อดีตนักบินอวกาศเผยถึงวิถีชีวิตและ “กลิ่น” บนสถานีอวกาศนานาชาติ

การก่อสร้างสถานีอวกาศนานาชาติเริ่มขึ้นเมื่อปี 1998

ที่มาของภาพ, NASA

คำบรรยายภาพ, การก่อสร้างสถานีอวกาศนานาชาติเริ่มขึ้นเมื่อปี 1998
    • Author, จอร์จินา แรนนาร์ด
    • Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นักบินอวกาศชาวอเมริกันสองคนเดินทางออกนอกโลก โดยหวังว่าจะได้ไปปฏิบัติงานเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 8 วัน บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)

แต่หลังจากที่เกิดเหตุน่าหวั่นเกรง ซึ่งอาจทำให้ยานโบอิงสตาร์ไลเนอร์ (Boeing Starliner) ที่พวกเขาโดยสารไป ไม่สามารถเดินทางกลับโลกโดยปลอดภัยได้ องค์การนาซาจึงสั่งเลื่อนการเดินทางขากลับของสุนิตา (ซูนี) วิลเลียมส์ และ บุตช์ วิลมอร์ ออกไปเป็นในปีหน้า (2025) ทำให้ตอนนี้ทั้งสองคนต้องใช้ชีวิตในพื้นที่คับแคบ ซึ่งมีขนาดเท่ากับบ้าน 6 ห้องนอน ร่วมกับนักบินอวกาศอีก 9 คนด้วยกัน

วิลเลียมส์เรียกบ้านใหม่หลังน้อยของเธอในอวกาศว่า “สถานที่เปี่ยมสุข” ในขณะที่วิลมอร์บอกว่า เขารู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่เช่นนั้น

อย่างไรก็ตามสำหรับคนธรรมดาทั่วไปแล้ว ไม่มีผู้ใดรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าความรู้สึกที่ได้ขึ้นไปอยู่ ณ ระดับความสูง 400 กิโลเมตรเหนือพื้นโลกนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ ? คุณจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเพื่อนนักบินอวกาศในภาวะที่ไม่ปกติธรรมดาได้อย่างไร ? จะกินอะไรเป็นอาหาร ? จะออกกำลังกายและซักเสื้อผ้าอย่างไร ? รวมทั้งยังมีคำถามสำคัญที่ว่า ห้วงอวกาศนั้นมีกลิ่นหรือไม่และกลิ่นนั้นเป็นอย่างไรด้วย

ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้พูดคุยกับอดีตนักบินอวกาศถึงสารพัดคำถามข้างต้น ซึ่งพวกเขาก็ได้อธิบายถึงรายละเอียดในการดำรงชีวิตแต่ละวันโดยไม่ปิดบัง เริ่มจากการแบ่งเวลาทำกิจวัตรต่าง ๆ ซึ่งศูนย์ควบคุมภารกิจบนโลกจะเป็นผู้บอกเวลาที่ใช้กันบนสถานีอวกาศทุก 5 นาที ว่าขณะนี้เวลาบนยานที่โคจรรอบโลกอย่างรวดเร็วถึง 16 รอบต่อวัน นับเป็นโมงยามใดแล้ว

ตามปกตินักบินอวกาศจะตื่นแต่เช้าเมื่อ 6.30 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT) โดยจะลุกจากที่นอนซึ่งมีรูปทรงและขนาดเท่ากับตู้โทรศัพท์ ซึ่งติดตั้งอยู่ภายในโมดูลที่มีชื่อว่า “ฮาร์โมนี” (Harmony)

นิโคล สต็อต นักบินอวกาศชาวอเมริกันที่ทำงานกับนาซาบอกว่า “สถานีอวกาศนานาชาติมีถุงนอนที่ดีที่สุดในโลก” ซึ่งเธอมีโอกาสได้สัมผัสและทดลองใช้มา ระหว่างอยู่ในห้วงอวกาศเป็นเวลา 104 วัน ในการปฏิบัติภารกิจสองครั้งเมื่อปี 2009 และ 2011

ตู้นอนของนักบินอวกาศแต่ละคนมีคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป เพื่อให้พวกเขาได้ใช้ติดต่อกับครอบครัว ทั้งยังมีช่องใส่ข้าวของส่วนตัวเช่นรูปภาพหรือหนังสือด้วย

ที่นอนของนักบินอวกาศมีทั้งแล็ปท็อปใช้งาน และแท็บเล็ตไว้ชมข่าวและภาพยนตร์ ตัวของนักบินจะอยู่ในถุงนอนและมีช่องเก็บของส่วนตัวที่ปลายเท้า ส่วนไฟที่ใช้ทำการบำบัดด้วยแสงอยู่ด้านหลังแล็ปท็อป
คำบรรยายภาพ, ที่นอนของนักบินอวกาศมีทั้งแล็ปท็อปใช้งาน และแท็บเล็ตไว้ชมข่าวและภาพยนตร์ ตัวของนักบินจะอยู่ในถุงนอนและมีช่องเก็บของส่วนตัวที่ปลายเท้า ส่วนไฟที่ใช้ทำการบำบัดด้วยแสงอยู่ด้านหลังแล็ปท็อป

สำหรับการปลดทุกข์ของนักบินอวกาศ ห้องน้ำบนสถานีอวกาศนานาชาติจะเป็นตู้เล็ก ๆ ที่มีระบบดูดของเสียพลังสูง แม้ตามปกติแล้วเหงื่อและปัสสาวะจะถูกนำไปบำบัดเพื่อกลับมาใช้ใหม่เป็นน้ำดื่ม แต่ความเสียหายของระบบที่เพิ่งเกิดขึ้น ทำให้ตอนนี้เหล่านักบินอวกาศต้องเก็บปัสสาวะเอาไว้ชั่วคราวแทน

ในเรื่องของการปฏิบัติงานนั้น เวลาส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับงานซ่อมบำรุงหรือทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ โดยสถานีอวกาศนานาชาตินั้นมีพื้นที่ใกล้เคียงกับสนามอเมริกันฟุตบอล 1 แห่ง รวมทั้งมีความกว้างใหญ่เทียบเท่ากับชั้นหนึ่งของพระราชวังบักกิงแฮมอีกด้วย

“ด้านในของ ISS เหมือนกับการเชื่อมต่อรถบัสหลายคันเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ภายในเวลาครึ่งวัน คุณอาจไม่ได้เห็นเพื่อนนักบินอวกาศคนอื่นเลยก็ได้” คริส แฮดฟีลด์ ผู้บังคับการภารกิจ Expedition 35 ระหว่างปี 2012-2013 กล่าว “คนที่นั่นจะไม่เดินผ่านไปมาระหว่างโมดูลบ่อยนัก ทำให้รู้สึกว่ามันกว้างใหญ่และเงียบสงบมาก”

สถานีอวกาศนานาชาติกว้าง 109 เมตร ใกล้เคียงกับชั้นหนึ่งของพระราชวังบักกิงแฮม ห้องนอนของแต่ละคนมีขนาดเท่ากับตู้โทรศัพท์ ส่วนโมดูลที่ใช้อยู่อาศัยกว้าง 3 - 4.5 เมตร ซึ่งแคบกว่าความสูงของรถบัสสองชั้น
คำบรรยายภาพ, สถานีอวกาศนานาชาติกว้าง 109 เมตร ใกล้เคียงกับชั้นหนึ่งของพระราชวังบักกิงแฮม ห้องนอนของแต่ละคนมีขนาดเท่ากับตู้โทรศัพท์ ส่วนโมดูลที่ใช้อยู่อาศัยกว้าง 3 - 4.5 เมตร ซึ่งแคบกว่าความสูงของรถบัสสองชั้น

สถานีอวกาศนานาชาติมีห้องปฏิบัติการ ซึ่งใช้สำหรับทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ 6 ห้อง นักบินอวกาศจะต้องสวมอุปกรณ์ตรวจวัดการเต้นของหัวใจ, คลื่นไฟฟ้าในสมอง, หรืออุปกรณ์ตรวจเลือดอยู่ตลอดเวลา เพื่อติดตามดูปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายต่อสภาพแวดล้อมที่ท้าทายสำหรับมนุษย์

“อันที่จริงแล้วเราเป็นหนูทดลอง” สต็อตกล่าว “อวกาศทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกของเราแก่ชราลงอย่างรวดเร็ว และนักวิทยาศาสตร์จะติดตามศึกษามัน เพื่อหาความรู้จากสิ่งเหล่านั้น”

หากเป็นไปได้ นักบินอวกาศจะเร่งทำงานให้เสร็จเร็วกว่าตารางปฏิบัติงานที่ศูนย์ควบคุมได้คาดการณ์ไว้ “ผมพยายามหาเวลาว่าง 5นาที เพื่อลอยตัวไปที่หน้าต่างแล้วเฝ้าดูบางสิ่งที่น่าสนใจเคลื่อนผ่านมา บางทีผมก็แต่งเพลง ถ่ายรูป หรือเขียนข้อความถึงลูก ๆ” แฮดฟีลด์เล่า

คริส แฮดฟีลด์ นักบินอวกาศชาวแคนาดา เป็นผู้บังคับการภารกิจบน ISS ระหว่างปี 2012-2013

ที่มาของภาพ, Nasa

คำบรรยายภาพ, คริส แฮดฟีลด์ นักบินอวกาศชาวแคนาดา เป็นผู้บังคับการภารกิจบน ISS ระหว่างปี 2012-2013

นักบินอวกาศที่โชคดีบางรายจะได้ออกไป “เดินอวกาศ” (spacewalk) ซึ่งก็คือการออกไปทำกิจกรรมนอกตัวยานในห้วงอวกาศที่เวิ้งว้างว่างเปล่า ซึ่งแฮดฟีลด์เองเคยมีประสบการณ์มาแล้วถึงสองครั้ง “ตลอดเวลา 15 ชั่วโมงที่อยู่นอกสถานีอวกาศ ไม่มีสิ่งใดเลยที่กั้นขวางระหว่างตัวผมกับจักรวาล เว้นแต่พลาสติกที่เป็นกะบังหน้าหมวกนิรภัย มันช่างเป็น 15 ชั่วโมงที่ตื่นเต้นเร้าใจ และเป็นประสบการณ์แบบเหนือโลกมากที่สุดยิ่งกว่าช่วงเวลาใดในชีวิตของผม”

สำหรับ “กลิ่นอวกาศ” ที่คล้ายกับกลิ่นของโลหะ ซึ่งสามารถติดตัวนักบินอวกาศเข้ามาในตัวยานได้นั้น เฮเลน ชาร์แมน นักบินอวกาศหญิงชาวอังกฤษคนแรก ที่ได้ไปปฏิบัติงานบนสถานีอวกาศมีร์ของรัสเซียในปี 1991 อธิบายว่า “เราสามารถได้กลิ่นต่าง ๆ อย่างหลากหลายบนโลก ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นเสื้อผ้าที่เพิ่งออกจากเครื่องซักหรือกลิ่นอากาศที่สดชื่น แต่ในห้วงอวกาศนอกโลกนั้นมีเพียงแค่กลิ่นเดียว ซึ่งพวกเราคุ้นเคยกับมันได้อย่างรวดเร็ว”

เมื่อมีวัตถุบางอย่างออกไปนอกตัวยานอวกาศ ไม่ว่าจะเป็นชุดของนักบินอวกาศหรืออุปกรณ์ทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ รังสีคอสมิกที่แผ่พลังรุนแรงจะทำให้เกิดกลิ่นประหลาดขึ้น “รังสีในห้วงอวกาศจะทำให้อนุมูลอิสระก่อตัวที่ผิวของวัตถุ และเมื่อมันเจอเข้ากับออกซิเจนในสถานีอวกาศ มันจะทำปฏิกิริยาจนเกิดกลิ่นที่คล้ายกับโลหะ” ชาร์แมนกล่าว

ประสบการณ์ในอดีตเมื่อ 33 ปีก่อนหน้านี้ ทำให้ชาร์แมนตระหนักถึงคุณค่าของประสาทสัมผัสมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเธอกลับถึงพื้นโลก “ไม่มีสภาพอากาศในห้วงอวกาศ ไม่มีหยดน้ำฝนตกกระทบหน้าคุณหรือมีลมที่พัดผ่านเส้นผม ตอนนี้ฉันรู้สึกชื่นชมสิ่งเหล่านี้มากขึ้นแล้ว”

ส่วนต่าง ๆ ของสถานีอวกาศ (จากซ้ายไปขวาและจากบนลงล่าง) ห้องครัว, แผงเซลล์สุริยะ, ห้องน้ำและยิมออกกำลังกาย, ห้องนอน ส่วนห้องปฏิบัติการต่าง ๆ กระจายตัวกันอยู่ทั่วสถานีอวกาศ
คำบรรยายภาพ, ส่วนต่าง ๆ ของสถานีอวกาศ (จากซ้ายไปขวาและจากบนลงล่าง) ห้องครัว, แผงเซลล์สุริยะ, ห้องน้ำและยิมออกกำลังกาย, ห้องนอน ส่วนห้องปฏิบัติการต่าง ๆ กระจายตัวกันอยู่ทั่วสถานีอวกาศ

นักบินอวกาศที่มีกำหนดจะปฏิบัติภารกิจในระยะยาว จะต้องออกกำลังกาย 2 ครั้ง ระหว่างเวลางานในทุกวันเพื่อรักษาสุขภาพ โดยจะมีอุปกรณ์ออกกำลังกาย 3 ชิ้น ที่ช่วยต้านทานผลกระทบเชิงลบจากภาวะไร้น้ำหนัก ซึ่งโดยปกติแล้วภาวะที่ปราศจากแรงโน้มถ่วงนี้จะทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง

อุปกรณ์ออกกำลังกายที่เรียกว่า Advanced Resistive Exercise Device (ARED) จะช่วยให้นักบินอวกาศสามารถทำท่าย่อตัวหรือสควอต รวมทั้งยกน้ำหนักแบบเดดลิฟต์ และฝึกฝนกล้ามเนื้อด้วยท่าพายเรือได้สะดวก ซึ่งทั้งหมดนี้ครอบคลุมการบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วน นอกจากนี้ นักบินอวกาศยังสามารถวิ่งบนสายพาน 2 ตัว โดยใช้อุปกรณ์พิเศษยึดร่างกายไว้กับที่ ทั้งสามารถใช้จักรยานออกกำลังกายแบบปั่นอยู่กับที่ ซึ่งมีมาตรบอกปริมาณของงาน (work) ในเชิงฟิสิกส์ ติดตั้งอยู่ด้วย

“สวมกางเกงหนึ่งตัวนานสามเดือน”

งานหนักที่ต้องทำในห้วงอวกาศ ส่งผลให้นักบินอวกาศต้องเสียเหงื่อมากมายในแต่ละวัน แต่ถึงกระนั้นก็ตาม “เราไม่มีเครื่องซักผ้า แค่ใช้น้ำรดชุดเครื่องแบบให้มันเกาะตัวกันเป็นก้อน แล้วใส่สบู่บางชนิดลงไปเท่านั้น” สต็อตกล่าว

ในภาวะที่ไม่มีแรงโน้มถ่วงคอยทำให้เหงื่อหยดลงพื้น สต็อตบอกว่านักบินอวกาศจะมีน้ำเหงื่อเคลือบเกาะติดตัวมากมายในแต่ละวัน ซึ่งคิดเป็นปริมาณที่มากกว่าภาวะเหงื่อไหลไคลย้อยของมนุษย์บนโลกมาก “ฉันมักจะรู้สึกว่ามีเหงื่อสะสมตัวบนหนังศีรษะมากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องค่อย ๆ ลูบเช็ดมันลงมา ฉันไม่สามารถสะบัดมันออกได้ เพราะมันจะกระเด็นไปทั่วเลย”

นิโคล สต็อต เคยอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติเป็นเวลารวม 104 วัน

ที่มาของภาพ, Nasa

คำบรรยายภาพ, นิโคล สต็อต เคยอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติเป็นเวลารวม 104 วัน

เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง ชุดของของนักบินอวกาศจะสกปรกมาก จนต้องทิ้งไว้ในส่วนบรรทุกสัมภาระของยานอวกาศ ซึ่งจะถูกเผาไหม้หมดไปขณะที่ยานกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก แต่สต็อตบอกว่าเสื้อผ้าที่พวกเขาใส่เป็นประจำในแต่ละวันนั้นค่อนข้างสะอาด เนื่องจาก “ในภาวะไร้น้ำหนัก เสื้อผ้าจะลอยตัวแยกออกจากผิวกาย ทำให้เหงื่อและน้ำมันจากผิวหนังไม่โดนมันมากนัก ฉันสวมกางเกงตัวหนึ่งได้นานถึงสามเดือน”

อย่างไรก็ตาม อาหารคือสิ่งที่นักบินอวกาศกลัวกันว่าจะสร้างความสกปรกเลอะเทอะได้มากที่สุด “ตัวอย่างเช่นเมื่อมีใครบางคนเปิดกระป๋องบรรจุอาหาร ซึ่งอาจจะเป็นเนื้อกับน้ำเกรวี่ ทุกคนจะระวังตัวในทันทีเพราะเศษอาหารก้อนเล็ก ๆ อาจลอยไปโดนตัวได้ พวกเราจะลอยตัวไปด้านหลังเพื่อหลบเศษอาหาร เหมือนที่ตัวละครในหนังเดอะเมทริกซ์ทำเพื่อหลบกระสุน”

ส่วนอดีตผู้บังคับการภารกิจอย่างแฮดฟีลด์ ได้บอกเล่าถึงความประทับใจที่เกิดขึ้นเมื่อแรกเดินทางมาถึงสถานีอวกาศนานาชาติว่า “น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง” โดยเขามากับยานเติมเสบียงที่บรรทุกลูกเรือใหม่และสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ ซึ่งจะเดินทางมา 2-3 ครั้งต่อปี “มันเป็นชั่วขณะที่เปลี่ยนชีวิตคุณไปเลยทีเดียว เมื่อได้เห็นสถานีอวกาศนานาชาติลอยอยู่ท่ามกลางความเป็นนิรันดร์ของห้วงจักรวาล และเมื่อได้เห็นฟองอากาศเล็กจิ๋วแห่งชีวิต ซึ่งเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของมนุษย์ท่ามกลางความมืดมิด”

กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลอยู่ห่างจากพื้นโลก 515 กม. ในขณะที่ ISS อยู่ห่างออกไป 400 กม. และยูริ กาการิน นักบินอวกาศคนแรก เคยขึ้นไปที่ 327 กม. ในปี 1961 ส่วนเพดานบินของเครื่องบินพาณิชย์ทั่วไปอยู่ที่ 11 กม. เหนือพื้นโลก
คำบรรยายภาพ, กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลอยู่ห่างจากพื้นโลก 515 กม. ในขณะที่ ISS อยู่ห่างออกไป 400 กม. และยูริ กาการิน นักบินอวกาศคนแรก เคยขึ้นไปที่ 327 กม. ในปี 1961 ส่วนเพดานบินของเครื่องบินพาณิชย์ทั่วไปอยู่ที่ 11 กม. เหนือพื้นโลก

ในช่วงเวลาของมื้ออาหาร ของกินของนักบินอวกาศนั้นจะถูกจัดมาในรูปของอาหารบรรจุซอง และแบ่งออกเป็นส่วน ๆ แยกกันตามชนิดอาหารของแต่ละชาติ ซึ่งสต็อตบอกว่า “มันเหมือนกับอาหารที่กินตอนไปตั้งแคมป์ หรืออาหารที่ปันส่วนในกองทัพ รสชาติดีแต่ยังสามารถปรับปรุงให้ดีต่อสุขภาพมากกว่านี้ได้อีก ของโปรดของฉันคือแกงกะหรี่ญี่ปุ่น หรือไม่ก็ธัญพืชและซุปของรัสเซีย ครอบครัวของนักบินอวกาศแต่ละคนยังสามารถส่งของกินพิเศษมาให้เราได้ด้วย สามีและลูกชายของฉันส่งขิงเคลือบช็อกโกแลตสำหรับกินเล่นเป็นของว่างมาให้”

นักบินอวกาศทุกคนจะแบ่งปันอาหารที่มีอยู่มากินร่วมกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเป็นทีม อันเป็นคุณสมบัติสำคัญในการคัดเลือกผู้มีความสามารถที่จะมาปฏิบัติงานนอกโลก โดยความสามารถในการปรับตัวอยู่ร่วมกันนี้ นอกจากจะช่วยลดความขัดแย้งแล้วยังส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานด้วย “มันไม่ใช่แค่การอดทนกับนิสัยแย่ ๆ ของคนอื่น แต่เป็นการชี้ปัญหาและแก้ปัญหา พวกเรามักจะทำสิ่งที่เป็นเสมือนการตบบ่าและลูบหลังให้กำลังใจ เพื่อสนับสนุนกันและกันเสมอ” ชาร์แมนกล่าว

เฮเลน ชาร์แมน คือนักบินอวกาศชาวอังกฤษคนแรก

ที่มาของภาพ, Ria Novosti/Science Photo Library

คำบรรยายภาพ, เฮเลน ชาร์แมน คือนักบินอวกาศชาวอังกฤษคนแรก

ทำเลคือสิ่งสำคัญ

หลังสิ้นสุดวันแห่งการทำงานที่ยาวนาน เวลาเข้านอนพักผ่อนคือช่วงที่ทุกคนรอคอย แต่นักบินอวกาศกลับต้องนอนในสภาพแวดล้อมที่เสียงดังรบกวนอย่างยิ่ง เพราะพัดลมที่เป่าไล่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อให้พวกเขาหายใจได้นั้น ส่งเสียงดังกระหึ่มเหมือนสำนักงานที่เต็มไปด้วยผู้คนเอะอะวุ่นวาย

สต็อตเล่าว่า “เรามีเวลานอน 8 ชั่วโมง แต่คนส่วนใหญ่ใช้มันมองไปนอกหน้าต่าง เพื่อจ้องดูโลกอยู่นานทีเดียว” นักบินอวกาศทั้งสามที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีบอกว่า การจากบ้านขึ้นไปอยู่ที่ระดับความสูง 400 กม. เหนือพื้นโลก ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาต่อพวกเขาไม่มากก็น้อย

ชาร์แมนบอกว่า “ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสำคัญอะไรเลยในความว่างเปล่าอันไพศาล และเมื่อได้เห็นโลกอย่างแจ่มชัดทั้งกลุ่มเมฆและมหาสมุทรต่าง ๆ ฉันก็คิดถึงพรมแดนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ทั้งที่จริงเราต่างก็เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน”

สต็อตบอกว่า “ฉันรักการใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนต่างชาติอีกหกคน เรามาทำงานนี้โดยเป็นตัวแทนของทุกชีวิตบนโลก ทำงานและแก้ปัญหาทุกอย่างร่วมกัน ทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้นไม่ได้บนยานอวกาศที่มีชื่อว่าโลก”

แฮดฟีลด์บอกว่า แท้จริงแล้วนักบินอวกาศส่วนใหญ่จะอยากอยู่ปฏิบัติงานในอวกาศนาน ๆ และไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนทั้งโลกจึงพากันเป็นห่วงที่สุนิตา วิลเลียมส์ และ บุตช์ วิลมอร์ ต้องมา “ติดแหง็ก” อยู่ที่ ISS นานกว่ากำหนดหลายเดือน

“พวกเราใฝ่ฝันและเพียรพยายาม รวมทั้งถูกฝึกมาทั้งชีวิตให้อยากจะอยู่ในห้วงอวกาศนาน ๆ ของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณจะให้นักบินอวกาศมืออาชีพได้ ก็คือคำสั่งให้ออกปฏิบัติภารกิจที่นานกว่ากำหนดเดิม”

ด้านสต็อตกล่าวทิ้งท้ายว่า “คุณต้องดึงกรงเล็บของฉันที่เกาะสถานีอวกาศแน่นออกไปเลยละ เพราะฉันไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ตัวเองจะได้กลับไปอีก