สำรวจ 2 ทศวรรษ "ศาลรัฐธรรมนูญ" จากกลไกตรวจสอบอำนาจรัฐ สู่ผู้ชี้ขาดทิศทางการเมืองไทย

ที่มาของภาพ, YOUTUBE/สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
- Author, ธันยพร บัวทอง
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 กำลังดำเนินการควบคู่ไปกับบทบาทอำนาจตุลาการของศาลรัฐธรรมนูญ ที่กำลังตรวจสอบ "ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ" ของฝ่ายการเมืองจากการเลือกตั้งอย่างน้อย 3 กรณี โดยที่คำวินิจฉัยในอนาคตอันใกล้อาจมีส่วนกำหนดทิศทางของการเมืองไทยอีกครั้ง
คดีหุ้นสื่อไอทีวีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล, กรณีพิธา และพรรคก้าวไกล ถูกร้องว่าการหาเสียงว่าจะแก้ไขมาตรา 112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และล่าสุด กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ว่ามติรัฐสภาวันที่ 19 ก.ค. ซึ่งตีตกการเสนอชื่อนายพิธา ชิงนายกฯ ซ้ำ เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นี่คือ 3 คดีรัฐธรรมนูญและปมการเมืองที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้วินิจฉัย
บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย นับจากเริ่มมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มีอย่างน้อย 4 กรณี ได้แก่
- คำวินิจฉัยกรณี พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นนายกฯ เพราะหัวหน้า คสช. "ไม่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" (ก.ย. 2562)
- คำวินิจฉัยกรณี ถือหุ้นสื่อ วี-ลัค มีเดีย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) พ้นสภาพ ส.ส. (พ.ย. 2562)
- คำวินิจฉัยกรณี ยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) จากกรณีนายธนาธร ปล่อยเงินกู้ให้พรรค อนค. สั่งยุบพรรค ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) 16 คน เป็นเวลา 10 ปี (ก.พ. 2563)
- คำวินิจฉัยกรณี ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่สิ้นสุดลง เนื่องจากดำรงตำแหน่งยังไม่ครบ 8 ปี (ก.ย. 2565)
อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของบทบาทศาลรัฐธรรมนูญในการเมืองไทย นับว่ากำเนิดขึ้นตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 แต่ช่วงเวลาสำคัญที่นักกฎหมายมหาชนและนักรัฐศาสตร์หยิบยกมาศึกษา คือในปี 2549 เป็นต้นมา ซึ่งอำนาจตุลาการ ถูกอธิบายในบทบาทใหม่ว่าเป็น “ตุลาการภิวัตน์”
ในบทความนี้ บีบีซีไทย จะย้อนที่มาและบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ ในแต่ละยุค
กำเนิดศาลรัฐธรรมนูญ เพราะตรวจสอบนักการเมืองไม่ได้
“คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีมาตั้งแต่สมัยรัฐธรรมนูญปี 2489 เป็นต้นมา แต่ล้วนมีที่มาที่หลากหลาย บางช่วงรัฐสภา หรือคณะรัฐมนตรี เป็นผู้แต่งตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญ ขณะที่บางสมัยประธานรัฐสภา และประธานวุฒิสภาก็ควบตำแหน่งประธานตุลาการรัฐธรรมนูญในคราวเดียวกัน เช่น ในรัฐธรรมนูญ ปี 2534 และรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขปี 2538
แต่องค์กรชี้ขาดข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญที่จัดตั้งขึ้นเป็น “ศาลรัฐธรรมนูญ” ครั้งแรกนั้น ได้รับการจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี 2540 โดยเป็นหนึ่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีการจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยอำนาจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เช่นกัน
เหตุผลที่ประเทศไทยมีศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2540 รศ.ดร.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์และหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขียนไว้ในหนังสือรวมบทความ "เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" (2562) อธิบายถึงแนวคิดการจัดตั้งองค์กรอิสระที่ปรากฏหลังการรัฐประหารในปี 2534 ว่า ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของสถาบันการเมือง

ที่มาของภาพ, อสมท
ที่มาของแนวคิดการจัดตั้งองค์กรอิสระ ปรากฏในงานวิชาการอย่างเช่น งานเขียนของ อมร จันทรสมบูรณ์ ที่มีสาระสำคัญเสนอโครงสร้างของรัฐธรรมนูญที่มีกลไกในการตรวจสอบการใช้อำนาจของสถาบันการเมืองและการเสนอให้มีการจัดตั้งสถาบันและกลไกใหม่ ๆ ในรัฐธรรมนูญ และต่อมาคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) ชุดที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ก็มีความเห็นในทิศทางเดียวกัน ซึ่งต่อมาแนวคิดเรื่อง “การจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเมือง” ก็ปรากฏในข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการเมืองของ คพป. ในช่วงนั้นด้วย
รศ.ดร.สมชายชี้ว่า ข้อเสนอของ คพป. "ถือว่าเป็นการเปิดทางให้กับการจัดตั้งองค์กรแบบใหม่ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบสถาบันการเมืองที่มากจากการเลือกตั้ง" ซึ่งเป็นผลจากการความล้มเหลวของสถาบันองค์กรต่าง ๆ ที่ไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบนักการเมืองได้อย่างจริงจัง
"ข้อเสนอใหม่" เหล่านี้ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ปรากฏในแนวทางของรัฐธรรมนูญปี 2540
ศาลรัฐธรรมนูญกับ "อำนาจครอบงำของสถาบันตุลาการเหนือองค์กรอิสระ"
ศาลรัฐธรรมนูญ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540, 2550 และฉบับปัจจุบันปี 2560 กำหนดที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการสรรหา อำนาจความให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นศาลรัฐธรรมนูญ กระทั่งจำนวนและสัดส่วนที่แตกต่างกันไป
งานของ รศ.ดร.สมชาย ชี้ว่า "อำนาจครอบงำของสถาบันตุลาการเหนือองค์กรอิสระ ” อันหมายถึงสัดส่วนหรือน้ำหนักของฝ่ายตุลาการในศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ได้เริ่มปรากฏร่องรอยให้เห็น นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา
- รัฐธรรมนูญปี 2540 -- มีตุลาการ 15 คน มาจากศาลฎีกา 5 คน ศาลปกครองสูงสุด 2 คน ผู้ทรงคุณวุฒิทางนิติศาสตร์ 5 คน ผู้ทรงคุณวุฒิทางรัฐศาสตร์ 3 คน
สำหรับที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จากสัดส่วนของตุลาการทั้งหมด 15 คน จะเห็นได้ว่า มาจากการคัดเลือกโดยฝ่ายตุลาการเอง 7 คน (ศาลฎีกา 5 คน ศาลปกครองสูงสุด 2 คน)
ขณะที่อีก 8 คน ในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ พรรคการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชนมีส่วนในการคัดเลือกด้วย ดังจะเห็นได้จากการมี คณะกรรมการสรรหาโดยเฉพาะ ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา คณบดีนิติศาสตร์ คณบดีรัฐศาสตร์ ผู้แทนพรรคการเมืองกลุ่มละ 4 คน ทำหน้าที่คัดเลือกเพื่อเสนอให้วุฒิสภา (ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด) ให้ความเห็นชอบ ดังนั้น จะเห็นว่า "อำนาจของสถาบันการเมืองจากการเลือกตั้งในขั้นตอนให้ความเห็นชอบ จำกัดอยู่เฉพาะในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น"
- รัฐธรรมนูญปี 2550 (กำเนิดภายหลังรัฐประหาร 2549) -- มีตุลาการ 9 คน มาจากศาลฎีกา 3 คน ศาลปกครองสูงสุด 2 คน ผู้ทรงคุณวุฒิทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ 4 คน
รศ.ดร.สมชาย จำแนกให้เห็นว่า ในรัฐธรรมนูญปี 2550 มีสัดส่วนของ “ผู้พิพากษาอาชีพ” ทั้งสิ้น 5 คน (ศาลฎีกา 3 คน ศาลปกครองสูงสุด 2 คน) ซึ่งเป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่งจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด 9 คน เป็นสัดส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ "ผู้พิพากษาอาชีพ" ไม่ใช่เสียงข้างมาก เพราะมีจำนวน 7 คน จากจำนวนตุลาการทั้งหมด 15 คน
จากสัดส่วนของ “ผู้พิพากษาอาชีพ” ที่เพิ่มขึ้นนี้ รศ.ดร.สมชาย จึงชี้ว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 "ได้ปรับเปลี่ยนให้อำนาจของฝ่ายตุลาการเหนือองค์กรอิสระ ขยายตัวเพิ่มขึ้นเหนือศาลรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน"
ส่วนขั้นตอนการให้ความเห็นชอบ วุฒิสภา (มาจากการเลือกตั้ง 76 คน, สรรหา 74 คน) เป็นผู้ให้ความเห็นชอบในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ

ที่มาของภาพ, STR/AFP/Getty Images
- รัฐธรรมนูญปี 2560 (กำเนิดภายหลังรัฐประหาร 2557) -- มีตุลาการ 9 คน มาจากศาลฎีกา 3 คน ศาลปกครองสูงสุด 2 คน แต่ปรับเปลี่ยนผู้ทรงคุณวุฒินิติศาสตร์และรัฐศาสตร์เหลือ 2 คน เพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิจากข้าราชการระดับสูง 2 คน
นักนิติศาสตร์ จากสำนัก มช. ชี้ว่า สัดส่วนของตุลาการทั้งจำนวนผู้พิพากษาอาชีพ การลดผู้ทรงคุณวุฒิ แต่เพิ่มข้าราชการระดับสูงเข้ามาแทน "สะท้อนให้เห็นการกลับฟื้นคืนมาของระบอบอำมาตยาธิปไตยในศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหากรวมจำนวนของผู้พิพากษาอาชีพและผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากระบบราชการแล้ว ก็จะกลายเป็นเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด"
ส่วนขั้นตอนการให้ความเห็นชอบเป็นอำนาจของวุฒิสภา (สว.) ซึ่ง สว. จากรัฐธรรมนูญปี 2560 "ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับประชาชนแต่อย่างใด" เพราะมาจากระบบสรรหาทั้งหมด และในระยะแรกของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ สว. "ชุดเฉพาะกาล" มาจากการแต่งตั้งที่อยู่ภายใต้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
2549 กำเนิด "ตุลาการภิวัตน์" ของฝ่ายตุลาการ
เหตุการณ์เกี่ยวกับบทบาทฝ่ายตุลาการครั้งสำคัญที่นักกฎหมายมหาชนและนักรัฐศาสตร์ให้ความสนใจ คือ การกำเนิดขึ้นของ "ตุลาการภิวัตน์" ซึ่งใช้อธิบายบทบาทของตุลาการ ภายหลังจากพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2549 ของรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมอบให้แก่ผู้พิพากษาประจำศาลและตุลาการศาลปกครองสูงสุด ในวาระถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่ง
เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อ.รัฐศาสตร์ จุฬาฯ เคยเขียนเรื่องนี้ไว้ว่า จุดกำเนิดของตุลาการภิวัตน์มาจาก ความสิ้นหวังของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในช่วงปี 2548 ที่เห็นว่า "กลไกการเมืองปกติ" ถูกนายทักษิณ ครอบงำจนหมดสิ้น ทั้งจากวุฒิสภาและองค์กรอิสระ ขณะที่ "ศาลรัฐธรรมนูญแทบจะปฏิเสธการเข้าไปตรวจสอบรัฐบาลโดยสิ้นเชิง" ทำให้แรงกดดันในการหาองค์กรที่ออกมาแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ตกไปอยู่ที่ทหารและองค์กรศาล
หลังจากพระราชดำรัส 25 เม.ย. 2549 ประธานทั้ง 3 ศาล ได้มาประชุมร่วมกัน ก่อนมีแถลงการณ์ ที่มีใจความสำคัญว่า การดำเนินการของแต่ละศาลยึดหลักความเป็นอิสระ ให้ดำเนินการไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายด้วยความสุจริตยุติธรรม

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY IMAGES
เข็มทองชี้ว่า แถลงการณ์ฉบับนี้สำคัญมาก เพราะถึงแม้จะไม่ระบุว่าเป็นคดีความใด แต่ในบริบททางการเมือง หมายถึงเรื่องการเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2549 ที่พรรคฝ่ายค้านไม่ลงเลือกตั้ง และพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งหลายข้อ
ในทัศนะของเข็มทองมองว่า "คำประกาศดังกล่าวจึงเป็นจุดเปลี่ยนศาล จากองค์กรระงับข้อพิพาทที่ต้องตั้งรับ (passive) กลายเป็นองค์กรเชิงรุก (active) และเปลี่ยนจากองค์กรกฎหมายกลายเป็นองค์กรการเมือง"
นักวิชาการคนสำคัญที่ออกมาอธิบายเรื่อง "ตุลาการภิวัตน์" ในเวลานั้น คือ รศ.ธีรยุทธ บุญมี ที่แสดงทัศนะในเวลานั้นว่า พระราชดำรัสครั้งนี้เป็น "พระราชวิสัยทัศน์ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง" และเน้นว่ากระบวนการดังกล่าว "เป็นส่วนหนึ่งในกระแสที่ปรากฏขึ้นเหมือนกับหลายประเทศที่ต้องเผชิญปัญหาจากระบอบประชาธิปไตย"
ในทัศนะของ รศ.ดร.สมชาย มองว่างานเขียนชิ้นนี้ของธีรยุทธ "ได้ให้คำอธิบายต่อพระราชดำรัสว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อกระบวนการตุลาการภิวัตน์" และชี้ว่า "อิทธิพลทางแนวคิดของธีรยุทธ ในการตีความหมายพระราชดำรัสและเชื่อมโยงมาถึงบทบาทของฝ่ายตุลาการได้ส่งผลกระทบอย่างมาก ดังจะพบว่า ตุลาการภิวัตน์ได้กลายเป็นกระแสการเคลื่อนไหวที่สำคัญในสังคมไทยนับจากนั้นเป็นต้นมา"
ศาลรัฐธรรมนูญ หลังเกิดตุลาการภิวัตน์
หลังจากมีพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 ตามด้วยแถลงการณ์ของ 3 ศาลไม่นาน ศาลปกครองสูงสุดก็มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการเลือกตั้งซ่อมใน 9 จังหวัด และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งเป็นโมฆะด้วยเหตุทุจริตหลายข้อ ก่อนที่การเมืองจะเกิดสุญญากาศ ตามด้วยการรัฐประหารในเดือน ก.ย. ปีเดียวกัน (2549)
แต่กระนั้น การรัฐประการปี 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นผลให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดเก่าหมดวาระลงไปด้วย แต่คณะรัฐประหารก็ตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดใหม่ 9 คน ซึ่งเป็นชุดที่วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยและอีก 2 พรรคการเมืองในปี 2550
หลังจากปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัตน์” ดำเนินมามากกว่า 1 ทศวรรษ รศ.ดร.สมชายชี้ว่า “บทบาทที่เด่นชัดของฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญ เป็นที่ประจักษ์ชัดในการแสดงบทบาททางการเมือง แต่กลับไม่มีคำวินิจฉัยที่วาง 'บรรทัดฐานใหม่' เกี่ยวกับการรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้เกิดขึ้นอย่างเด่นชัดแต่อย่างใด" ดังที่ธีรยุทธ บุญมี เสนอไว้ในงานเขียน

ที่มาของภาพ, Getty Images
รศ.ดร.สมชาย ยังชี้ให้เห็นบทบาทการตรวจสอบอำนาจของสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งด้วยว่า กระบวนการ "ตุลาการภิวัตน์" ในสังคมไทย มีความแตกต่างไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนกับต่างประเทศเพราะ “อำนาจกำกับและตรวจสอบจะมุ่งจัดการกับนักการเมือง/พรรคการเมืองที่เป็นเสียงข้างมากเป็นสำคัญ ปฏิบัติการขององค์กรอิสระในหลายกรณีล้วนทำให้เกิดคำถามและข้อโต้แย้งได้อย่างกว้างขวาง ขณะที่หากเป็นนักการเมือง/พรรคการเมืองที่เป็นเสียงข้างน้อยก็แทบมิได้ถูกทำให้ระคายเคืองแม้แต่น้อย"
เห็นได้ชัดว่า ทัศนะทางวิชาการของนักนิติศาสตร์ มช. ดังกล่าว เป็นคำอธิบายต่อคดียุบพรรคการเมืองหลายพรรคที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ตลอดจนการตัดสิทธินักการเมือง หรือระงับยับยั้งนโยบายของฝ่ายบริหาร สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ขยายอำนาจศาลออกไปอย่างกว้างขวางขึ้น
การยุบพรรคการเมืองในช่วงปี 2550-2557 โดยศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นทั้งสิ้น 6 พรรค ล้วนแล้วแต่เป็นพรรคการเมืองของกลุ่มอำนาจที่ถูกรัฐประหารในปี 2549 ตั้งแต่การยุบพรรค ไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย จากข้อกล่าวหาจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง เมื่อปี 2550 การยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย จากคดีถูกกล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง ในปี 2551 แต่ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกร้องว่ากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในปี 2551 กลับรอดพ้นจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ระหว่างการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 (2550-2557) คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยังมีผลให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง 3 คน ได้แก่ สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์ (พ้นจากตำแหน่งกรณียุบพรรคพลังประชาชน) และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นตำแหน่งรักษาการนายกฯ จากการย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
ศาลรัฐธรรมนูญ หลังรัฐธรรมนูญ 2560
กลไกของศาลรัฐธรรมนูญ ยังดำเนินต่อเนื่องมา ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2560 รวมไปทั้งกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองที่เขียนขึ้นใหม่อย่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ปี 2560
ทั้งหมดเป็นกฎหมายที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากการรัฐประหารปี 2557
คดีสำคัญในช่วงเวลานี้ เปลี่ยนเป้าหมายจากพรรคการเมืองที่สืบทอดจากนายทักษิณ ชินวัตร มาเป็นพรรคเกิดใหม่อย่างพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่เพิ่งก่อตั้งในปี 2561 และประกาศภารกิจสำคัญพาคนไทยออกจาก "ระบอบเผด็จการ"
คดีแรกเริ่มจาก คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พ้นสภาพ ส.ส. จากกรณีถือหุ้นสื่อ ในปี 2562 ตามด้วยคำวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ ในปี 2563 และตัดสิทธิ กก.บห. เป็นเวลา 10 ปี จากคดีเงินกู้ ซึ่งเป็นโทษที่เพิ่มขึ้นจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ระบุการเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งไว้เพียง 5 ปี เท่านั้น

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
กระบวนการทางกฎหมายที่ถูกนำมาใช้กับพรรคอนาคตใหม่ ในห้วงปี 2562-2563 ทำให้ ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรค อนค. และนักกฎหมายมหาชน ให้คำนิยามว่าเป็น "นิติสงคราม" อันหมายถึง "การกำจัดศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามที่ต่อต้านรัฐหรือรัฐบาลโดยใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ"
เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง นักกฎหมายจากจุฬาฯ ได้เขียนบทความเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยว่า ปรากฏการณ์ "ตุลาการภิวัตน์" ที่ดำเนินมากว่าทษวรรษ บัดนี้กลายมาเป็น "นิติสงคราม" ดังคำกล่าวของปิยบุตร แต่ได้เสนอเพิ่มเติมว่า "นิติสงครามเป็นขั้นกว่าของตุลาการภิวัตน์" ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกัน “อย่างเป็นระบบ” ของสื่อ มวลชนปีกขวา และกลไกของรัฐธรรมนูญจำนวนหนึ่ง
"นี่ไม่ใช่เรื่องของสถาบันตุลาการอย่างเดียวแล้ว แต่ตุลาการเป็นแค่องคาพยพหนึ่งของเครื่องจักรสงครามขนาดใหญ่ที่กำลังเข้าปะทะกับประชาธิปไตย" เข็มทอง เขียนไว้ในบทความ จาก ‘ตุลาการภิวัตน์’ ถึง ‘นิติสงคราม’ : สงครามไม่มีวันแล้วเสร็จของปีกขวาไทย

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
นักกฎหมายอีก 2 สำนัก ยังวิเคราะห์บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ต่อการวินิจฉัยสถานะการเป็นนายกฯ 8 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ ของศาลรัฐธรรมนูญในปี 2565 ว่าเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยของไทย
รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า คำวินิจฉัยวาระ 8 ปี "ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นร้ายแรงที่สุดทั้งในทางการเมืองและในทางกฎหมายว่า ความพยายามใด ๆ ในการฟื้นฟูประชาธิปไตยในสังคมไทยที่กำลังเกิดขึ้น หรือจะเกิดขึ้นในอนาคตมีแนวโน้มที่จะประสบกับความล้มเหลวซ้ำซากด้วยอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ"
ส่วน รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล มองว่า การตีความวาระการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ ของศาลรัฐธรรมนูญมี “แนวทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และแนวทางนี้พยายามจะตีความกฎหมายให้ผู้นำที่ไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตยอย่างการรัฐประหาร สามารถอยู่ในอำนาจได้เรื่อย ๆ"
ทั้งหมดคือ บทบาททางการเมืองของศาลรัฐธรรมนูญที่ดำเนินมาเกือบสองทศวรรษ นับจากการเกิดขึ้นของ “ตุลาการภิวัตน์” ในสังคมไทย
หมายเหตุ: เรียบเรียงข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือ "เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" รวมบทความว่าด้วยตุลาการภิวัตน์ ตุลาการพันลึก และตุลาการธิปไตย ระหว่างปี 2560-2562 ของสมชาย ปรีชาศิลปกุล(สำนักพิมพ์ Book scape, 2562), บทความ จาก ‘ตุลาการภิวัตน์’ ถึง ‘นิติสงคราม’ : สงครามไม่มีวันแล้วเสร็จของปีกขวาไทย ของเข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง เว็บไซต์ 101 world

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี 2550
ยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธินักการเมือง
- 2550 ยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย ข้อกล่าวหาจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง กก.บห. ทั้ง 3 พรรค รวม 111 คน นาน 5 ปี /ยกคำร้องที่ขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกกล่าวหาว่าปราศรัยใส่ร้ายพรรคเพื่อไทย (ตุลาการรัฐธรรมนูญจากการแต่งตั้งของ คปค. หลังรัฐประหาร 2549)
- 2551 ยุบพรรคพลังประชาชน ตัดสิทธิ กก.บห. 37 คน เป็นเวลา 5 ปี / ยุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง สั่งยุบพรรค ตัดสิทธิ กก.บห. รวม 109 คน (ศาลรัฐธรรมนูญ จากการจัดตั้งรัฐธรรมนูญ 2550)
- 2562 ยุบ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กรณีเสนอสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ เป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรค ตัดสิทธิ กก.บห. 13 คน เป็นเวลา 10 ปี
- 2563 ยุบ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กรณีธนาธร ปล่อยเงินกู้ให้พรรค ตัดสิทธิ กก.บห. 16 คน เป็นเวลา 10 ปี
เอานายกฯ ออกจากตำแหน่ง
- 2551 สมัคร สุนทรเวช พ้นตำแหน่งนายกฯ กรณีเป็นลูกจ้างรายการทำอาหาร "ชิมไปบ่นไป"
- 2551 สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นตำแหน่งนายกฯ กรณีคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน ตัดสิทธิ กก.บห. (นายสมชายเป็นหนึ่งใน กก.บห.)
- 2557 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งรักษาการนายกฯ จากการย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากเลขาธิการ สมช.
ระงับการเข้าทำสัญญาของรัฐบาลและระงับนโยบายของรัฐบาล
- 2551 วินิจฉัยให้แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เรื่องการแก้ไขข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร ขัดรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่า เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
- 2557 วินิจฉัยให้ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อจัดทำโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ยุครัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ขัดรัฐธรรมนูญ
สั่งยุติการกระทำ
- 2564 ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 เป็นการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข











