นพพร ศุภพิพัฒน์ ยืนกราน ณพ ณรงค์เดช “โกหกซ้ำซาก” คุณหญิงกอแก้ว “เป็นหุ่นเชิด” ในมหากาพย์คดีที่ยังไม่สิ้นสุด

ที่มาของภาพ, Handout
- Author, ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
- Role, บีบีซีไทย
ณพ ณรงค์เดช นักธุรกิจชื่อดัง พร้อมคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา และวีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ มือกฎหมายที่ปรึกษาของณพ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวครั้งแรกในรอบหลายปีเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2566 เพื่อประกาศ “ความบริสุทธิ์” หลังชนะทุกคดีในไทยที่เกี่ยวข้องกับหุ้นบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี โฮลดิง (WEH)
แต่สำหรับ นพพร ศุภพิพัฒน์ อดีตผู้ก่อตั้งและ CEO ของ WEH เมื่อได้อ่านเนื้อหาการแถลงข่าวของทั้งสามแล้ว กลับมองว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏห่างไกลจาก “ความบริสุทธิ์” ที่มีการกล่าวอ้าง
“การที่ ณพ ยืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์ เป็นการโกหกคำโต โกหกซ้ำซาก” นพพร ซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยคดีมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญาไทย บอกกับบีบีซีไทย
นพพรยังระบุด้วยว่า นายณพ “พร้อมที่จะพูดอะไรก็ได้ถ้าเขาคิดว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาได้ประโยชน์ แม้เป็นเรื่องเท็จ” ส่วนคุณหญิงกอแก้วนั้น “เป็นหุ่นเชิดของลูกเขย ให้การสนับสนุน ณพ โดยไม่สนว่าจะเป็นความเท็จ” นอกจากนี้เขายังอ้างถึงคำพิพากษาศาลพาณิชย์อังกฤษ ย่อหน้าที่ 905 พร้อมระบุว่า นายวีระวงค์ “เป็นผู้ร่างเอกสารปลอมมากมายในฐานะทนายความของณพ”
การแถลงข่าวของณพ-คุณหญิงกอแก้ว-วีระวงค์ เมื่อวันที่ 2 พ.ย. มีขึ้นหลัง “ชนะ” ในทุกคดีตลอด 6 ปีในชั้นศาลไทย รวมถึงคดีอาญาฐาน “โกงเจ้าหนี้” ที่ศาลแขวงพระนครใต้สั่งยกฟ้อง แม้จะพ่ายแพ้คดีทางแพ่งในศาลพาณิชย์ของอังกฤษก็ตาม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ย้อนไปเมื่อ 31 ก.ค. 2566 ศาลพาณิชย์อังกฤษพิพากษาว่า ณพและพวก รวม 14 ราย (ยกเว้น SCB และจำเลยอีก 2 ราย) สมคบกันชักจูงใจด้วยข้อมูลลวงให้ นพพร ขายหุ้น WEH ให้ในราคาที่ต่ำกว่าราคายุติธรรม พร้อมสั่งให้จำเลยชดใช้เงิน 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 30,000 ล้านบาท แก่นายนพพร
แต่ วีระวงค์ ในฐานะที่ปรึกษาด้านกฎหมายของณพ ประกาศไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลอังกฤษ และตั้งคำถามต่อการวินิจฉัยของ นีล แคลเวอร์ ผู้พิพากษาศาลพาณิชย์อังกฤษว่า “คุณ (ศาลอังกฤษ) บอกโกงเจ้าหนี้ ศาลไทยบอกไม่โกงเจ้าหนี้ แบบนี้ คดีที่อังกฤษจึงหมดความน่าเชื่อถือไป” วีระวงค์ เสริม
สำหรับนพพร คดีในอังกฤษถือว่า “ถึงที่สุดแล้ว” พร้อมเดินหน้านำคำพิพากษาไปบังคับคดี ส่วนคดี “โกงเจ้าหนี้” ในไทยที่ศาลแขวงพระนครใต้สั่งยกฟ้องนั้น บริษัทของเขาในฮ่องกง (ในฐานะฝ่ายโจทก์) จะยื่นอุทธรณ์ต่อไป
บีบีซีไทย สรุปเนื้อหาในแถลงการณ์เปิดใจครั้งแรกของ นพพร เทียบกับเนื้อหาการแถลงข่าวของ ณพและพวก ดังนี้
ใครถือหุ้นวินด์กันแน่
ย้อนไปเมื่อปี 2557 นพพร ถูกศาลทหารออกหมายจับและตั้งข้อกล่าวหาในคดีมาตรา 112 รวมถึงข้อหาอาญาอื่น ๆ จึงตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองในฝรั่งเศส
ในเวลานั้น บริษัท WEH กำลังดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าในไทย และยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ทางกรรมการ WEH และ SCB จึงกดดันให้นพพรที่มีคดีมาตรา 112 ติดตัว ขายหุ้น เพื่อให้ WEH สามารถรับการสนับสนุนทางการเงินต่อได้
นพพร ชี้แจงในแถลงการณ์ที่ส่งให้บีบีซีไทยว่า “ณพได้ตกลงที่จะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทวินด์ฯ แทนผม (นอมินี) โดยอ้างว่าได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจ” นำมาสู่การทำสัญญา 2 ชุด คือ สัญญาซื้อขายหุ้น และสัญญาซื้อหุ้นคืน โดยลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นในเดือน มิ.ย. 2558 “จำนวน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ” และโอนหุ้นแล้วเสร็จในเดือน ส.ค. 2558
แต่ “ณพปฏิเสธลงนามในสัญญาซื้อหุ้นคืนตามที่ตกลงกันไว้ในตอนแรก” ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ศาลอังกฤษพิจารณาว่า ณพ เคยตกลงที่จะเป็น “นอมินี” ให้ นพพร แต่กลับผิดสัญญา

ด้าน ณพ ชี้แจงในการแถลงข่าวว่า เขาเป็นผู้สนใจไปซื้อหุ้น WEH เอง แต่ไม่มีการพูดถึงการเป็น “นอมินี” ให้นพพร และระบุว่าตนได้ชำระเงินให้นพพร 2 งวดอย่างครบถ้วน คือ งวดแรก 90.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2558) และ งวดสอง 85.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2561)
“ครบถ้วนตามสัญญา เหลือเพียงเงินโบนัสที่ยังโต้แย้งกันอยู่... เมื่อนายนพพรได้เงินไปแล้ว ไม่ได้หุ้นคืน ก็ได้ไปฟ้องคดีอื่น ๆ ตามมาอีกหลายคดี ทั้งในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ไทย และอังกฤษ” ณพกล่าว ทั้งนี้ มูลค่าหุ้น WEH ที่เขากล่าวอ้าง รวม 175.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขัดแย้งกับจำนวน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นตัวเลขอ้างอิงของนพพร
นพพร ได้ดำเนินการฟ้องร้อง ณพและพวก ในฮ่องกง ภายหลังได้โอนหุ้นแล้วเสร็จในปี 2558 โดยฟ้องผ่าน 3 บริษัทของเขาในฮ่องกง คือ ซิมโฟนี พาร์ทเนอร์ส ลิมิเต็ด, เน็กซ์ โกลบอล อินเวสต์เมนท์ส ลิมิเต็ด และ ไดนามิค ลิ้งค์ เวนเจอร์ส ลิมิเต็ด ที่เคยเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท รีนิวเอเบิล เอนเนอยี คอร์เปอเรชั่น (REC) ที่ถือหุ้น 59.46% ของ WEH
อย่างไรก็ตาม ณพและนพพรอ้างถึงคำตัดสินของศาลฮ่องกงด้วยเนื้อหาที่ขัดแย้งกัน กล่าวคือ ณพ อ้างว่า “ทั้งในฮ่องและไทยนั้น ศาลตัดสินให้คุณหญิงกอแก้วและผมชนะคดีทั้งหมด” แต่ นพพร ชี้ว่า นี่ไม่เป็นความจริงและ ณพ ไม่เคยชนะคดีใดเลยในฮ่องกง พร้อมเปิดเผยเนื้อหาคำพิพากษาทั้ง 3 คดี ในฮ่องกง ดังนี้
คดีที่ 1: การค้างชำระหนี้ค่าหุ้นงวดแรกตามสัญญาซื้อขาย หลังได้รับโอนหุ้นแล้วเสร็จในปี 2558
คำตัดสิน: อนุญาโตตุลาการ ตัดสินเมื่อ 22 ก.ย. 2560 ให้บริษัทของณพ ชำระเงิน 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งนายณพไม่ได้ขอให้เพิกถอน แต่เพิกเฉยไม่ปฏิบัติ แต่ด้วยเงื่อนไขสินเชื่อของ SCB ณพ จึงได้นำเงินมาชำระ 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2562 ทั้งนี้ การชำระค่าหุ้นล่าช้าไปเกือบ 4 ปี มูลค่าเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย จึงเพิ่มเป็น 142 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หมายความว่า มีส่วนต่าง 57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ ปี 2562) และเพิ่มเป็น 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ในปัจจุบัน 2566) ซึ่งยังคงไม่มีการชำระเงินคงค้าง แม้คดีจะถึงที่สุดแล้ว
คดีที่ 2: เรียกให้ชำระค่าหุ้นส่วนที่เหลือ 525 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
คำตัดสิน: อนุญาโตตุลาการ ชี้ขาดเมื่อเดือน มิ.ย. 2562 ให้บริษัทของณพ ชำระเงินส่วนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ต่อมา ณพ อุทธรณ์ที่ศาลสูงสิงคโปร์ให้เพิกถอนคำชี้ขาด และในที่สุดศาลสูงสิงคโปร์เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าวบางส่วน
ย้อนไปเมื่อ 30 มิ.ย. 2564 ณพ ออกแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า “ชนะคดีอนุญาโตตุลาการ จบทุกอย่าง จบทุกเรื่อง และไม่มีค่าหุ้นตามสัญญาที่ต้องจ่ายให้นายนพพรอีกต่อไป” ซึ่งนพพร มองว่า “เป็นความเท็จ” เพราะศาลสูงสิงคโปร์ไม่ได้พิพากษาว่าบริษัทของนายณพไม่ได้เป็นหนี้ เพียงแต่ตัดสินว่ามี “ข้อผิดพลาดทางเทคนิคจากการที่คณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเรื่องเขตอำนาจของตน”
คดีที่ 3: บริษัทในฮ่องกงทั้ง 3 (ของนพพร) เสนอข้อพิพาทแก่อนุญาโตตุลาการ เพื่อขอให้ชี้ขาดให้บริษัทของ ณพ ชำระเงินส่วนของค่าหุ้นที่เหลือ 525 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ย เมื่อ 27 ก.ค. 2564
คำตัดสิน: แม้ ณพ อ้างเหตุต่าง ๆ ในการไม่จ่ายเงินค่าหุ้น แต่อนุญาโตตุลาการไม่เห็นด้วย และมีคำตัดสินชี้ขาดเมื่อเดือน มี.ค. 2566 ให้บริษัทของณพ ชำระเงิน 525 ล้านดอลลาร์สหรัฐ “ซึ่งหากนับถึงวันนี้ มูลค่าหนี้ดังกล่าวรวมเป็นเงินกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ” โดย ณพ ไม่ได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาด

ที่มาของภาพ, Handout
ด้วยเหตุนี้ ผลจากคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ 2 คดี (คดีที่ 1 และคดีที่ 3) ทำให้บริษัทของณพ เป็นหนี้ค้างชำระค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ย รวม 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับที่ศาลพาณิชย์อังกฤษ นำไปใช้เป็นฐานกำหนดค่าเสียหาย ในคำตัดสินเมื่อ 31 ก.ค. 2566
แต่ในวันที่ 2 พ.ย. “ณพจงใจไม่พูดถึงเรื่องที่แพ้คดีอนุญาโตตุลาการคดีที่ 3... ทั้งที่คดีนี้คือประเด็นหลักของการพิพาทและคดีความทั้งหมดที่เกิดขึ้น” นพพร ระบุ
บีบีซีไทย ย้อนฟังการแถลงข่าว 2 ชั่วโมงของ ณพ เมื่อ 2 พ.ย. พบว่า มีการกล่าวถึงคดีความในฮ่องกง แต่ ณพ อ้างว่า นายนพพร “ถูกศาลฮ่องกงพิพากษาว่า จงใจปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญในการดำเนินดคี” และเป็นนายนพพร ที่ “ขัดขวางไม่ให้ผมหาเงินกู้มาชำระค่าหุ้นได้ทันภายในกำหนดเวลา เพื่อให้ผมผิดนัด”
“นพพรจะได้อ้างเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาซื้อขายหุ้น เพื่อเรียกร้องเอาหุ้น WEH ที่ได้ขายและโอนให้ผมมาแล้วทั้งหมดคืน ตามแผนที่เขาวางไว้” ณพ กล่าว
ศาลอังกฤษไม่ยุติธรรม-ไม่เข้าใจกฎหมายไทย ?
วีระวงค์ มือกฎหมายชื่อดัง และอดีตกรรมการบริษัท เอสซีบี เอ็กซ์ แถลงเมื่อ 2 พ.ย. ว่า ผู้พิพากษาอังกฤษ “ไม่เข้าใจ” หลักกฎหมายไทยว่า ทำไมธนาคารไทยพาณิชย์จึงไม่สามารถปล่อยสินเชื่อให้ นพพร ที่เป็นผู้ต้องหาคดีอาญาหลายคดี รวมถึงมาตรา 112 ได้
“ทำไมเราต้องไปต่อสู้คดี ทำไมการฟ้องคดีที่อังกฤษ ถึงทรมานขนาดนี้ ไม่เป็นธรรมขนาดนี้... เราใช้จ่ายในการต่อสู้คดี หวังความเป็นธรรม แต่สิ่งที่ได้มามันก็งงอยู่” วีระวงค์ ระบุ
เขายังตั้งคำถามว่า การพิจารณา “รับฟ้องคดี” ของศาลอังกฤษ เหมือนยึดระบบอาณานิคมอยู่ จากการ “ใช้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตแบบนี้ ซึ่งมันไม่ถูกต้อง” ทั้งที่จำเลยมี 17 ราย แต่มีชาวสหราชอาณาจักรเพียงคนเดียว

ผู้ก่อตั้งและอดีต CEO ของ WEH ตอบโต้ข้อกล่าวหาของ วีระวงค์ ว่าการพิจารณาคดีของศาลอังกฤษ “ขาดความยุติธรรม” ว่า ศาลอังกฤษดำเนินการและวินิจฉัยคดีนี้อย่างถี่ถ้วนนานกว่า 4 ปี มีทนายความของสองฝ่ายรวม 50-60 คน และมีการตรวจทานเอกสารที่เกี่ยวข้องนับแสนแผ่น ละเอียดถึงกับตรวจสอบ Metadata (ข้อมูลความเป็นมาของข้อมูล เช่น ผู้สร้างเอกสาร วันและเวลา)
“นับเป็นคดีที่ใหญ่ที่สุดของเกาะอังกฤษในรอบปี หรืออาจจะหลายปีที่ผ่านมา เป็นคดีสำคัญที่ศาลต้องใช้การพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ศาลสูงอังกฤษย่อมมอบหมายคดีให้ผู้พิพากษามือหนึ่ง” นพพร กล่าวในแถลงการณ์
การที่ศาลอังกฤษสามารถพิจารณาคดีที่โจทก์เป็นคนไทย และมีจำเลยเป็นชาวไทยและอังกฤษได้ เนื่องจากจำเลยที่ 2 คือ นางเอมม่า ลูอิส คอลลินส์ (Emma Louise Collins) อดีตซีอีโอของ WEH มีสัญชาติอังกฤษ ซึ่งกฎหมายของอังกฤษอนุญาตให้ศาลอังกฤษมีอำนาจพิจารณาคดีที่เกิดนอกประเทศได้หากมีจำเลยเป็นคนสัญชาติอังกฤษร่วมด้วย
การพิจารณาคดีนี้ ศาลอังกฤษนำกฎหมายไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง เบลิทซ์ และ หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (BVI) และกฎหมายล้มละลายของอังกฤษ (Insolvency Act 1986) มาประกอบการพิจารณาคดี
และถึงแม้การพิจารณาคดีจะใช้กฎหมายไทยเป็นหลัก และศาลอังกฤษไม่ได้เชี่ยวชาญกฎหมายไทยตามที่ วีระวงค์ กล่าวอ้าง แต่ นพพร ระบุว่าศาลอังกฤษได้พิจารณาข้อกฎหมายโดยใช้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญกฎหมายไทยประกอบด้วย โดย นพพร ระบุว่าสองนักกฎหมายไทยที่ศาลอังกฤษอ้างความเห็นประกอบ คือ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และ ศาสตราจารย์พิเศษ สุชาติ ธรรมาพิทักษ์กุล อดีตประธานกรรมการอำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความฯ
“ณพและพวกก็ได้เข้าสู้คดีที่อังกฤษอย่างเต็มที่ ณพและจำเลยเกือบทั้งหมดได้เดินทางมาเบิกความที่ศาลอังกฤษด้วยตนเอง” นพพร ระบุต่อ “ผมเองถูกถามค้านจากทนายจำเลยต่าง ๆ นานเกือบ 7 วัน... จึงสามารถมั่นใจได้ว่า คำตัดสินของศาลอังกฤษในคดีนี้ มีกระบวนการพิจารณาคดีที่ได้รับความน่าเชื่อถือสูงในระดับสากล”

ศึกตระกูลณรงค์เดช ในมุม “นพพร ศุภพิพัฒน์”
คดีความเรื่องหุ้นของ WEH ไม่เพียงเป็นมหากาพย์ทางกฎหมาย ระหว่าง นพพร ศุภพิพัฒน์ และณพ ณรงค์เดช เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นศึกภายในของตระกูลณรงค์เดช ระหว่าง ณพ กับ เกษม ณรงค์เดช (บิดา) กฤษณ์ (พี่ชาย) และ กรณ์ (น้องคนเล็ก)
ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เกิดการฟ้องร้องกันถึง 5 คดี โดยฝ่ายตระกูลณรงค์เดชฟ้องว่า ณพ และคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา มีการปลอมลายเซ็น ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม เรื่องสิทธิในการถือครองหุ้น WEH
จนถึงที่สุดแล้ว ศาลไทยตัดสิน “ยกฟ้อง” แม้ในคดีสุดท้าย ศาลจะชี้ว่า เอกสาร 6 ฉบับปลอมจริง แต่ไม่พบข้อเท็จจริงใดที่ยืนยันว่า ณพ-คุณหญิงกอแก้ว และพวก มีส่วนในการลงลายมือชื่อ หรือนำมาใช้ หรืออ้างชื่อใด ๆ
“ดิฉันไม่ได้โกง และไม่ได้ปลอมลายเซ็นใครอย่างที่กล่าวหา” คุณหญิงกอแก้ว ประกาศในการแถลงข่าว เมื่อ 2 พ.ย.

ที่มาของภาพ, Thairath
แต่ในมุมของนพพร เขาชี้ว่า ที่มาของเรื่องนี้ มาจากในปี 2559-2560 ณพชำระเงินคืนเจ้าหนี้ “ตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น” ที่กู้มาชำระเงินซื้อหุ้น WEH ไม่ได้ ณพ จึง “ขอครอบครัวณรงค์เดชให้นำที่ดินและทรัพย์สินไปค้ำประกันกับเจ้าหนี้รายใหม่ เพื่อกู้เงิน 1,400 ล้านบาท” เพื่อคืนเจ้าหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน จนท้ายสุด ณพก็ชำระหนี้ดังกล่าวไม่ได้อีก จนเจ้าหนี้ต้องบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของครอบครัวณรงค์เดชแทน
ฝ่ายบริษัท 3 แห่งในฮ่องกงของ นพพร พบว่าในปี 2561 มีการโอนหุ้น WEH จากบริษัทนายณพไป โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด (GML) ซึ่ง เกษม ณรงค์เดช (พ่อของณพ) เป็นเจ้าของ ทำให้บริษัทในฮ่องกงทั้งสาม ไปร้องต่อศาลฮ่องกงให้คุ้มครองหุ้นบริษัท WEH ชั่วคราว ในฐานะเจ้าหนี้ ซึ่งฝ่ายนายเกษม “ทำหนังสือมาแจ้งว่าจะให้ความร่วมมือ”
“แต่เมื่อ ณพ เห็นว่า เกษม อาจโอนหุ้น WEH คืนให้ 3 บริษัทในฮ่องกงผู้เป็นเจ้าหนี้ จึงได้ดำเนินการทำให้ เกษม พ้นจากการเป็นผู้ถือหุ้นและผู้มีอำนาจควบคุมในบริษัท โกลเด้น มิวสิค” นพพร อธิบายถึงที่มาของปม “ลายเซ็น-เอกสารปลอม” เพื่อโอนหุ้น GML ให้คุณหญิงกอแก้ว
“ศาลอังกฤษพิพากษาว่า เอกสารเหล่านี้ถูกทำขึ้นย้อนหลังและเป็นเอกสารเท็จ ส่วนคุณหญิงกอแก้วก็เป็นเพียงแค่หุ่นเชิดของนายณพเท่านั้น” และ “ผมเชื่อว่าท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ ก็คงตัดสินใจได้แล้วว่า นายณพ และคุณหญิงกอแก้วเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่”
เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สื่อมวลชนสอบถาม ณพ ในการแถลงข่าววันที่ 2 พ.ย. ซึ่งเขาชี้แจงว่า เคยไปชวนพี่น้องเข้าลงทุนใน WEH แต่ได้รับคำตอบจากตระกูลณรงค์เดชว่า “เพ้อฝัน” เขาจึงต้องหาเงินทุนทั้งหมดเอง แต่พอ WEH เจริญรุ่งเรืองและมีผลกำไร “พี่น้องกลับต้องการขอแบ่งหุ้น”
“นายกฤษณ์และนายกรณ์ ไปยื่นฟ้องผมที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อบังคับให้ผมโอนหุ้น บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี ให้เขาทั้งสองคนรวมกัน 49% แบบฟรี ๆ โดยอ้างว่าได้ร่วมลงทุนด้วย” ณพ กล่าวเมื่อวันที่ 2 พ.ย.











