นักวิจัยชี้ประชากรโลกลดลง มีสาเหตุจากการเจริญพันธุ์ของเพศชายด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, สเตฟานี เฮการ์ตี
- Role, ผู้สื่อข่าวด้านประชากร บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
อัตราการเจริญพันธุ์หรือการมีบุตรกำลังตกฮวบลงในทุกหนแห่งทั่วโลก ซ้ำยังลดลงอย่างรวดเร็วกว่าที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญเคยคาดการณ์กันไว้มาก แม้กระทั่งจีนเองก็ยังประสบกับภาวะอัตราการเกิดต่ำเป็นประวัติการณ์ ส่วนในภูมิภาคลาตินอเมริกา ซึ่งเคยขึ้นชื่อในเรื่องของการเพิ่มจำนวนประชากรนั้น ปรากฏว่าตัวเลขสถิติที่เป็นทางการของทารกเกิดใหม่ในแต่ละประเทศ กลับต่ำกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้แต่เดิมเป็นอย่างมาก
แนวโน้มดังกล่าวยังพบได้แม้ในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนี้ นอกจากจะเป็นเพราะค่านิยมที่คู่สามีภรรยาจะมีบุตรน้อยคนกว่าในสมัยก่อนแล้ว หลายครอบครัวทั่วโลกยังตัดสินใจที่จะไม่มีบุตรแม้แต่คนเดียวด้วย
ผู้หญิงจำนวนหนึ่งอย่าง “อิซาเบล” จากประเทศโคลอมเบีย ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคำติฉินนินทาทุกวี่วัน ในเรื่องที่เธอไม่ยอมมีลูก ทั้งยังก่อตั้งกลุ่มรณรงค์ “นุงกา มาเดรส์” (Nunca Madres) ซึ่งสนับสนุนผู้หญิงที่เลือกจะไม่เป็นแม่คนอีกด้วย โดยอิซาเบลตัดสินใจดังข้างต้น หลังประสบปัญหาในชีวิตสมรสถึงขั้นหย่าร้างในวัยเพียงสามสิบกว่าปี ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เธอตระหนักขึ้นมาได้ว่า แท้จริงแล้วตัวเองไม่ต้องการจะมีลูกเลย
“สิ่งที่ฉันได้ยินบ่อยที่สุดก็คือ สักวันคุณจะเสียใจนะ คุณมันเห็นแก่ตัว ใครจะคอยดูแลคุณในตอนที่แก่ชรา” อิซาเบลกล่าว
ในกรณีของอิซาเบล การไม่มีบุตรเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในการดำรงชีวิต แต่สำหรับคนจำนวนมากแล้ว การไม่มีทายาทสืบสกุลเป็นปัญหาทางชีวภาพ เนื่องมาจากสุขภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวยให้เจริญพันธุ์ได้ตามปกติ ยิ่งไปกว่านั้น นักวิชาการในยุคปัจจุบันยังเริ่มพูดถึง “ภาวะมีบุตรยากเพราะปัจจัยทางสังคม” (social infertility) อีกด้วย โดยเหล่านักสังคมวิทยาหลายคนชี้ว่า ภาวะดังกล่าวคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ทั้งชายและหญิงไม่มีบุตร แม้พวกเขาจะอยากมีลูกไว้เชยชมแทบใจจะขาดก็ตาม
ผลการศึกษาวิจัยล่าสุดพบว่า ผู้ชายนั้นมีแนวโน้มจะไม่มีลูกเพราะสาเหตุทางสังคมมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ชายที่มีรายได้ต่ำ แม้ว่าพวกเขาจะต้องการมีบุตรเหมือนกับคนทั่วไปก็ตาม
ผลวิจัยที่ได้จากการสำรวจในประเทศนอร์เวย์เมื่อปี 2021 พบว่าประชากรชายที่ไม่มีบุตรนั้น คิดเป็น 72% ของกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำที่สุด 5% ของทั้งหมด แต่ในกลุ่มคนร่ำรวยซึ่งมีรายได้สูงที่สุดของประเทศ ชายที่ไม่มีบุตรมีอยู่เพียง 11% เท่านั้น โดยช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเจริญพันธุ์ของผู้ชายสองกลุ่มรายได้นี้ ถ่างกว้างออกจากกันมากขึ้นถึง 20 จุดร้อยละ (percentage point) ตลอดช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา
ในตอนที่โรบิน แฮดลีย์ ยังอยู่ในช่วงวัยเลขสาม เขาอยากเป็นพ่อคนแทบใจจะขาด แต่ตอนนั้นเขาเรียนจบเพียงชั้นมัธยมศึกษาและไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย จึงทำได้เพียงรับงานเป็นช่างภาพเทคนิค ในห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของอังกฤษ
แฮดลีย์เคยแต่งงานตอนที่มีอายุได้ยี่สิบกว่า และเคยพยายามจะมีลูกกับภรรยาคนนี้มาแล้ว ทว่าพวกเขามีอันต้องเลิกรากันไปเสียก่อน หลังจากนั้นเขาก็ต้องรับภาระหนักในการหารายได้มาผ่อนบ้าน ทำให้ไม่อาจจะออกไปเที่ยวเตร่พบปะผู้คนหรือออกเดทกับหญิงสาวได้บ่อยนัก ในขณะที่เพื่อน ๆ และผู้ร่วมงานของเขา ต่างพากันทยอยมีลูกและเป็นพ่อคนกันไปหมดแล้ว เขาเริ่มจะอดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้
“ไม่ว่าจะเป็นการ์ดอวยพรวันเกิดสำหรับเด็ก หรือชุดของขวัญสำหรับทารกแรกเกิด สิ่งเหล่านี้จะคอยย้ำเตือนถึงสถานะที่คุณไม่อาจเป็นได้ รวมทั้งตอกย้ำถึงสิ่งที่ผู้คนคาดหวังให้คุณเป็น มันมีความเจ็บปวดแฝงอยู่ในนั้น” แฮดลีย์กล่าว
ประสบการณ์ส่วนตัวที่แสนเศร้า คือแรงบันดาลใจให้แฮดลีย์เขียนหนังสือว่าด้วยภาวะไร้บุตรของผู้ชาย โดยในขณะที่ลงมือเขียนไป เขาก็เริ่มรู้สึกได้ทีละน้อยว่าชะตากรรมของเขาเป็นผลกระทบจาก “การถาโถมเข้ามาของปัจจัยต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเจริญพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ, ชีววิทยา, ความประจวบเหมาะของเหตุการณ์ต่าง ๆ, รวมทั้งทางเลือกในความสัมพันธ์”
แฮดลีย์ยังพบว่า งานเขียนและงานวิจัยเชิงวิชาการส่วนใหญ่ที่เขาได้อ่าน เกี่ยวกับเรื่องความชราและการเจริญพันธุ์นั้น ไม่มีประเด็นของผู้ชายที่ไร้บุตรรวมอยู่ด้วยเลย ส่วนการเก็บรวมรวมตัวเลขสถิติระดับชาติของคนกลุ่มนี้ ก็แทบจะไม่มีปรากฏอยู่เลยเช่นกัน
“ภาวะมีบุตรยากเพราะปัจจัยทางสังคม” กำลังเพิ่มสูงขึ้น
ศาสตราจารย์แอนนา รอตเคิร์ช นักสังคมวิทยาและประชากรศาสตร์ จากสถาบันวิจัยประชากรแห่งประเทศฟินแลนด์ ซึ่งได้มุ่งศึกษาเรื่องความต้องการมีบุตรในยุโรปและฟินแลนด์มานานกว่า 20 ปี บอกว่า “ภาวะมีบุตรยากเพราะปัจจัยทางสังคม” กำลังพุ่งสูงขึ้นด้วยหลากหลายสาเหตุ เช่นไม่มีทรัพยากรเพียงพอต่อการเลี้ยงดูเด็ก หรือไม่พบคู่ครองที่พร้อมมีบุตรด้วยในเวลาที่เหมาะสม แต่สาเหตุรากฐานที่ทรงอิทธิพลเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ มีความเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในทัศนคติต่อการมีบุตรของคนส่วนใหญ่
ฟินแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศนอกภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีอัตราของคนไม่มีบุตรสูงที่สุดในโลก แต่ในช่วงทศวรรษ 1990 และช่วงต้นทศวรรษ 2000 ฟินแลนด์ได้รับเสียงชื่นชมจากการแก้ปัญหาจำนวนประชากรลดลงได้สำเร็จ โดยออกนโยบายสนับสนุนการมีบุตรที่ทั่วโลกถือกันว่าก้าวหน้ามากที่สุด เช่นให้พ่อแม่ลางานเพื่อดูแลทารกแรกเกิดได้เป็นเวลานาน, สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปยอมรับได้, และส่งเสริมให้ทั้งชายและหญิงรับภาระงานบ้านอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น
ทว่านับแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ฟินแลนด์กลับไปเผชิญกับภาวะอัตราการเจริญพันธุ์ตกต่ำลงอีกครั้ง โดยตัวเลขสถิติของคราวนี้ลดลงถึงหนึ่งในสาม ซึ่งศ.รอตเคิร์ช ให้คำอธิบายกับประเด็นนี้ว่า ในอดีตผู้คนมองการมีบุตรในฐานะเหตุการณ์ที่เป็นหมุดหมายสำคัญของชีวิตหนุ่มสาวเหมือนกับการแต่งงาน โดยการมีลูกสักคนนั้นทำให้พวกเขาได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว แต่ในปัจจุบันผู้คนกลับมองว่า การมีลูกควรเป็นสิ่งที่มาทีหลัง โดยเป็นสิ่งที่ทำได้หลังจากประสบความสำเร็จในเป้าหมายอื่น ๆ ของชีวิตแล้ว
“ผู้คนจากหลากหลายชนชั้นทางสังคมต่างก็คิดเหมือนกันว่า การมีลูกนั้นเท่ากับเพิ่มความไม่มั่นคงลงไปในชีวิตของพวกเขา” ศ.รอตเคิร์ชกล่าว งานวิจัยของเธอยังพบว่าหญิงชาวฟินแลนด์ที่มีฐานะร่ำรวยที่สุดนั้น มีแนวโน้มต่ำสุดที่จะไร้บุตร หากพวกเธอต้องการมีบุตรอยู่แต่แรกแล้ว แต่ในทางตรงกันข้าม ชายชาวฟินแลนด์ที่มีรายได้น้อยเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มสูงสุดที่จะไร้บุตร ทั้งที่ต้องการมีบุตรเหมือนคนอื่น ๆ
ปรากฏการณ์ทางสังคมนี้ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หลวงเมื่อเทียบกับในอดีต เพราะสมัยก่อนคนหนุ่มสาวที่ยากจนมักต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ให้เร็วที่สุด จนพวกเขาต้องออกจากระบบการศึกษากลางคัน เพื่อหางานทำและเริ่มสร้างครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย

ที่มาของภาพ, Getty Images
วิกฤตของความเป็นชาย
สำหรับเพศชายแล้ว ความไม่มั่นคงทางการเงินส่งผลกระทบส่วนหนึ่งต่อการที่พวกเขาไม่มีบุตร นักสังคมวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า “ปรากฏการณ์การคัดเลือก” (selection effect) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงมีแนวโน้มจะเลือกคู่ครองที่มีสถานะทางสังคมเท่าเทียมกันหรือเหนือกว่า
แฮดลีย์เล่าถึงประสบการณ์ของเขาในเรื่องนี้ว่า “เห็นได้ชัดเลยว่า ผมถูกคัดออกจากกลุ่มเพื่อนเพราะคุณวุฒิการศึกษา รวมทั้งขาดความมั่นใจในตนเองด้วย เมื่อมาลองย้อนคิดดูแล้ว ปรากฏการณ์การคัดเลือกน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมไม่มีลูก”
แฮดลีย์ได้พบกับภรรยาคนปัจจุบันในตอนที่มีอายุเกือบ 40 ปีแล้ว เธอช่วยสนับสนุนด้านการเงินให้เขาได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา จนได้เป็นนักศึกษาวิจัยในหลักสูตรปริญญาเอกในที่สุด “หากไม่มีเธอ ผมคงไม่มาไกลจนถึงจุดที่ยืนอยู่ในวันนี้ได้” แต่ถึงกระนั้นก็ตาม กว่าที่พวกเขาจะเริ่มคิดเรื่องมีลูก ทั้งสองต่างก็ล่วงเข้าวัยเลขสี่กันแล้ว ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าออกจะสายเกินไป
ปัจจุบันผู้หญิงมีการศึกษาสูงกว่าผู้ชายใน 70% ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่มาร์เซีย อินฮอร์น นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยเยลของสหรัฐฯ เรียกว่า “ช่องว่างในการหาคู่ครอง” (mating gap) ซึ่งปรากฏการณ์นี้ทำให้ผู้ชายในยุโรปที่ไม่มีใบปริญญา มีแนวโน้มจะไร้คู่และไร้บุตรมากที่สุด
กลุ่มประชากรที่ถูกมองข้าม
รัฐบาลของประเทศส่วนใหญ่ไม่มีข้อมูลการเจริญพันธุ์ของประชากรเพศชาย เพราะทางการมักจะบันทึกเพียงข้อมูลประวัติการเจริญพันธุ์ของแม่ ในตอนที่แจ้งเกิดลูกเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าผู้ชายที่ไม่มีบุตรนั้น ไม่มีตัวตนในสายตาของทางการและไม่ได้ถูกจำแนกเป็นประเภท (category) ในเชิงประชากรศาสตร์โดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม บางประเทศในยุโรปเหนือมีการสำรวจบันทึกข้อมูลการเจริญพันธุ์ของทั้งชายและหญิง โดยผลวิจัยชิ้นหนึ่งในนอร์เวย์พบว่า มีความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันอย่างมากในอัตราการมีบุตร ระหว่างกลุ่มผู้ชายที่มั่งคั่งร่ำรวยกับกลุ่มผู้ชายที่ยากจนกว่า โดยมีชายผู้ขัดสนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่มีลูกสักคน แม้คนมีเงินในวัยเดียวกันจะมีลูกกันไปหมดแล้ว
ดร.วินเซนต์ สตรอบ นักวิจัยด้านการเจริญพันธุ์และสุขภาพของเพศชาย จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดของสหราชอาณาจักร บอกว่าข้อมูลเรื่องอัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงของเพศชายมักถูกมองข้ามไปเสมอ แต่ตัวเขาเองนั้นมีความสนใจในบทบาทของภาวะทางสังคมที่เรียกว่า “ความป่วยไข้ของเพศชาย” (male malaise) ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราการเจริญพันธุ์ที่ย่ำแย่ลง
ความป่วยไข้ทางใจดังกล่าวคือความรู้สึกอึดอัดสับสนของชายหนุ่ม ซึ่งเป็นผลมาจากสังคมที่ผู้หญิงเริ่มมีพลังอำนาจแข็งแกร่งขึ้น รวมทั้งมีความเปลี่ยนแปลงในเรื่องความคาดหวังที่สังคมมีต่อเพศชายและความเป็นชายด้วย บางคนเรียกภาวะนี้ว่า “วิกฤตความเป็นชาย” (crisis of masculinity) ซึ่งคำนี้มักจะถูกหยิบยกมาพูดจนคุ้นหูคนทั่วไป โดยพวกอนุรักษ์นิยมขวาจัดชื่อดังที่ต่อต้านสตรีนิยม อย่างเช่นนายแอนดรูว์ เทต
ดร.สตรอบ บอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า “ผู้ชายที่มีการศึกษาในระดับต่ำกว่า มีชีวิตที่ไม่ประสบความสำเร็จและมีฐานะที่ย่ำแย่กว่ามาก เมื่อเทียบกับยุคหลายสิบปีก่อน” ยิ่งในประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้สูง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียิ่งทำให้แรงงานระดับล่างมีค่าน้อยลงและขาดความมั่นคงยิ่งกว่าเดิม ซึ่งผลักให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนที่มีใบปริญญากับคนที่ไม่มี ยิ่งถ่างกว้างออกไปมากขึ้น
ความเหลื่อมล้ำนี้ทำให้ “ช่องว่างในการหาคู่ครอง” ยิ่งเว้นห่างออกไปมากขึ้นด้วย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสุขภาพของเพศชาย “อัตราการใช้ยาเสพติดพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชายวัยเจริญพันธุ์ซึ่งมีอัตราการใช้ยาเสพติดสูงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในภูมิภาคแอฟริกาใต้ อเมริกาใต้ หรืออเมริกากลาง” ดร. สตรอบกล่าว
สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อการเจริญพันธุ์ของเพศชาย ทั้งในแง่ความพร้อมทางชีวภาพและปัจจัยทางสังคม “ผมว่ามันมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน ระหว่างการเจริญพันธุ์กับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมเหล่านี้ แต่ดูเหมือนว่าความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องดังกล่าวถูกทำหล่นหายไป”
ดร. สตรอบ ยังกล่าวเสริมว่า “โดยทั่วไปแล้ว ชายโสดนั้นมีสุขภาพกายและจิตย่ำแย่กว่าผู้ชายที่มีคู่ครองมาก”
แก้ไขอย่างไรได้บ้าง
ดร. สตรอบและแฮดลีย์พบว่า การอภิปรายถกเถียงของสังคมในเรื่องอัตราการเจริญพันธุ์นั้น มุ่งไปที่เพศหญิงเป็นหลักเกือบทั้งหมด ดังนั้นแนวนโยบายที่รัฐบาลกำหนดเพื่อแก้ไขปัญหาจำนวนประชากรลดลง จึงพลาดเป้าไปถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
ดร.สตรอบเชื่อว่า เราควรพิจารณาให้เรื่องการเจริญพันธุ์ ถูกนับรวมเข้าเป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของเพศชายด้วย รวมทั้งพิจารณาเพิ่มสวัสดิการเลี้ยงดูบุตรให้กับฝ่ายพ่อมากขึ้น “มีผู้ชายในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปเพียง 1 ใน 100 คน ที่ยอมออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงดูลูก แต่อัตรานี้ในผู้หญิงกลับสูงถึง 1 ใน 3 แม้จะมีหลักฐานจากการวิจัยมากมายที่ยืนยันว่า การเลี้ยงลูกนั้นดีต่อสุขภาพกายและจิตของผู้ชาย”
อิซาเบลจากองค์กร “นุงกา มาเดรส์” ในโคลอมเบีย ซึ่งรณรงค์สนับสนุนหญิงที่เลือกไม่มีบุตร บอกว่าตัวแทนขององค์กรจากประเทศเม็กซิโกรายงานว่า แม้รัฐบาลจะอนุญาตให้ผู้ชายลาหยุดเพื่อเลี้ยงลูกอ่อนได้นานถึง 6 สัปดาห์ แต่ก็ไม่มีผู้ชายเม็กซิกันแม้แต่คนเดียวที่ยอมรับข้อเสนอนี้ “ฉันว่าผู้ชายในแถบลาตินอเมริกา เชื่อว่าการเลี้ยงลูกเป็นงานของผู้หญิง” อิซาเบลกล่าว
แฮดลีย์แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า จำเป็นจะต้องมีการพูดคุยอย่างเปิดเผยในวงกว้างถึงเรื่องการเจริญพันธุ์ของเพศชายให้มากขึ้น เช่นการที่ผู้ชายก็มีนาฬิกาชีวภาพ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของตัวอสุจิหรือสเปิร์มลดลงอย่างมากหลังอายุ 35 ปี ควรจะเป็นความรู้ที่ถูกเผยแพร่ และควรมีการส่งเสริมให้บรรดาชายหนุ่มคิดไตร่ตรองเรื่องการมีบุตรเสียแต่เนิ่น ๆ จึงจะสามารถแก้ไขปัญหา “ภาวะมีบุตรยากจากปัจจัยทางสังคม” ของผู้ชายได้
ด้านศ.รอตเคิร์ช กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า ทางออกที่เป็นไปได้อีกแนวทางหนึ่ง คือการขยายนิยามความหมายของการเป็นพ่อแม่ โดยเปิดทางให้คนในชุมชนที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด เข้ามามีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูเด็กร่วมกับครอบครัวที่เป็นผู้ปกครองด้วย (alloparenting)
ศ. รอตเคิร์ชบอกว่า มนุษย์ตั้งแต่สมัยบรรพกาลจนถึงในอดีตเมื่อไม่นานมานี้ มักจะช่วยกันเลี้ยงดูเด็กในชุมชนด้วยวิธีดังกล่าว เธอยกตัวอย่างชายสูงวัยที่ไม่มีบุตรผู้หนึ่ง ซึ่งได้รับหน้าที่ “คุณปู่” ให้กับลูกของเพื่อนบ้านที่รู้จักคุ้นเคยกันดี ผ่านการร่วมกิจกรรมของสโมสรฟุตบอลในท้องถิ่น เนื่องจากครอบครัวของเด็กคนนั้นไม่มีปู่ย่าตายายที่สามารถมาดูแลหลานได้
“ฉันว่าคนที่ไม่มีลูกส่วนใหญ่ น่าจะเคยมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูเด็กแบบนี้มาแล้ว มันเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก แม้จะไม่ปรากฏอยู่ในทะเบียนราษฎร์ก็ตาม” ศ.รอตเคิร์ช กล่าวทิ้งท้าย








