มนุษย์ใกล้จะทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อยได้จริงหรือยัง ?

บริษัททำเหมืองแร่หลายแห่งอ้างว่า โครงการขุดเจาะโลหะบนดาวเคราะห์น้อยใกล้จะเป็นจริงแล้ว แต่มีน้อยคนที่จะเชื่อเช่นนั้น

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บริษัททำเหมืองแร่หลายแห่งอ้างว่า โครงการขุดเจาะโลหะบนดาวเคราะห์น้อยใกล้จะเป็นจริงแล้ว แต่มีน้อยคนที่จะเชื่อเช่นนั้น
    • Author, จอช ซิมส์
    • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

เมื่อสามสิบปีที่แล้ว รายการเชิงวิทยาศาสตร์ "โลกของวันพรุ่งนี้" (Tomorrow's World) ของบีบีซี ได้ทำนายสภาพการณ์ของโลกอนาคตในปี 2025 ไว้หลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือการคาดการณ์ที่เชื่อมั่นว่า มนุษย์จะสามารถทำเหมืองแร่ขุดเจาะโลหะมีค่าจากดาวเคราะห์น้อย ที่ล่องลอยไปมาในห้วงอวกาศได้สำเร็จภายในปีดังกล่าว

แม้ปัจจุบันความฝันที่ชาวโลกจะสามารถบินไปทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อย จะยังไม่ปรากฏเป็นจริงดังคำทำนาย แต่บริษัทสตาร์ตอัปหลายแห่งที่มีโครงการดำเนินธุรกิจค้นหาสินแร่จากนอกโลก ต่างยืนยันว่าพวกเขาจะเริ่มลงมือทำกิจกรรมดังกล่าวได้ในไม่ช้านี้ ภายในกำหนดเวลาที่เร็วกว่าการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญหลายคน

ผู้ก่อตั้งบริษัท "แอสโตรฟอร์จ" (AstroForge) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าบริษัทของเขาจะเป็นรายแรก ที่ได้ลงมือทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อย โดยเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้ส่งยานสำรวจ "โอดิน" (Odin) มูลค่า 6.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นสู่ห้วงอวกาศไปกับจรวดฟอลคอน 9 ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ที่ทะยานขึ้นจากศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดา โดยเชื่อมั่นว่าในอีก 9 วันต่อมา ยานโอดินจะเคลื่อนผ่านดวงจันทร์และเข้าสู่เส้นทางมุ่งหน้าไปยังห้วงอวกาศลึกได้ตามแผน

แต่เคราะห์ร้ายที่ยานโอดินเกิดปัญหาด้านการติดต่อสื่อสารที่ร้ายแรง จนไม่อาจทราบพิกัดตำแหน่งและความเคลื่อนไหวที่แน่นอนได้ อย่างไรก็ตาม ศูนย์ควบคุมของแอสโตรฟอร์จบนพื้นโลกยังคงพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวอยู่ในตอนนี้ พวกเขาได้แต่หวังว่า ปัจจุบันยานโอดินได้เข้าสู่เส้นทางที่กำหนดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และจะใช้เวลาเดินทาง 9 เดือน มุ่งหน้าไปยังดาวเคราะห์น้อย 2022 OB5 ซึ่งได้รับการคัดเลือกมาเป็นอย่างดีว่าอาจมีแร่ธาตุที่มนุษย์ต้องการอยู่มหาศาล

ดาวเคราะห์น้อย 2022 OB5 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 8 ล้านกิโลเมตร และยานโอดินจะบินเฉียดผ่านหินอวกาศก้อนดังกล่าว เพื่อใช้เซนเซอร์ตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบแร่ธาตุที่มีอยู่ แม้มีความเป็นไปได้สูงว่า แอสโตรฟอร์จจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางเทคนิคของยานโอดินได้ แต่แมตต์ เกียลิช ชายผู้ก่อตั้งแอสโตรฟอร์จ ซึ่งมีกำลังใจเปี่ยมล้นและชอบสบถสาบานจนติดปาก ยังคงยึดมั่นกับคำขวัญที่ว่า "ไปถึงให้เร็ว แล้วทุบหินให้แตกซะ"

เกียลิชบอกว่า ทีมงานของเขาคาดการณ์อยู่ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะมีอุปสรรคมากมาย ภารกิจของยานโอดินในครั้งนี้ให้บทเรียนล้ำค่ากับแอสโตรฟอร์จ แม้ศูนย์ควบคุมจะติดต่อกับยานไม่ได้อีกเลยก็ตาม "เรายังต้องล้มลุกคลุกคลานเหมือนเด็กหัดเดิน และมันจะเป็นเช่นนั้นต่อไปอีกหลายครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องเริ่มลงมือทำจริงเสียที คุณต้องลองทำดูเสียก่อน" เกียลิชกล่าว

ในปีหน้าแอสโตรฟอร์จมีแผนการจะส่งยานสำรวจออกไปอีกลำ และหลังจากนั้นพวกเขามีแผนจะพัฒนาวิธีขุดเจาะทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก เพื่อค้นหาโลหะมีค่าที่มีความเข้มข้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุในกลุ่มทองคำขาวหรือแพลทินัม (Pt) ซึ่งจำเป็นยิ่งยวดต่อการผลิตเซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell) และใช้ในเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากปัจจุบันการขุดหาแร่ธาตุกลุ่มนี้บนโลกทำได้ยากขึ้นและมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งยังนำไปสู่ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม, ปัญหาสังคม, หรือแม้กระทั่งปัญหาการเมืองระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์ด้วย

ยานโอดิน (Odin) ของบริษัทแอสโตรฟอร์จ (AstroForge) ก่อนถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศด้วยจรวดฟอลคอน 9 พร้อมกับยานสำรวจดวงจันทร์ IM-2 ของบริษัท Intuitive Machines

ที่มาของภาพ, SpaceX

คำบรรยายภาพ, ยานโอดิน (Odin) ของบริษัทแอสโตรฟอร์จ (AstroForge) ก่อนถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศด้วยจรวดฟอลคอน 9 พร้อมกับยานสำรวจดวงจันทร์ IM-2 ของบริษัท Intuitive Machines

เกียลิชคาดว่าการทดสอบส่งยานสำรวจครั้งต่อไป ซึ่งจะมีขึ้นอีกหลายครั้งตลอดช่วงสิบปีข้างหน้า จะช่วยเปิดทางให้แอสโตรฟอร์จสามารถนำโลหะมีค่ากลับมาจากดาวเคราะห์น้อยได้ ซึ่งในเบื้องต้นอาจมีปริมาณเพียงไม่กี่กรัม แต่ในที่สุดก็จะสามารถไปถึงขั้นขุดเจาะและนำกลับมาได้หลายกิโลกรัม เมื่อโครงการเหมืองแร่อวกาศก้าวหน้าไปมากขึ้น นอกจากนี้ดาวเคราะห์น้อยที่เป็นเป้าหมาย ก็อาจเปลี่ยนไปเป็นหินอวกาศที่มีขนาดใหญ่โตขึ้นกว่าเดิม จากดาวเคราะห์น้อยที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่กี่เมตร ก็อาจก้าวกระโดดไปสู่ระดับเส้นผ่านศูนย์กลางถึงครึ่งกิโลเมตรได้

เกียลิชคาดว่าการขุดเจาะครั้งแรก ๆ อาจยังไม่สามารถทำเงินหรือสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้มากนัก แต่สิ่งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของแร่ธาตุที่ขุดขึ้นมาได้ด้วย ตัวอย่างเช่นโรเดียม (Rh) เพียงหนึ่งกิโลกรัม ก็มีมูลค่าถึงเกือบ 6,200,000 บาทแล้วในปัจจุบัน

แม้จะฟังดูเหมือนว่า การทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อยนั้นมีอนาคตที่สดใส แต่วิกเตอร์ เวสโคโว หนึ่งในนักลงทุนรายหลักของแอสโตรฟอร์จ และนักสำรวจผจญภัยผู้ดำดิ่งลงถึงก้นมหาสมุทรทั้งห้าเป็นคนแรกของโลก ด้วยยานดำน้ำที่เขาสร้างขึ้นเองเมื่อปี 2019 กลับมองว่าอุปสรรคใหญ่ทางเทคนิคของเรื่องนี้ อยู่ที่การพัฒนาเครื่องมือทางวิศวกรรมเพื่อขุดเจาะทำเหมืองแร่ในอวกาศขึ้นมาให้ได้ต่างหาก

"แค่เอาโลหะไม่กี่ไมโครกรัมกลับมายังโลก เพียงเพื่ออวดให้ผู้คนเห็นว่ามันทำได้จริง หลังจากนั้นค่อยเพิ่มปริมาณการผลิตขึ้นไปเรื่อย ๆ ถือเป็นแผนการที่ออกจะง่ายและหยาบเกินไปอยู่สักหน่อย หากจะทำให้โครงการเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อยเป็นจริงขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ เราอาจต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษ แต่มันก็แค่ปัญหาคณิตศาสตร์เท่านั้นเอง" เวสโคโวกล่าว

นักสำรวจตัวยงผู้นี้ยังชี้ให้เห็นว่า การนำตัวอย่างหินและวัสดุอื่น ๆ จากดาวเคราะห์น้อยกลับมายังโลกนั้น องค์การอวกาศของรัฐในหลายประเทศสามารถทำได้นานแล้ว เช่นภารกิจของยานฮายาบุสะ 1 และ 2 ขององค์การสำรวจอวกาศแห่งญี่ปุ่น (JAXA) ซึ่งทำสำเร็จในปี 2005 และ 2014 ตามลำดับ ส่วนยานโอไซริส-เร็กซ์ ขององค์การนาซานั้น ได้นำตัวอย่างหินและฝุ่นละอองจากดาวเคราะห์น้อยกลับมายังโลกในปี 2020

เวสโคโวมองว่าการทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อย ก็เหมือนกับโครงการวิทยาศาสตร์ที่ดูฝันเฟื่องจำนวนมาก ซึ่งจะปรากฏเป็นจริงก็ต่อเมื่อค้นพบเทคโนโลยีที่ทำได้นั่นเอง ไม่ต่างจากการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องบินของสองพี่น้องตระกูลไรต์ ซึ่งต้องเผชิญปัญหาและฝ่าฟันอุปสรรคทางเทคนิคมากมาย

รองศาสตราจารย์เอียน แลงก์ จากสำนักวิชาการเหมืองแร่แห่งโคโลราโด (CSM) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านวิศวกรรมเหมืองแร่ที่มีหลักสูตรเกี่ยวกับทรัพยากรแร่ธาตุในห้วงอวกาศ กล่าวเตือนว่าในปัจจุบัน มนุษย์เราทำได้เพียงคาดการณ์เท่านั้นว่าอาจเกิดปัญหาทางเทคนิคแบบใดขึ้นบ้าง หากลงมือขุดเจาะทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อยในสถานการณ์จริง การคำนวณหาวิธีให้ยานอวกาศแต่ละลำไปลงจอดบนดาวเคราะห์น้อยเป้าหมายได้นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ทว่าการลงมือขุดเจาะสินแร่ปริมาณมากนั้นจะทำกันอย่างไร หากไม่มีแรงโน้มถ่วงคอยยึดอุปกรณ์ขุดเจาะและคัดแยกแร่ธาตุ ให้ติดตรึงอยู่กับที่อย่างมั่นคง

"แท้จริงแล้วการทำเหมืองคือการแยกแร่ธาตุออกจากดินหิน แม้ฟังดูเรียบง่ายตรงตัว แต่กลับต้องใช้กระบวนการทางเคมีหรือการให้ความร้อนเข้ามาเสริมด้วย แรงโน้มถ่วงก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมี เพื่อให้แยกสิ่งที่เราต้องการออกจากสิ่งที่ไม่ต้องการได้" รศ.แลงก์กล่าวอธิบาย "การทำเช่นนั้นในห้วงอวกาศนับว่ายากเย็นกว่าบนโลกหลายเท่า ในขั้นนี้ยากที่จะบอกได้ว่า เทคโนโลยีการทำเหมืองแร่ที่เรามีอยู่แล้วจะนำไปใช้ในห้วงอวกาศได้เลย หรือต้องพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาทั้งหมด"

รศ.แลงก์ยังเล่าถึงประวัติความเป็นมาของโครงการทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อยว่า ก่อนถึงช่วงทศวรรษ 1980 เรื่องนี้ยังคงเป็นที่สนใจในวงจำกัดแค่ในหมู่นักวิชาการเท่านั้น แต่ต่อมาองค์การนาซาได้เริ่มระดมสมอง เพื่อหาวิธีรวบรวมทรัพยากรจากห้วงอวกาศมาใช้ประโยชน์ ทำให้แนวคิดนี้เริ่มแพร่ขยายออกไป พร้อมกับกระแสความสนใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมของผู้คนที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990 นับตั้งแต่นั้นบริษัทเอกชนหลายแห่งอย่าง Moon Express, Planetary Resources และ Deep Space Industries ได้เริ่มลงทุนกับการวิจัยเพื่อทำเหมืองแร่ในห้วงอวกาศ แต่ต้องประสบปัญหาค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงลิ่ว

จนถึงช่วงปลายทศวรรษ 2010 บริษัท Planetary Resources และ Deep Space Industries ได้ถูกเข้าซื้อกิจการและเปลี่ยนแผนการบริหาร โดยหันไปพัฒนาเทคโนโลยีด้านอื่นแทน ในตอนนั้นรศ.แลงก์เชื่อว่า อุปสรรคท้าทายทางธุรกิจและปัญหาด้านเทคโนโลยี จะเป็นสองปัจจัยหลักที่ทำให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อยเกิดขึ้นล่าช้า โดยอาจต้องรอไปอีกนานถึง 30 ปี

คำบรรยายวิดีโอ, ชมคลิปรายการ "โลกของวันพรุ่งนี้" (Tomorrow's World) ของบีบีซี ซึ่งออกอากาศในปี 1995 โดยทางรายการจำลองรายงานข่าวเกี่ยวกับเหมืองแร่ในห้วงอวกาศ ที่สมมติว่าได้เกิดขึ้นจริงในปี 2025

แต่ถึงกระนั้น นักสำรวจอย่างเวสโคโวกลับมองว่า ในช่วงไม่เกินสิบปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ปัจจุบันเรามีกล้องโทรทรรศน์ล้ำสมัยตัวใหม่ ๆ อย่างเช่นหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ วีรา ซี. รูบิน (Vera C. Rubin Observatory) ที่ประเทศชิลี ซึ่งก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จ จะทำให้การค้นหาและติดตามสำรวจดาวเคราะห์น้อยทำได้ง่ายขึ้น อุปกรณ์วิเคราะห์แสงและสเปกตรัมของกล้องโทรทรรศน์นี้ จะช่วยบ่งชี้ได้ว่าหินอวกาศก้อนใดที่มีศักยภาพในการทำเหมืองแร่ แม้จำนวนของดาวเคราะห์น้อยที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุล้ำค่ามีอยู่เท่าใดนั้น ยังคงเป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์กำลังถกเถียงกันอยู่ก็ตาม

ปัจจุบันคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ที่ทรงพลังในการคำนวณ สามารถเข้าถึงการใช้งานได้ง่ายขึ้นในวงกว้าง นอกจากนี้ อุปกรณ์สำหรับสร้างยานอวกาศยังหาซื้อได้ง่ายขึ้นในราคาที่ถูกลงสำหรับภาคเอกชน "ไม่นานมานี้ มีเพียงภาครัฐเท่านั้นที่สามารถทำเรื่องดังกล่าวและเข้าถึงเทคโนโลยีอวกาศได้ ซ้ำยังไม่สามารถใช้งานมันอย่างมีประสิทธิภาพ" โจเอล เซอร์เซล ผู้ก่อตั้งบริษัท TransAstra ผู้พัฒนาเทคโนโลยีหลากหลายแบบเพื่อการทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อย ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่นครลอสแอนเจลีสของสหรัฐฯ กล่าว

ในปีนี้ TransAstra มีกำหนดจะสาธิต "ถุงจับวัสดุ" ที่พองลมและยุบตัวลงได้เอง โดยจะทดสอบใช้งานด้วยการเก็บขยะอวกาศในวงโคจรโลกจากสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) "ตอนนี้เรามีภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจอวกาศกันอย่างคึกคัก ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้เหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อยเกิดขึ้นจริง ในเวลาอันสั้นและรวดเร็วกว่าที่หลายคนได้ทำนายไว้" เซอร์เซลกล่าว

ความก้าวหน้าด้านการขนส่งอวกาศ คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ผลักดันโครงการทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อยให้เป็นจริงได้ เพราะธุรกิจนี้จะมีต้นทุนที่ถูกลงและทำได้ง่ายขึ้น ด้วยการเปิดกว้างอุตสาหกรรมอวกาศให้แก่ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ และด้วยการใช้เทคโนโลยีล่าสุด ซึ่งสามารถนำจรวดขนส่งและยานอวกาศกลับมาใช้งานใหม่ได้อีกหลายครั้ง

"เมื่อ 15 ปีก่อน เราต้องใช้เงินถึง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อส่งของที่หนักเพียง 450 กรัม ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ แต่ตอนนี้เราเสียค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่พันดอลลาร์เท่านั้น" เวสโคโวกล่าว "และด้วยบริษัทอย่างสเปซเอ็กซ์รวมทั้งพาหนะอย่างยานสตาร์ชิป โอกาสที่ค่าใช้จ่ายจะลดลงเหลือเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์ อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว"

นีล เดอแกรสส์ ไทสัน นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ชื่อดัง เคยกล่าวว่าอภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยระดับหลายล้านล้านดอลลาร์คนแรก จะมาจากกลุ่มผู้ทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อย คำกล่าวนี้ทำให้เวสโคโวหัวเราะออกมาพร้อมกับกล่าวว่า "ผมหวังจริง ๆ ว่าเขาไม่ได้พูดผิด" เวสโคโวยังเชื่อด้วยว่า อย่างไรเสียการทำเหมืองแร่นอกโลกนั้นคือสิ่งจำเป็น หากต้องการหยุดยั้งอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่ล้างผลาญทรัพยากรและทำลายสิ่งแวดล้อมบนโลก

ด้านรศ.แลงก์ ยังคงกังขาว่า แผนธุรกิจของบริษัทแอสโตรฟอร์จจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะแม้การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทำเหมืองแร่ในห้วงอวกาศนั้นจะเป็นไปได้สูง แต่แผนธุรกิจที่มุ่งค้นหาโลหะในกลุ่มแพลทินัมโดยเฉพาะนั้นอาจไม่คุ้มค่า "โลกยังคงอุดมไปด้วยแร่ธาตุชนิดนี้ แม้มันจะจมอยู่ที่ก้นทะเลก็ตาม มนุษย์ยังมีวิธีการที่เป็นไปได้อยู่นับล้านหนทาง ที่จะเอาแร่ธาตุเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่ามันง่ายกว่าการออกไปขุดเจาะถึงนอกโลกมาก หากพวกเรายินยอมให้มีการทำเหมืองแร่ที่ก้นทะเลได้"

ตัวอย่างของอุกกาบาตหายากชนิดพัลลาไซต์ (pallasite meteorite) ซึ่งถูกค้นพบที่รัสเซียเมื่อปี 1967

ที่มาของภาพ, AstroForge

คำบรรยายภาพ, ตัวอย่างของอุกกาบาตหายากชนิดพัลลาไซต์ (pallasite meteorite) ซึ่งถูกค้นพบที่รัสเซียเมื่อปี 1967

แคทริน มิลเลอร์ นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ของสหราชอาณาจักร เห็นแย้งกับรศ.แลงก์ โดยเธอมองว่าการทำเหมืองแร่ในอวกาศ จะเป็นทางเลือกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการทำเหมืองแร่ในทะเลลึกบนโลก ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นเพียงข้อเสนอทางทฤษฎี แต่หลายฝ่ายเกรงกันว่ากำลังจะมีการออกกฎเกณฑ์ เพื่อควบคุมการทำเหมืองแร่หายากด้วยวิธีไถคราดพื้นก้นสมุทร ซึ่งอาจจะมีการอนุญาตให้ทำได้ในเร็ววันนี้

"แม้การทำเหมืองบนพื้นโลกนั้นใช่ว่าจะดี เพราะอาจไปทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และก่อเหตุสร้างความไม่เป็นธรรมทางสังคมได้ แต่การไล่เก็บโคบอลต์และทองแดงก้อนเล็ก ๆ จากพื้นก้นทะเล ก็ไม่ใช่เพียงแค่การคัดแยกแร่ธาตุที่ปะปนอยู่ในดินทรายเท่านั้น แต่มันคือการทำลายพื้นทะเลลงอย่างสิ้นเชิง" มิลเลอร์กล่าว

การขนส่งอวกาศที่เป็นพื้นฐานของการทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อยนั้น แน่นอนว่าสิ้นเปลืองพลังงานและก่อมลพิษอย่างมหาศาล แต่นั่นก็ยังถือว่าประหยัดพลังงาน และปล่อยคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกน้อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับการทำเหมืองแร่หายากบนพื้นโลก ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยปารีส-ซาเคลย์ ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในปี 2018 ชี้ว่าการทำเหมืองแพลทินัมบนดาวเคราะห์น้อย จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 150 กิโลกรัม ต่อผลผลิตแพลทินัม 1 กิโลกรัมที่ขุดเจาะมาได้ ในขณะที่การทำเหมืองแพลทินัมบนโลก จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 40,000 กิโลกรัม สำหรับผลผลิตในปริมาณที่เท่ากัน

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากธาตุแพลทินัมนั้นหาพบได้ยากมากบนโลก โดยมีอยู่เพียง 0.0005 ส่วนในล้านส่วนของเปลือกโลกชั้นบน แม้แต่เนื้อดินของเหมืองแร่ที่มีผลผลิตแพลทินัมสูงสุดในปัจจุบัน ก็มีแพลทินัมอยู่เพียง 5-15 ส่วนในล้านส่วนเท่านั้น

เดย์แนน ครูลล์ ผู้ก่อตั้งบริษัททำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อย Karmen+ มองว่าอนาคตที่แท้จริงของธุรกิจประเภทนี้ อยู่ที่การค้นหาทรัพยากรให้ได้มากพอต่อการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจในอวกาศ ซึ่งในประเด็นนี้องค์กรที่จัดการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (WEF) ได้ทำนายว่าระบบเศรษฐกิจใหม่ดังกล่าว จะมีมูลค่าสูงขึ้นจนแตะถึงระดับ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2035

เดอกานิต ไพโกว์สกี นักวิชาการจากสถาบันนโยบายด้านอวกาศ แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตันของสหรัฐฯ แสดงความเห็นว่า การทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อย อาจทำให้สมดุลอำนาจระหว่างประเทศกำลังพัฒนาที่มีทรัพยากรแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ กับประเทศพัฒนาแล้วที่มีเทคโนโลยีอวกาศระดับสูงเปลี่ยนแปลงไป ไพโกว์สกีแสดงความห่วงกังวลว่า การแย่งชิงผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในอวกาศ จะส่งผลสั่นคลอนเสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศของชาติต่าง ๆ ได้

"การขุดเจาะหาแร่ธาตุในอวกาศเพื่อใช้งานในอวกาศนั้น ถือเป็นประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่ง เพราะปัจจุบันชาติที่มีเทคโนโลยีสำรวจอวกาศชั้นนำ ต่างมุ่งเน้นการสร้างฐานที่มั่นหรืออาณานิคมถาวรนอกโลก ดังนั้นการทำเหมืองแร่ค้นหาทรัพยากรในอวกาศเพื่อนำมาใช้ที่นั่น จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้" ไพโกว์สกีกล่าว "แต่การนำทรัพยากรจากห้วงอวกาศกลับมาใช้กับระบบเศรษฐกิจบนโลกนั้น ถือว่าเป็นคนละเรื่องและเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป เพราะจะส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมากในหลายทางด้วยกัน"

ครูลล์กล่าวเสริมว่า แม้แร่ธาตุที่ผู้คนส่วนใหญ่สนใจจะค้นหาจากการทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อย มักได้แก่โลหะกลุ่มแพลทินัม รวมทั้งแร่ธาตุหายากอื่น ๆ และฮีเลียม-3 ซึ่งใช้สำหรับปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน แต่การขุดเจาะเพื่อค้นหาทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างเช่นน้ำและออกซิเจน รวมทั้งไฮโดรเจนที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงขับดันจรวด หรือแม้กระทั่งดินเหนียวสำหรับผลิตเซรามิกด้วยการพิมพ์สามมิติ เพื่อนำไปเป็นวัสดุก่อสร้างและใช้ผลิตแผงเซลล์สุริยะ ล้วนจำเป็นต่อการตั้งอาณานิคมนอกโลกในระยะยาว เพราะจะช่วยตัดลดค่าใช้จ่ายจากการที่ต้องขนส่งทรัพยากรต่าง ๆ ไปจากโลกลงได้มากโข

ครูลล์ซึ่งเป็นผู้บริหารของบริษัททำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อย Karmen+ บอกว่าเขาเคยสำรวจความเป็นไปได้ รวมทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจของการนำแร่ธาตุหายากกลับมาจำหน่ายบนโลกแล้ว แต่พบว่าหนทางข้างหน้านั้นดูซับซ้อนยุ่งยากเกินไป บริษัทของเขาจึงเบนเข็มไปที่การทำเหมืองแร่ในอวกาศ เพื่อใช้สร้างและดูแลรักษาอาณานิคมนอกโลกแทน รวมทั้งอาจใช้แร่ธาตุที่ขุดเจาะได้จากดาวเคราะห์น้อยมาซ่อมบำรุงดาวเทียมด้วย ล่าสุดบริษัท Karmen+ สามารถระดมทุนจากเหล่านักลงทุนสถาบันได้เพิ่มอีก 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเตรียมจะส่งยานสำรวจลำแรกของตนเอง ออกไปทดสอบความสามารถในการเก็บตัวอย่างแร่ธาตุ ในเดือนก.พ. ปี 2027

ทีมงานของบริษัทแอสโตรฟอร์จ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับยานโอดินที่กางแผงเซลล์สุริยะออกเต็มที่ เมื่อเดือนม.ค. ของปีนี้ ก่อนปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, AstroForge

คำบรรยายภาพ, ทีมงานของบริษัทแอสโตรฟอร์จ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับยานโอดินที่กางแผงเซลล์สุริยะออกเต็มที่ เมื่อเดือนม.ค. ของปีนี้ ก่อนปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความกังวลจากบรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมว่า เศษหินและฝุ่นละอองที่หลงเหลือจากการทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อย อาจเพิ่มความรุนแรงของปัญหาขยะอวกาศ ทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่า เศษชิ้นส่วนของหินแข็งเหล่านี้อาจตกลงสู่ชั้นบรรยากาศโลก "สภาพแวดล้อมของห้วงอวกาศที่บริสุทธิ์ ไม่ควรจะต้องมาแปดเปื้อนด้วยการกระทำของมนุษย์ เราควรเรียนรู้และฝึกหัดเรื่องการทำความสะอาดเมื่อไปในสถานที่ต่าง ๆ" ดร.โมนิกา แกรดี อาจารย์ผู้สอนสาขาวิทยาศาสตร์อวกาศและดาวเคราะห์ จากมหาวิทยาลัย Open University ของสหราชอาณาจักรกล่าว

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนบริษัทผู้ทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อยอย่างเกียลิช แสดงความไม่เห็นด้วยต่อประเด็นนี้ว่า เราควรมองทรัพยากรในอวกาศว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยปกป้องผู้คนบนโลกมากกว่า "มีห้วงอวกาศที่กว้างใหญ่ไม่สิ้นสุดอยู่นอกโลก ทั้งยังมีดาวเคราะห์น้อยอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แต่โลกของเรานั้นมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว"

อีกปัญหาหนึ่งที่ผู้ดำเนินธุรกิจการทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อยต้องเผชิญ คือปัญหาของสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าพวกเขามีสิทธิทำการขุดเจาะทรัพยากร รวมทั้งมีสิทธิในการนำออกจำหน่ายเพื่อแสวงหาผลกำไรหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ดร.โรซานนา เดพลาโน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอวกาศระหว่างประเทศ ประจำมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของบริษัท Asteroid Mining Corporation บอกว่า

"สนธิสัญญาห้วงอวกาศภายนอก (Outer Space Treaty) ปี 1967 ซึ่งเป็นข้อตกลงอายุเก่าแก่ที่สุด แต่ก็มีผู้ให้สัตยาบันมากที่สุดถึง 115 ประเทศ ระบุว่าเราควรปฏิบัติต่อห้วงอวกาศเสมือนเป็นสมบัติร่วมของมนุษยชาติ แต่ไม่ได้ระบุว่าทรัพยากรในห้วงอวกาศเป็นของใคร ดังนั้นข้อกฎหมายข้างต้นจึงชี้เป็นนัยว่า การทำเหมืองแร่นอกโลกไม่ใช่สิ่งต้องห้าม"

ส่วนความตกลงดวงจันทร์ (Moon Agreement) ปี 1979 ระบุว่าทรัพยากรธรรมชาติบนดวงจันทร์ไม่ควรตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่ความตกลงนี้มีผู้ลงนามรับรองน้อยมากเพียง 7 ประเทศ รวมถึงชิลี, เนเธอร์แลนด์, และโมร็อกโก ซึ่งปัจจุบันสามประเทศนี้ยังไม่มีชาติใดที่ได้ดำเนินโครงการส่งนักบินอวกาศไปนอกโลกเลย แต่อย่างไรก็ตาม จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการพิเศษของสหประชาชาติในปี 2027 ว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในห้วงอวกาศ ทว่าแถลงการณ์ใด ๆ ที่จะออกมาจากการประชุมนี้ จะไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

"หากการทำเหมืองแร่ในอวกาศมีขึ้นเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ ฉันคิดว่ามันคงจะไม่มีปัญหายุ่งยากขนาดนี้ แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นมาจนได้ ซ้ำยังเป็นปัญหาการเมืองเสียด้วย เพราะตอนนี้โครงการทำเหมืองแร่นอกโลกเป็นไปเพื่อการพาณิชย์" ดร.เดพลาโนกล่าว "หลายประเทศได้ตีความข้อกฎหมายในประเด็นนี้ ตามแนวทางที่เน้นผลประโยชน์แห่งชาติของตนเองเอาไว้แล้ว ซึ่งก็จะยิ่งส่งเสริมให้การทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์น้อยกลายเป็นธุรกิจทำเงินมากยิ่งขึ้น สภาพการณ์นี้จะต้องเกิดขึ้นจริงในอนาคตอย่างแน่นอน"