีปื้นผิวเข้ม เธอจะแนะนำว่าจำเป็นต้องปกป้องผิวจากรังสียูวีทุกช่วงคลื่น รวมถึง UVA ด้วย เพราะ UVA เป็นตัวการที่ "กระตุ้นให้ผิวคล้ำขึ้น"
3. คุณถูกแดดเผาได้แม้ในวันเมฆมาก
หลาย ๆ คนมักเลือกไม่สวมใส่หมวกหรือไม่ทาครีมกันแดดเวลาที่เราเห็นว่ามีเมฆปกคลุมทั่วท้องฟ้า ทว่านั่นนับเป็นความคิดที่ผิด
เหตุผลที่เป็นเช่นนั่นเพราะ แม้เมฆจะช่วยกระจายรังสีจากดวงอาทิตย์ได้จริง แต่ผลกระทบต่อระดับรังสี UV ที่พื้นผิวนั้นอาจแตกต่างกันมาก
เมฆที่หนามากสามารถลดทอนรังสี UV ได้ราว 99% ของรังสีทั้งหมดที่ส่องลงมาถึงพื้นโลก แต่หากเป็นเมฆบางหรือเมฆที่กระจายตัวก็แทบไม่ส่งผลเลย
นอกจากนี้เมฆบางลักษณะก็อาจทำให้บางพื้นที่ได้รับรังสี UV มากกว่าในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสเสียอีก

ที่มาของภาพ, Getty Images
4. ร่มเงาป้องกันแดดได้ไม่เท่ากัน
เมื่อพูดถึงการป้องกันตนเองจากแสงแดด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ดัชนีรังสีอัลตราไวโอเลต (UV index) ซึ่งเป็นค่าที่บอกระดับรังสียูวี คล้ายกับการดูอุณหภูมิ เพื่อช่วยให้คนวางแผนกิจกรรม (และการแต่งกาย) ประจำวันได้อย่างเหมาะสม
เมื่อดัชนียูวีมีค่าตั้งแต่ 3 ขึ้นไป องค์กรด้านสาธารณสุขจะแนะนำให้สวมหมวก สวมใสเสื้อผ้าที่ปกป้องผิว ทาครีมกันแดด และอยู่ในที่ร่ม แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ประเภทของร่มเงาก็สำคัญเช่นเดียวกัน
หากคุณลองนึกถึงร่มชายหาดที่เห็นได้ทั่วไป เนื่องจากร่มอยู่สูงกว่าศีรษะหลายเมตร "ผิวหนังของคุณจึงยังคงเผชิญหน้ากับท้องฟ้ากว้างรอบตัวแทบทั้งหมด" ศาสตราจารย์เกียรติคุณไบรอัน ดัฟฟีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาด้านแสง ในสาขาวิทยาศาสตร์โรคผิวหนัง มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล สหราชอาณาจักร และผู้คิดค้นระบบการให้ดาว UVA ของครีมกันแดด อธิบายว่า "นั่นเทียบเท่ากับการปกป้องของ SPF 5 เท่านั้น"
ตัวอย่างการทดลองหนึ่งพบว่า มีผู้ร่วมทดลองที่ทาครีมกันแดดเพียง 25% เท่านั้นที่ถูกแดดเผา ในทางกลับกัน มีผู้ร่วมทดลองถึง 78% ที่ไม่ได้ทาครีมกันแดด แต่ใช้ร่มชายหาดพวกนี้แทนที่ถูกแดดเผา
ที่จริงแล้ว ยังมีร่มเงาอีกหลายประภทที่ไม่ได้ให้การปกป้องเพียงพอ เช่น หลังคาระเบียง (ถ้ายังโดนแดดยามบ่าย) หรืออัฒจันทร์ ส่วนต้นไม้บางชนิดให้การปกป้องได้มากกว่า เช่น ต้นโอ๊กที่เรือนยอดหนาแน่น อาจป้องกันได้เทียบเท่า SPF 20 แต่โดยทั่วไป ต้นไม้หลายชนิดอาจให้การปกป้องเพียงระดับ SPF 5 หรือน้อยกว่านั้น
กล่าวโดยสรุปคือ ยิ่งมีสิ่งบดบังแสงแดดจากท้องฟ้าได้มาก ให้ร่มเงาแน่น หรือประเภทของต้นไม้ที่ขึ้นหนาแน่นรวมกัน ก็ยิ่งช่วยปกป้องได้มากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ รังสียูวียังสามารถสะท้อนจากพื้นผิวต่าง ๆ เช่น กระจก ทราย คอนกรีต และน้ำได้ด้วย ผู้คนจึงควรระวังรังสียูวีที่สะท้อนกลับมาด้วยเช่นกัน
5. คุณอาจไม่ต้องทาครีมกันแดดตลอดทั้งปี (แต่นั่นขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ที่ไหนและทำอะไร)
ตามข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยทั่วไปนั้น แม้แต่สำหรับคนผิวขาวที่ไวต่อแสงแดด ความเสี่ยงจากรังสียูวีจะมีอย่างจำกัด และไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการป้องกันเพิ่มเติมหากค่าดัชนียูวี (UV index) อยู่ที่ 2 หรือต่ำกว่า นั่นหมายความว่า ในบางภูมิภาคของโลก คนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดตลอดทั้งปี
ตัวอย่างเช่น ในสหราชอาณาจักร ค่าดัชนียูวีจะต่ำกว่า 3 ตั้งแต่ราวกลางเดือน ต.ค. ถึงกลางเดือน มี.ค. ศ.ดัฟฟีย์ เพิ่มอธิบายว่า สำหรับคนที่ใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่ในอาคาร ตลอดทั้งวันในฤดูหนาวอาจได้รับรังสียูวีรวมแล้วน้อยกว่าหนึ่งนาทีเมื่อเทียบกับการนอนอาบแดดในช่วงฤดูร้อน
"ถ้าคุณนั่งอยู่ในออฟฟิศ อากาศมืดครึ้ม ฝนตก และเป็นเดือน ธ.ค. การใช้ครีมกันแดดในช่วงนั้นถือว่าไร้สาระ" ศ.ดัฟฟีย์กล่าว "มันไม่มีประโยชน์อะไรกับคุณเลย"
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับบริบท งานวิจัยบางชิ้นพบว่า หิมะสามารถสะท้อนรังสียูวีที่ก่อให้เกิดอาการผิวไหม้เพิ่มขึ้นมากกว่า 60% ดังนั้น หากเป็นฤดูหนาวแต่คุณออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น เล่นสกีทั้งวัน ก็ควรปกป้องผิวที่สัมผัสแดดเช่นกัน
ยังมีข้อควรระวังอีกประการหนึ่ง ดร.ซอมเมอร์แลด ชี้ว่า ค่าดัชนียูวีอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว "ถ้าคุณอยู่นอกบ้านแล้วเมฆจางหายไปทันที ขณะที่คุณไม่ได้ปกป้องผิว คุณอาจถูกแดดเผาได้" เธอกล่าว
อีกนัยหนึ่งก็คือ การพึ่งพาค่าดัชนียูวีเพียงอย่างเดียวเพื่อตัดสินใจไม่ป้องกันเพิ่มเติม อาจเสี่ยงกว่ามากในฤดูร้อนที่ค่าดัชนียูวีขึ้นลงรวดเร็ว ต่างจากในช่วงฤดูหนาวที่ค่าดัชนียูวีคงที่และต่ำอย่างสม่ำเสมอ

ที่มาของภาพ, Getty Images
6. เป็นเรื่องเท็จว่า การทาครีมกันแดดแบบที่มีส่วนผสมของแร่ธาตุธรรมชาติจะเห็นผลก็ต่อเมื่อคุณเห็นเนื้อครีมอยู่บนผิวหนัง
แม้ว่าครีมกันแดดแบบที่มีส่วนผสมของแร่ธาตุธรรมชาติ หรือ mineral sunscreens จะมาพร้อมกับคราบสีขาว เนื่องจากพวกมันมีคุณสมบัติสะท้อนแสงส่วนหนึ่งได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพในการปกป้องผิวหนังจากรังสี UVA และ UVB ซึ่งเป็นสเปกตรัมของรังสีอัลตราไวโอเลตเพียงสองชนิดที่ส่องมาถึงพื้นโลก และเป็นชนิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผิวหนังและก่อให้เกิดมะเร็ง
เนื่องจากครีมกันแดดแบบนี้ทำงานโดยการดูดซับรังสียูวี ขณะที่สะท้อนหรือกระจายรังสีออกไปแค่เพียง 5% เท่านั้น นั่นจึงไม่มีเหตุผลที่จะกล่าวว่าคราบขาวของครีมประเภทนี้เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพ
7. การใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ (อาจ) จะไม่ทำให้คุณขาดวิตามินดี
เป็นเรื่องจริงที่ว่าร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์ฮอร์โมนที่เรียกว่า วิตามินดี 3 (vitamin D3) ได้จากการรับรังสี UVB จากแสงอาทิตย์ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการใช้ครีมกันแดดจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญนักต่อการสร้างวิตามินประเภทนี้ เนื่องจากมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะทาครีมกันแดดทั่วร่างกาย ในปริมาณที่มากและบ่อยเพียงพอ จนได้รับการปกป้องเต็มที่ตามตัวเลข SPF บนฉลาก ซึ่งหมายความว่าคนส่วนใหญ่ยังคงได้รับรังสียูวีมากกว่าที่คิด
สำหรับผู้ที่มีผิวขาว เมื่อพวกเขานอนอาบแดดในวันที่อากาศแจ่มใสในฤดูร้อน เป็นเวลาเพียงไม่กี่นาที (ขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างค่าดัชนียูวีและพื้นที่ผิวที่เปิดรับแสง) ร่างกายก็จะเริ่มสังเคราะห์วิตามินดี 3 ไม่ใช่แค่ในระดับเริ่มต้น แต่สามารถถึงระดับสูงสุดได้ ทว่าในบริบทอื่น ๆ เช่น การเดินอยู่ในเมืองโดยสวมเสื้อผ้ามิดชิด อาจต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง
ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม เมื่อร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีถึงระดับสูงสุดแล้ว ก็ไม่ใช่ว่า "ยิ่งรับแดดมากขึ้น จะยิ่งได้วิตามินดีมากขึ้น" ตรงกันข้ามคือ ความเสียหายต่อสารพันธุกรรม (DNA) จะเพิ่มขึ้น แต่ระดับวิตามินดี 3 จะคงที่เท่าเดิม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่งานวิจัยในอดีตพบว่า คนที่ใช้ครีมกันแดดไม่ได้มีความเสี่ยงขาดวิตามินดีมากกว่าคนที่ไม่ใช้ แม้ว่า ศ.ดัฟฟีย์จะชี้ว่าการวิจัยจำนวนมากเหล่านี้มักทำในประเทศที่มีแดดจัดและคนใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ไม่สูงมากนักก็ตาม

ที่มาของภาพ, Getty Images
8. คุณไม่ต้องรอให้เวลาผ่านไป 20 นาที ครีมกันแดดถึงจะออกฤทธิ์
ครีมกันแดดส่วนใหญ่มักระบุบนฉลากว่า ควรทาก่อนออกแดด 15–20 นาที แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าครีมกันแดดจะ "ยังไม่ออกฤทธิ์" ในระหว่างรอ จริง ๆ แล้ว งานวิจัยพบว่าครีมกันแดดสามารถปกป้องผิวได้ทันทีหลังทา ซึ่งผู้ผลิตหลายรายก็ยืนยันเช่นนั้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลา 15–20 นาทีที่ระบุไว้ เป็นการให้เวลาสูตรครีมกันแดดแห้งตัวและก่อตัวเป็น "ฟิล์ม" ป้องกันที่สม่ำเสมอและคงทนมากขึ้น ทำให้ถูกชะล้างได้ยากขึ้น ตามคำอธิบายของมิเชล วอง นักเคมีและผู้เขียนหนังสือ The Science of Beauty [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า วิทยาศาสตร์ของความงาม] เธอยังมักอธิบายความเข้าใจผิดเกี่ยวกับครีมกันแดดบนโลกออนไลน์
ทั้งนี้ เวลา 15 นาทีอาจถือว่าเป็นการประเมินแบบเผื่อไว้ด้วยซ้ำ เพราะมีงานวิจัยขนาดเล็กหนึ่งชิ้นพบว่าครีมกันแดดที่ทดสอบนั้นสามารถสร้างฟิล์มป้องกันได้ภายในเพียง 8 นาทีเท่านั้น ทั้งนี้ การทำตามคำแนะนำของผู้ผลิตก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
9. ผู้ที่มีผิวสีเข้มก็ยังต้องสนใจเรื่องรังสียูวี
เม็ดสีเมลานินที่อยู่ในผู้ที่มีผิวสีเข้มนั้นช่วงปกป้องรังสีได้ตามธรรมชาติ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่ามะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (melanoma incidence) พบได้น้อยกว่าในประชากรผิวดำเมื่อเทียบกับผู้ที่มีผิวสีอ่อน
ทว่าผู้ที่มีผิวสีเข้มก็สามารถมีอาการผิวหนังไหม้จากการตากแดดหรือเป็นมะเร็งผิวหนังได้ นอกจากนี้ การสัมผัสกับแดดมาก ๆ อาจทำให้พวกเขามีความผิดปกติที่เกิดจากผิวมีเม็ดสีมากเกินไป เช่น ฝ้า นี่จึงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งว่าทำไม ดร.แมรี ซอมเมอร์แลด แพทย์ผิวหนังที่ลอนดอนและโฆษกมูลนิธิผิวหนังแห่งสหราชอาณาจักร จึงแนะนำให้ผู้คนทุกสีผิวปกป้องตัวเองจากแสงแดด
10. ครีมกันแดดไม่ได้เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้น
อัตราการเกิด มะเร็งผิวหนังประเภทเมลาโนมา (melanoma) เพิ่มขึ้นในกลุ่มคนผิวขาวในประเทศอย่างสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามีสาเหตุมาจากครีมกันแดด
สาเหตุประการแรกคือ ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งทุกชนิดจะสูงขึ้นเมื่อประชากรมีอายุมากขึ้น และในประเทศเหล่านี้ประชากรก็กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย นอกจากนี้ เรายังรู้ด้วยว่า ยิ่งถูกแดดเผาหรือใช้เตียงอาบแดดบ่อย ความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังก็ยิ่งสูงขึ้น ซึ่งทั้งการอาบแดดกับการใช้เตียงอาบแดดก็เป็นที่นิยมมากในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา
การศึกษาเกี่ยวกับมะเร็งผิวหนังในออสเตรเลียพบว่า ราวสองในสามของมะเร็งผิวหนังประเภทเมลาโนมา และมะเร็งผิวหนังแทบจะ "ทั้งหมด" ของประเภทเบซัลเซลล์และสความัสเซลล์ เกิดจากการสัมผัสรังสียูวี โดยตรง
ขณะที่การศึกษาในสวีเดนซึ่งติดตามผู้ป่วยมะเร็งเมลาโนมาทุกรายที่ได้รับการวินิจฉัยระหว่างปี 1960–2004 พบว่า มะเร็งมักเกิดบริเวณลำตัวและแขนขาในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 70 ปี ซึ่งเป็นหลักฐานว่าการได้รับรังสียูวีเป็นสาเหตุหลัก
ดร.ซอมเมอร์แลดกล่าวว่า "ถ้าคุณใส่ใจสุขภาพและอยากอายุยืนยาว การป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกแดดเผาคือสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่คุณทำได้"
อย่างไรก็ดี มีทางหนึ่งที่ครีมกันแดดอาจ "เกี่ยวข้อง" กับการเพิ่มขึ้นของมะเร็งผิวหนังก็คือ มันอาจทำให้เรารู้สึกว่า ตัวเองปลอดภัยจนเกินไป
ศ.ดัฟฟีย์อธิบายว่า "เมื่อผู้คนทาครีมกันแดด พวกเขามักคิดว่ามีเกราะป้องกันจากแสงแดดที่มองไม่เห็น ครอบคลุมทั้งตัวแล้ว และมักเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการใช้เวลาอยู่กลางแดดนานขึ้น"
ทั้งนี้ เขาย้ำว่า "ผมไม่เชื่อว่าครีมกันแดดจะเป็นสารก่อมะเร็งโดยตรง"











