นพพร ผู้ลี้ภัยคดี 112 ชนะคดีโกงหุ้นในศาลอังกฤษ จะบังคับคดีฝ่ายจำเลยในไทย ชดใช้ 30,000 ล้านบาทได้อย่างไร

.

ที่มาของภาพ, Handout/Nick Suphipat/ประชาชาติธุรกิจ

คำบรรยายภาพ, นพพร ศุภพิพัฒน์ (ซ้าย) และ ณพ ณรงค์เดช (ขวา)
    • Author, ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ภายหลังศาลอังกฤษตัดสินให้นายนพพร ศุภพิพัฒน์ ผู้ก่อตั้งและอดีต CEO ของบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) ชนะคดีโกงหุ้น พร้อมให้นายณพ ณรงค์เดช และพวกรวม 14 คน ชดใช้ค่าเสียหายรวมกว่า 30,000 ล้านบาท เป็นความคืบหน้าสำคัญของมหากาพย์คดีความนาน 9 ปี

แต่ก็เกิดคำถามสำคัญว่า คำพิพากษาของศาลอังกฤษจะบังคับใช้ เพื่อเรียกเงินชดเชยให้ นพพร ได้อย่างไร

“ต้องถามว่า จำเลยคือ ณพ และพวก มีทรัพย์สินในอังกฤษไหม ถ้ามี ก็บังคับคำพิพากษาในอังกฤษได้ เป็นอันจบ” กนกนัย ถาวรพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกกับบีบีซีไทย แต่ย้ำว่า คำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2566 ยังไม่ถึงที่สิ้นสุด เพราะฝ่ายโจทก์และจำเลย สามารถยื่นอุทธรณ์ และฎีกาได้อีก

ทั้งนี้ หากในอนาคตคำพิพากษาของศาลอังกฤษถึงที่สุดแล้ว แต่ยึดทรัพย์ของฝ่ายจำเลยในอังกฤษได้ไม่ถึงมูลค่าเงินชดเชยที่ศาลสั่งจ่าย หมายความว่าโจทก์จะต้องนำคำพิพากษาศาลอังกฤษ มาบังคับใช้ในประเทศที่จำเลยมีทรัพย์สินอยู่ ซึ่งก็คือประเทศไทย

“ปัญหาคือของไทย กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่เขียนถึงขั้นตอน และองค์ประกอบ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับตามคำพิพากษาในต่างประเทศในไทย ไม่มีเขียนไว้เลย” กนกนัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในศูนย์กฎหมายพาณิชย์ และศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ ม.ธรรมศาสตร์ อธิบาย

บีบีซีไทยชวนคุณผู้อ่านหาคำตอบกับผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าทำไม “คนไทยทะเลาะกัน” แต่ต้องไปขึ้นศาลอังกฤษ และแนวทางต่าง ๆ ที่ นพพร (โจทก์) จะนำคำพิพากษาไปบังคับคดีทั้งในอังกฤษและไทย เพื่อเรียกเงินชดเชยกว่า 30,000 ล้านบาท จาก ณพ-เกษม ณรงค์เดช และพวกรวม 14 คนได้

*หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยนตามเว็บ SCB ล่าสุด วันที่ 2 ส.ค. 2566 คือ 34.54 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

“คนไทยทะเลาะกัน... ให้ศาลอังกฤษตัดสิน”

รองศาสตราจารย์ ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ศาลอังกฤษมีขอบเขตอำนาจพิจารณาคดีนี้ เพราะจำเลยที่ 2 คือ นางเอมม่า ลูอิส คอลลินส์ อดีตซีอีโอของ WEH มีสัญชาติอังกฤษ และศาลสามารถปรับใช้กฎหมายไทยได้ในการพิจารณาคดี

สำหรับการพิจารณาคดีนี้ ศาลพาณิชย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในศาลชำนัญพิเศษ แผนกศาลธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ของศาลสูงอังกฤษ หรือ High Court of Justice ได้นำกฎหมายไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง เบลิทซ์ และหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (BVI) และกฎหมายล้มละลายของอังกฤษ (Insolvency Act 1986) มาประกอบการพิจารณาคดีที่นายนพพร กล่าวหาจำเลยว่า สมคบกันชักจูงใจด้วยข้อมูลลวงให้ขายหุ้น WEH ในราคาต่ำกว่ามูลค่า

.

ที่มาของภาพ, Nick Suphipat

คำบรรยายภาพ, "ลุยเลย ทีม WEH" นพพร โพสต์เมื่อปี 2556

รศ.ดร.มุนินทร์ ชี้ถึงวิธีการพิจารณาคดีของศาลอังกฤษ ด้วยกฎหมายไทยว่า มีการระบุชัดเจนในย่อหน้าที่ 908 ของคำพิพากษา ที่เผยแพร่ต่อสาธารณชน เพื่อความโปร่งใส ในชื่อคำพิพากษาว่า “Suppipat & Ors v Narongdej & Ors” โดยมีใจความสำคัญ ดังนี้

  • ศาลไม่ได้ตีความกฎหมายต่างประเทศด้วยตนเอง แต่เป็นหน้าที่ของพยานผู้เชี่ยวชาญ [กฎหมายต่างประเทศ] ในการตีความผลทางกฎหมาย
  • ศาลอังกฤษมีหน้าที่ประเมินพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายต่างประเทศ และทำนายผลทางกฎหมายที่ศาลสูงสุดของระบบกฎหมายต่างประเทศนั้น ๆ จะตัดสินออกมา มากกว่ายึดถือความเห็นส่วนตนของศาลอังกฤษว่า หลักกฎหมายต่างประเทศนั้น ๆ ควรจะเป็นอย่างไร
  • ศาลจะไม่ตัดสินเกินไปกว่าสถานะปัจจุบัน ของหลักกฎหมายต่างประเทศ และจะไม่คาดการณ์แนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมสำหรับกฎหมายต่างประเทศนั้น ๆ
  • ถ้ามีคำพิพากษาที่ชัดเจนของศาลสูงสุดของต่างประเทศในประเด็นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง [ศาลอังกฤษก็จะรับฟังคำพิพากษาของศาลสูงสุดนั้นเป็นพยานหลักฐาน] พยานหลักฐานอื่นก็จะมีน้ำหนักน้อยกว่า
  • ศาลอังกฤษจะปรับใช้กฎหมายต่างประเทศนั้น ๆ แม้จะปรากฏว่ากฎหมายต่างประเทศนั้นจะมีข้อบกพร่อง หรือถูกกำหนดโดยรัฐนโยบายใด ๆ ของประเทศนั้น ๆ หรือไม่ว่าจะไม่สมเหตุสมผลในทางปฏิบัติ
Kanoknai Thawonphanit

ที่มาของภาพ, Kanoknai Thawonphanit

คำบรรยายภาพ, "กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่เขียนถึงขั้นตอน และองค์ประกอบ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับตามคำพิพากษาในต่างประเทศในไทย ไม่มีเขียนไว้เลย” กนกนัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าว

ด้าน กนกนัย ถาวรพานิช จากศูนย์กฎหมายพาณิชย์ และศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ มธ. อธิบายกับบีบีซีไทย ลงลึกไปอีกว่า การตีความขอบเขตอำนาจของศาลพาณิชย์อังกฤษ ยึดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งของอังกฤษ แต่น่าสนใจที่ ใช้กฎหมายสารบัญญัติของไทยเป็นหลักเพื่อพิจารณาคดี

“ศาลของแต่ละประเทศ อาจใช้กฎหมายของต่างประเทศในศาลได้” อาจารย์นิติศาสตร์ มธ. กล่าว โดยศาลจะยึดหลักกฎหมายของประเทศที่มีความใกล้ชิดกับข้อเท็จจริง-ข้อพิพาทมากกว่า ซึ่งในกรณีนี้ “อาจไม่เหมาะเอากฎหมายอังกฤษมาตัดสินคดี เพราะโจทก์-จำเลยส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทย เกิดในไทย แต่มาฟ้องในอังกฤษ”

แน่นอนว่า ผู้พิพากษาศาลพาณิชย์อังกฤษ ไม่มีความเชี่ยวชาญในกฎหมายไทยอย่างลึกซึ้ง วิธีการที่ใช้พิจารณาคดี คือการให้ฝั่งโจทก์และจำเลย ตั้ง “พยานผู้เชี่ยวชาญ” ขึ้นให้การในชั้นศาล

แต่กระบวนการเช่นนี้ มีความเสี่ยงเชิงการตีความ หากต้องนำคำพิพากษากลับมาบังคับคดีที่ “ศาลปลายทาง” คือศาลไทย เพราะผู้พิพากษาอาจวินิจฉัยว่า “ศาลอังกฤษเข้าใจกฎหมายผิดไป” และปฏิเสธการบังคับคดีได้

แนวทางบังคับคดีคำพิพากษา “Suppipat & Ors v Narongdej & Ors”

ศาลพาณิชย์อังกฤษ ภายใต้ศาลสูง High Court of Justice ถือเป็นศาลชั้นต้น หมายความว่า คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด โดยฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย ยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลที่สูงขึ้นไปในอังกฤษได้อีก นั่นคือ ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

ฝ่ายโจทก์จะยื่นอุทธรณ์ ทำไม ? เหตุผลเพราะศาลสั่งให้ชดเชยเงิน 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไม่เต็มจำนวนจากที่ฟ้องร้อง ดังนั้น โจทก์อาจอุทธรณ์เรียกเงินชดเชยเต็มจำนวน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (51,000 ล้านบาท) ก็ได้ ขณะที่ฝ่ายจำเลย อาจพยายามขอเปลี่ยนคำพิพากษาเป็นอื่น

หากคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คือกรณีโจทก์-จำเลย ไม่ยื่นอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาตัดสินยืนคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็จะมาถึงขั้นตอนการบังคับคดี ซึ่งหากจำเลยมีทรัพย์สินในอังกฤษ ก็จะสามารถบังคับคดีได้ทันที ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ม.ธรรมศาสตร์ เชื่อว่า อังกฤษมีกลไกป้องกันจำเลยไม่ให้โยกย้ายทรัพย์สินออกนอกประเทศ จนกว่าคดีจะถึงที่สิ้นสุด

แต่หากไม่มีทรัพย์สินในอังกฤษให้บังคับคดี หรือยึดทรัพย์ได้ไม่เพียงพอ โจทก์ต้องนำคำพิพากษาของศาลอังกฤษ มาบังคับคดีในระบบยุติธรรมไทยต่อไป ซึ่ง กนกนัย ชี้ว่า จะนำมาสู่ฉากทัศน์ที่ไม่แน่นอน เพราะไทยไม่มีกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร ถึงขั้นตอนและองค์ประกอบ ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลในต่างประเทศ

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในกรณีไม่มีกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรระบุไว้เช่นนี้ หมายความว่าศาลไทยต้องอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งถือเป็นศาลที่ได้รับความเคารพสูงสุด เพื่อวางแนวทางการตีความ แต่ “ปรากฏว่า คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับล่าสุดที่พูดถึงการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ คือ เมื่อ พ.ศ. 2461 (สมัยรัชกาลที่ 6) มันตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองเลย” อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าว

คำพิพากษานั้น คือ คำพิพากษาศาลฎีกา เลขที่ 585/2461 เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลเมืองไซ่ง่อนของเวียดนาม กรณี นางฟาม ทีเลียน ชาวเวียดนาม ยื่นฟ้องนายตัน วันเนียว ชาวเวียดนามเหมือนกัน เนื่องจากนายวันเนียว ผิดสัญญาซื้อขาย และศาลเมืองไซ่ง่อนพิพากษาให้ชำระค่าเสียหายพร้อมทั้งดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม

ต่อมา นายวันเนียว หลบหนีเข้ามาพำนักในไทย นางฟาม ทีเลียน จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลไทยบังคับตามคำพิพากษาศาลเมืองไซ่ง่อน

สำหรับองค์ประกอบของศาลไทย ที่เป็นเงื่อนไขเพื่อรับพิจารณาบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลเมืองไซ่ง่อน อาจารย์กนกนัย อธิบายและตีความ อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อปี 2461 ได้ 5 ข้อ ดังนี้

  • ศาลต่างประเทศที่พิจารณาพิพากษาคดี มีอำนาจพิจารณาคดี หรือไม่
  • คำพิพากษาถึงที่สุดและเสร็จเด็ดขาดแล้ว หรือไม่
  • การพิจารณาในศาลต้นทางมีความเหมาะสมเป็นธรรม หรือไม่
  • คู่ความต้องนำคดีมาฟ้องและดำเนินคดีใหม่ในประเทศไทย
  • ผลลัพธ์ของคำวินิจฉัยของศาลต้นทาง หากบังคับใช้แล้ว จะขัดกับความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย หรือไม่

“สามข้อแรก ค่อนข้างสอดคล้องกับกฎหมายในหลายประเทศ” อาจารย์กนกนัย ระบุ แต่ “องค์ประกอบข้อ 4 จะเป็นภาระกับทางโจทก์ที่ต้องมาฟ้องใหม่” และถือว่ามีแนวโน้มสูงที่ศาลไทยจะให้คู่ความมาฟ้องและดำเนินคดีใหม่ หากยึดตามคำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2461

คำพิพากษาศาลอังกฤษในระบบยุติธรรมไทย

หากมองเหตุผลของฝ่ายโจทก์ คือ นพพร ศุภพิพัฒน์ ซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือมาตรา 112 ซึ่งทนายฝ่ายโจทก์อธิบายว่า ด้วยคดี 112 ติดตัว หากมาดำเนินคดีในศาลไทย “ศาลอาจลำเอียงหรือมีอคติทางลบกับโจทก์” เลยให้ศาลอังกฤษเป็นผู้ตัดสิน

อาจารย์นิติศาสตร์ มธ. อธิบายข้อกฎหมายของอังกฤษว่าด้วยหลัก forum non conveniens (หลักสำหรับใช้พิจารณาว่าศาลของประเทศใดเหมาะสมในการพิจารณาคดีมากกว่า) ว่า “หากฝ่ายโจทก์เกรงว่า จะถูกเลือกปฏิบัติ หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในประเทศที่อาจมีความใกล้ชิดกับข้อพิพาทยิ่งกว่า สามารถมาดำเนินคดีกับศาลอังกฤษในฐานะศาลที่เหมาะสมกว่าได้” ด้วยเหตุผลการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม

อย่างไรก็ดี ในคำพิพากษาของศาลพาณิชย์อังกฤษ ไม่ได้กำหนดขอบเขตอำนาจศาลด้วยหลักการดังกล่าว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

และ “ถึงแม้จะรู้ว่าการบังคับตามคำพิพากษาศาลอังกฤษในไทยมันยาก เพราะต้องมาฟ้องใหม่ แต่การมีคำพิพากษาศาลอังกฤษ ได้สร้างแรงกดดัน (ต่อศาลไทย) โดยอาศัยความเป็นสากล” เขาวิเคราะห์

ศาลอังกฤษถือว่าได้รับความนิยมเพื่อพิจารณาและบังคับคดี เนื่องจากมีความละเอียดและโปร่งใส ยกตัวอย่าง คำพิพากษาคดีนี้ ความยาว 419 หน้า ที่เปิดเผยต่อสาธารณชนในระบบออนไลน์ แตกต่างจากไทย ที่เผยแพร่คำพิพากษา เน้นหนักที่ศาลฎีกาเป็นหลัก

“ผมไม่เคยเห็นคำพิพากษาไทยที่หนาขนาดเท่าของศาลอังกฤษ” อาจารย์กนกนัย เล่าจากประสบการณ์ตลอดการเรียนนิติศาสตร์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น หาก “เอาคำพิพากษาศาลอังกฤษมาบังคับคดีในไทย คุณปฏิเสธสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ”

“แล้วถ้าศาลไทยตัดสินต่างจากอังกฤษ จะเกิดเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ ๆ ทันทีว่า ทำไมตัดสินต่าง... และตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมของไทยไปในตัว”

อย่างไรก็ดี กว่าที่คำพิพากษาคดีมหากาพย์นี้ จะมาถึงศาลไทย อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ขึ้นอยู่กับกระบวนการยื่นอุทธรณ์และฎีกา ที่ยังไม่สิ้นสุดในระบบยุติธรรมอังกฤษ