
เปิดภาพภายในวอร์รูมของคฤหาสน์ “มาร์-อา-ลาโก” ขณะทรัมป์บัญชาการทัพสหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีอิหร่าน
ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือ “ทำเนียบขาว” เผยแพร่ภาพถ่าย 4 ใบ ซึ่งเป็นรูปของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และคณะรัฐมนตรี กำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ขณะกองกำลังสหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีทางอากาศใส่อิหร่าน ซึ่งหากสังเกตภาพเหล่านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยเพ่งดูบุคคลและรายละเอียดที่ฉากหลังให้ดี จะพบว่ามันสามารถบ่งบอกถึงเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นในห้องบัญชาการ ระหว่างช่วงเวลาอันตึงเครียดนั้นได้เป็นอย่างมาก
เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งการให้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหาร โดยปกติแล้วคำสั่งดังกล่าว มักจะออกมาจากสถานที่ปิดลับในทำเนียบขาวที่มีความปลอดภัยระดับสูง ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อการบัญชาการสงครามครั้งนั้นโดยเฉพาะ สถานที่ดังกล่าวเรียกว่า “ห้องสถานการณ์” (Situation Room)
ทว่าโดนัลด์ ทรัมป์ไม่ได้อยู่ที่ทำเนียบขาว ในตอนที่สหรัฐฯ และอิสราเอล เริ่มดำเนินปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันเสาร์ที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา แต่ตอนนั้นเขาอยู่ที่คฤหาสน์มาร์-อา-ลาโก ซึ่งเป็นที่พำนักอันหรูหราและคลับสำหรับสมาชิกชั้นสูงของเขาที่รัฐฟลอริดา ทรัมป์ยังใช้เวลาส่วนใหญ่ในวันอาทิตย์ที่ 1 มี.ค. เฝ้าติดตามสถานการณ์การสู้รบ และโทรศัพท์ติดต่อผู้สื่อข่าวจากที่นั่นอีกด้วย
ห้องติดตามสถานการณ์สงครามหรือ “วอร์รูม” ที่คฤหาสน์มาร์-อา-ลาโก ติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัยอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน สามารถรับทราบข้อมูลข่าวสารล่าสุดและบัญชาการรบจากที่นั่นได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยใช้วอร์รูมที่คฤหาสน์หรูของเขา บัญชาการรบมาแล้ว
ภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมาภาพหนึ่ง แสดงให้เห็นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สวมหมวกแก๊ปสีขาวพิมพ์ตัวอักษร “ยูเอสเอ” (USA) ขณะกำลังติดตามดูสถานการณ์ความคืบหน้าในอิหร่าน

วอร์รูมที่บรรดาผู้นำสหรัฐฯ ใช้หารือกันถึงข่าวกรองและข้อมูลลับได้นั้น มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “สถานที่ทางข้อมูลข่าวสารที่อ่อนไหวและแยกส่วนเฉพาะ” (SCIF) มันถูกสร้างขึ้นที่คฤหาสน์มาร์-อา-ลาโก เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2017 และมีการติดตั้งขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ทรัมป์จะหวนกลับเข้าดำรงตำแหน่งผู้นำในสมัยที่สอง มีการตรวจตราเฝ้าระวังเพื่อจำกัดการเข้าถึงพื้นที่นี้อย่างเข้มงวด ทั้งยังมีกฎระเบียบมากมายสำหรับการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในบริเวณดังกล่าวด้วย





วอร์รูมที่บรรดาผู้นำสหรัฐฯ ใช้หารือกันถึงข่าวกรองและข้อมูลลับได้นั้น มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “สถานที่ทางข้อมูลข่าวสารที่อ่อนไหวและแยกส่วนเฉพาะ” (SCIF) มันถูกสร้างขึ้นที่คฤหาสน์มาร์-อา-ลาโก เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2017 และมีการติดตั้งขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ทรัมป์จะหวนกลับเข้าดำรงตำแหน่งผู้นำในสมัยที่สอง มีการตรวจตราเฝ้าระวังเพื่อจำกัดการเข้าถึงพื้นที่นี้อย่างเข้มงวด ทั้งยังมีกฎระเบียบมากมายสำหรับการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในบริเวณดังกล่าวด้วย







ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังเผยแพร่ภาพจากภายในวอร์รูมของคฤหาสน์มาร์-อา-ลาโก อีกสองภาพ โดยภาพหนึ่งเป็นพลเอกแดน เคน ประธานเสนาธิการร่วมของกองทัพสหรัฐฯ กำลังชี้ไปยังบางสิ่งที่ดูเหมือนยุทโธปกรณ์ในทะเลอาหรับ ทางตอนใต้ของอิหร่าน ซึ่งปรากฏอยู่บนจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
ตามปกติแล้วนายพลระดับสูงของกองทัพสหรัฐฯ มักจะแต่งกายด้วยเครื่องแบบทหารเต็มยศ เมื่อต้องเข้าพบประธานาธิบดีที่ทำเนียบขาว แต่ในภาพนี้ พลเอกเคนกลับแต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าแบบลำลองที่ดูสบาย ๆ มากกว่า
สื่อมวลชนของสหรัฐฯ รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า พลเอกเคนได้กล่าวเตือนทรัมป์ ว่าสหรัฐฯ อาจถูกดึงเข้าไปติดหล่มในสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานกับอิหร่าน ทว่าทรัมป์แถลงปฏิเสธว่ารายงานข่าวดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม” และว่าพลเอกเคนมองว่าสงครามยืดเยื้อที่อาจเกิดขึ้นนั้น “สามารถจะเอาชนะได้โดยง่าย”


ในอีกภาพหนึ่ง เราได้เห็นสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นการปรากฏตัวเพียงครั้งเดียวของนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ โดยเขาอยู่ที่มุมซ้ายสุดของภาพ เขามีกำหนดจะต้องรายงานสรุปต่อสภาคองเกรส เกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่านในวันอังคารที่ 3 มี.ค. พร้อมกับรูบิโอ, แรตคลิฟฟ์, และพลเอกเคน
ภาพเดียวกันยังแสดงให้เห็นว่า ซูซี ไวลส์ ดูเหมือนจะสวมนาฬิกาอัจฉริยะหรือ “สมาร์ตวอตช์” ไว้ที่ข้อมือข้างขวา ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก ในสถานที่ที่คุมเข้มเรื่องความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพราะอุปกรณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะทำให้ความลับรั่วไหลได้ อย่างไรก็ตาม ทางทำเนียบขาวแถลงปฏิเสธว่าอุปกรณ์ดังกล่าวไม่ใช่สมาร์ตวอตช์ แม้ซีอีโอของบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ติดตามข้อมูลสุขภาพและการออกกำลังกายแห่งหนึ่ง จะออกมาแถลงยอมรับว่ามันคืออุปกรณ์รุ่นหนึ่งของทางบริษัท แต่ไม่มีการติดตั้งไมโครโฟนหรือจีพีเอสเอาไว้ด้วยเลย
ภาพสุดท้ายที่ทางทำเนียบขาวเผยแพร่ออกสู่สายตาสาธารณชน แสดงให้เห็น “ห้องสถานการณ์” ซึ่งจัดเป็นวอร์รูมของจริงที่อยู่ในกรุงวอชิงตันดีซี โดยมีรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เฝ้าติดตามสถานการณ์การสู้รบไปพร้อมกับประธานาธิบดีทรัมป์ ผ่านทางการประชุมวีดิทัศน์ทางไกล โดยมีตราสัญลักษณ์ของรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปรากฏอยู่บนผนังห้อง
ห้องสถานการณ์แห่งนี้มีขนาด 460 ตารางเมตร ภายในมีห้องประชุม 3 แห่ง ที่มีการรักษาความปลอดภัยระดับสูง และติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารที่สามารถป้องกันการจารกรรมอันทันสมัยที่สุด นอกจากนี้ยังมีบุคลากรกว่า 100 คน ประจำการอยู่ที่นั่นด้วย วอร์รูมนี้ได้รับการปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อปี 2023 โดยใช้งบประมาณ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถรองรับมาตรการรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุดได้
รองประธานาธิบดีแวนซ์ ซึ่งเคยเป็นนาวิกโยธินสหรัฐฯ มานานถึง 4 ปี ได้วิจารณ์ตำหนิรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่พาประเทศเข้าไปติดหล่มในสงครามต่างแดนที่ยืดเยื้อยาวนาน แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขากลับกล่าวว่า “ไม่มีโอกาสเลย” ที่ปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านครั้งนี้ จะนำสหรัฐฯ เข้าสู่ “สงครามในตะวันออกกลางที่ยาวนานหลายปี โดยมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด”
คนที่นั่งเคียงข้างรองประธานาธิบดีแวนซ์ ภายในห้องสถานการณ์ที่กรุงวอชิงตันดีซี คือนายตุลสี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการด้านข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่มีทัศนะโน้มเอียงไปในทางต่อต้านการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซง นอกจากนี้ยังมีสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลัง และคริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานอยู่ในภาพด้วย

ในช่วงท้ายของวันอาทิตย์ที่ 1 มี.ค. กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้โจมตีเป้าหมายไปกว่า 1,000 แห่งทั่วอิหร่าน โดยมุ่งทำลายศูนย์ควบคุมและบัญชาการ, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ, ฐานยิงขีปนาวุธ, และกองบัญชาการร่วมของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC)
อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกเด็ดชีพอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับเหล่าผู้บัญชาการทหารและหน่วยข่าวกรองระดับสูงกลุ่มใหญ่ ซึ่งก็ไม่รอดจากการสังหารเช่นกัน ทว่าอิหร่านก็โจมตีตอบโต้ได้ในฉับพลัน โดยยิงขีปนาวุธจำนวนมาก และใช้โดรนโจมตีอิสราเอลรวมทั้งฐานทัพสหรัฐฯ และเป้าหมายทางพลเรือนอื่น ๆ ทั่วทั้งอ่าวเปอร์เซีย
เจ้าหน้าที่ของทางการสหรัฐฯ ไม่ได้เปิดเผยถึงกรอบเวลาในการดำเนินปฏิบัติการสู้รบดังกล่าว แต่เมื่อวันที่ 2 มี.ค. กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้แถลงยืนยันให้ชาวอเมริกันอุ่นใจว่า ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้จะไม่กลายเป็น “สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น” อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อิหร่านยังคงต่อต้านอย่างสุดกำลัง ทำให้การสู้รบต้องดำเนินต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มาภาพถ่าย: ทำเนียบขาว








