มติศาลรัฐธรรมนูญ 8:1 ชี้ พิธา “ถือหุ้นไอทีวี” แต่ไม่พ้น สส. เพราะไม่ถือเป็นสื่อ

ที่มาของภาพ, Reuters
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บอกว่า “รู้สึกเฉย ๆ ปกติ” ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 ว่าเขาเป็นผู้ถือหุ้นไอทีวีในวันสมัครรับเลือกตั้ง แต่ไม่พ้นสมาชิกภาพ สส. เนื่องจากบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ประกอบกิจการหรือมีรายได้จากกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลา 40 นาทีในการออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัย เรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ สส. ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบกับมาตรา 98 (3) หรือไม่ จากกรณีถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ อยู่ในวันสมัครรับเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ เมื่อ 4 เม.ย. 2566
ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า “การถือหุ้นเพียงหุ้นเดียว ย่อมเป็นการถือหุ้นตามความหมายในรัฐธรรมนูญแล้ว แม้ผู้ถือหุ้นจะไม่มีอำนาจบริหารหรือครอบงำกิจการก็ตาม” และเห็นว่า นายพิธาเป็นผู้ถือหุ้นไอทีวีตั้งแต่ 5 ก.ย. 2550 เมื่อพิจารณาจากข้อพิรุธหลายประการ ยังฟังไม่ได้ว่า "ผู้ถูกร้องทำสัญญาโอนหุ้นดังกล่าวจริง"
อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า ไอทีวีไม่มีคลื่นความถี่ ไม่มีรายได้จากการทำสื่อ และยังไม่มีแผนจะกลับมาทำสื่อ
“ณ วันที่ผู้ถูกร้องสมัครรับเลือกตั้ง สส. บริษัทไอทีวีไม่ได้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใด ๆ การถือหุ้นไอทีวีของผู้ถูกร้อง (นายพิธา) จึงไม่ทำให้มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) สมาชิกภาพของ สส. ของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ” คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุตอนหนึ่ง
สำหรับตุลาการเสียงข้างน้อย 1 คนที่เห็นว่า สมาชิกภาพ สส. ของนายพิธาสิ้นสุดลงคือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่
อ่านรายละเอียดคำวินิจฉัยเต็มได้จาก สรุปข้อโต้แย้ง พิธา กับ 3 ประเด็นหลักจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ “คดีหุ้นไอทีวี”

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เตือนให้ความเห็นผ่านสื่อ "ไม่เหมาะสม-ชี้นำ-กดดันศาล"
ก่อนศาลเริ่มต้นอ่านคำวินิจฉัย นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวชี้แจงให้คู่กรณีทราบใน 2 ประเด็นคือ
- คดีนี้ ผู้ถูกร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหา 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน รวม 60 วัน ซึ่งศาลอนุญาต ความจริงแล้วคดีนี้ควรเสร็จก่อน 60 วันที่แล้ว “อันนี้ทำความเข้าใจทั่วกัน ไม่ใช่ศาลล่าช้า”
- ศาลขอแจ้งให้คู่กรณีทราบว่า การไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีในสื่อต่าง ๆ นั้น “ถือว่าเป็นการไม่สมควรและไม่เหมาะสม เพราะการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะบวกลบเกี่ยวกับคดีก่อนศาลวินิจฉัยอาจจะเป็นการชี้นำ เป็นการกดดันศาล เพราะฉะนั้นการกระทำอย่างนี้ถือว่าไม่เหมาะสม ก็ขอเตือนไว้ด้วย”
คดีนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพ สส. ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบกับมาตรา 98 (3) หรือไม่ จากกรณีถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ อยู่ในวันสมัครรับเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ เมื่อ 4 เม.ย. 2566
รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 มาตรา 42 (3) กำหนดห้ามมิให้ผู้สมัคร สส. "เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
พิธา วัย 43 ปี หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. มากว่า 6 เดือนแล้ว นับจาก 19 ก.ค. 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้รับคำร้อง “คดีถือหุ้นไอทีวี” ไว้พิจารณา และยังเป็นวันเดียวกับการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เป็นครั้งที่ 2
แม้พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลในขณะนั้น มีความพยายามจะเสนอชื่อ พิธา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ก.ก. ให้ สส. และ สว. โหวตอีกครั้ง หลังจากได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำตามรัฐธรรมนูญในการโหวตเลือกนายกฯ รอบแรกเมื่อ 13 ก.ค. 2566
แต่เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาตีความว่าทำไม่ได้ เพราะถือเป็น “ญัตติซ้ำ” ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 ในเมื่อชื่อของนายพิธาถูกโหวตคว่ำไปแล้ว จึงไม่สามารถเสนอชื่อเดิมให้สมาชิกรัฐสภาโหวตซ้ำเป็นรอบที่ 2 ได้
แกนนำพรรค ก.ก. เชื่อว่า มีความพยายาม “ฟื้นคืนชีพไอทีวี” ให้กลับมาเป็นสื่อมวลชน เพื่อสกัดกั้นการจัดตั้งรัฐบาลของก้าวไกล
พิธาบอก “รู้สึกเฉย ๆ” หลังฟังคำตัดสินศาล
เวลาราว 14.45 น. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน หลังได้กลับมาเป็น สส. เต็มขั้น โดยบอกว่า “รู้สึกเฉย ๆ ปกติ จะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป โดยเฉพาะภารกิจแรก คือ การแถลงแผนงานประจำปีของพรรคก้าวไกล”
ส่วนจะได้กลับเข้าสภาเมื่อไหร่นั้น ต้องให้วิปเข้าหารือกับประธานสภา เพื่อกำหนดวันให้เดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่เสียก่อน แต่หากได้กลับเข้าสภาเมื่อไหร่ “จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ให้สมกับที่รอคอย”
ต่อข้อถามถึงคำเตือนของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการให้สัมภาษณ์สื่อถึงคดีความที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาว่าไม่เหมาะสม นายพิธา ชี้แจงว่า “ระมัดระวังมาโดยตลอด” และการให้สัมภาษณ์สื่อ ก็เพื่อชี้แจงข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อนเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จะกลับไปเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกลเหมือนเดิมหรือไม่ นายพิธาตอบว่า ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ เพราะคณะกรรมการบริหารพรรคมีอายุงาน 4 ปี แต่ย้ำว่า ตนเอง “ยังมีรายชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” อยู่ และในวันที่ 31 ม.ค. ก็จะเดินทางมารับฟังคำพิพากษาคดี “ล้มล้างการปกครอง” ด้วย
ก่อนฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ นายพิธากล่าวว่า “มั่นใจในความบริสุทธิ์” และ “ไม่มี” ความกังวลใจ
เขายังใช้โอกาสนี้กล่าวขอบคุณประชาชนและสมาชิกพรรคที่คอยให้กำลังใจ รวมถึงทีมกฎหมายของพรรคที่ทำงานอย่างหนัก ไม่ว่าผลจะออกมาในทางเป็นคุณหรือโทษ ก็ยังจะทำงานรับใช้ประชาชนตามเดิม โดยเตรียมแถลงโรดแมปของพรรค ก.ก. ที่จะดำเนินการตลอดทั้งปี และในวันพรุ่งนี้ (24 ม.ค.) ก็จะพบกับแขกจากต่างประเทศ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์นี้ (27-28 ม.ค.) จะลงพื้นที่พบปะประชาชน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS Pix
รอง ปธ.สภา ยืนยัน พิธา กลับเข้าสภาได้ทันที
เวลา 15.30 น. สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แก้ไขตัวเลขหน้าจอถ่ายทอดสดการประชุมสภา โดยจำนวน สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้กลับมาเป็น 500 คนเต็ม จากที่ก่อนหน้านี้ลดลงเหลือ 499 คน ในระหว่างนายพิธาถูกยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม กล่าวชี้แจงว่า หลังจากทางสภาได้ทราบข่าวเรื่องคำวินิจฉัยสมาชิกภาพ สส. ของนายพิธา ได้ตรวจสอบกับฝ่ายเลขาธิการสภาแล้ว โดยเป็นที่แน่ชัดว่า “คำวินิจฉัยของศาลมีผลตั้งแต่หลังอ่านคำวินิจฉัย ไม่จำเป็นที่จะต้องรอเอกสาร” แต่อย่างไรก็ดีเพื่อความสมบูรณ์ ก็ต้องทำให้ครบถ้วนตามธุรการ ซึ่งทางเลขาธิการสภาจะติดตามจนกว่าจะได้หนังสือ แล้วคงต้องถามว่าเพราะอะไรถึงจะมีความล่าช้า แตกต่างกันกับช่วงที่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

ที่มาของภาพ, Reuters











