เกิดอะไรขึ้นเมื่อรัสเซียปล่อย "กระจกอวกาศ" ขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อ 32 ปีก่อน

รูปโลกในอวกาศ
    • Author, ไมลส์ เบิร์ก
    • Role, บีบีซี คัลเจอร์

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ปี 1993 องค์การ "รอสคอสมอส" (Roscosmos) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการสำรวจอวกาศของรัสเซีย ได้ทดลองส่งกระจกบานใหญ่ยักษ์ขึ้นสู่วงโคจรโลก เพื่อใช้ประโยชน์จากแสงอาทิตย์ โดยหวังจะสะท้อนรังสีร้อนแรงลงมายังตำแหน่งเป้าหมายบนพื้นโลก ซึ่งฟังดูแล้วเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ราวกับแผนการของตัวร้ายในภาพยนตร์เจมส์บอนด์ก็ไม่ปาน

อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์ของโครงการกระจกอวกาศนี้ ไม่ใช่แผนการสร้างอาวุธร้ายแรงเพื่อข่มขู่นานาประเทศ โดยหวังจะยึดครองโลกแต่อย่างใด อันที่จริงแล้วโครงการ "ซนามยา" (Znamya) ซึ่งมีความหมายว่า "ผืนธง" ในภาษารัสเซีย มุ่งหมายจะทำประโยชน์ให้แก่คนหมู่มาก ด้วยการสร้างสรรค์สังคมอุดมคติในดินแดนไซบีเรียที่ทุรกันดาร

เคต เบลลิงแฮม พิธีการรายการ "โลกของวันพรุ่งนี้" (Tomorrow's World) ทางสถานีโทรทัศน์บีบีซี รายงานข่าวดังกล่าวไว้เมื่อ 32 ปีก่อนว่า "จะมีการใช้กระจกอวกาศสะท้อนแสงอาทิตย์ เพื่อส่องสว่างให้เมืองต่าง ๆ ในพื้นที่แถบอาร์กติก ตลอดช่วงฤดูหนาวที่ท้องฟ้ามืดมัว" นอกจากนี้ รัสเซียยังต้องการจะให้ท้องฟ้าของไซบีเรียมีแสงเจิดจ้าในยามราตรี เหมือนกับกดปุ่มเปิดสวิตช์ดวงอาทิตย์เทียมอีกด้วย

แนวคิดเรื่องกระจกอวกาศที่สามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ลงมายังพื้นโลก ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่รัสเซียคิดค้นขึ้นเป็นรายแรกแต่อย่างใด เนื่องจากในปี 1923 แฮร์มานน์ โอเบิร์ต ชาวเยอรมันผู้บุกเบิกแนวคิดในการสร้างจรวดขนส่งอวกาศ ได้ริเริ่มเสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับกระจกอวกาศขึ้น โดยระบุไว้ในหนังสือ "จรวดไปสู่ห้วงอวกาศแห่งดวงดาว" (The Rocket into Planetary Space) ซึ่งเขาเขียนและตีพิมพ์เผยแพร่เอง หลังวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกในหัวข้อเดียวกันของเขา ไม่ผ่านการพิจารณาจากมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก เพราะเนื้อหาดูเหลือเชื่อเกินจริงจนไม่น่าจะเป็นไปได้

คำบรรยายวิดีโอ, ในคืนที่ท้องฟ้าโปร่ง กระจกอวกาศจะสามารถสะท้อนแสงให้พื้นที่กว้างเท่าสนามฟุตบอลสว่างไสวได้

โอเบิร์ตใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์พิสูจน์ว่า มนุษย์สามารถส่งจรวดให้พุ่งทะยานขึ้นฟ้าจนออกพ้นจากวงโคจรโลกได้ นอกจากนี้เขายังนำเสนอแนวคิดอื่น ๆ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมหลากชนิด เช่นผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับร่างกายมนุษย์เมื่อเดินทางไปในห้วงอวกาศ, การส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก, และการติดตั้งกระจกโค้งขนาดยักษ์หลายบานที่ปรับตำแหน่งได้ ในจุดพิกัดต่าง ๆ ของห้วงอวกาศ เพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ให้ความสว่างเข้มขึ้นที่ตำแหน่งเป้าหมายบนพื้นโลก

โอเบิร์ตบอกว่าการส่องสว่างเช่นนี้ จะช่วยหลีกเลี่ยงหายนะภัยหรือช่วยเหลือในการกู้ภัยได้อย่างมาก เช่นในกรณีเรือไททานิกจมเมื่อปี 1912 ซึ่งเกิดจากคนเดินเรือมองไม่เห็นภูเขาน้ำแข็ง และความมืดยามราตรีทำให้การกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบาก ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเสนอว่า แสงสะท้อนจากกระจกอวกาศอาจนำมาใช้ละลายแผ่นน้ำแข็ง เพื่อเปิดทางเดินเรือในเขตอาร์กติกได้ หรือเอามาใช้ควบคุมรูปแบบของสภาพอากาศบนโลกได้ด้วย

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทีมนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้เสนอแนวคิดเรื่องการติดตั้งกระจกอวกาศอีกครั้ง โดยมีการออกแบบอาวุธที่เรียกว่า "ปืนดวงอาทิตย์" (Sonnengewehr) ที่ศูนย์วิจัยอาวุธของนาซีในเมืองฮิลเลอร์สลีเบน นิตยสารไทม์รายงานข่าวดังกล่าวในปี 1945 ว่านักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันผู้หนึ่งที่ถูกจับกุมตัว ได้เปิดเผยกับกองทัพสหรัฐฯ ว่าปืนดวงอาทิตย์ถูกออกแบบมาให้ยิง "ลำแสงมรณะ" เข้าใส่เมืองต่าง ๆ เพื่อเผาให้มอดไหม้เป็นจุณ หรือใช้ต้มน้ำในทะเลสาบให้เดือดและระเหยแห้งไปจนหมด

พันโทจอห์น เค็ก หัวหน้าหน่วยข่าวกรองทางเทคนิคฝ่ายสัมพันธมิตร หนึ่งในเจ้าหน้าที่สอบสวนของกองทัพสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า แม้พวกเขาจะไม่เชื่ออย่างสนิทใจว่าแบบแปลนของปืนดวงอาทิตย์ ที่นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันผู้นั้นส่งมอบให้จะสามารถทำงานได้จริง แต่ฝ่ายวิจัยของนาซีเยอรมนีกลับเชื่อมั่นว่า จะสามารถพัฒนาปืนดวงอาทิตย์ให้ใช้งานได้อย่างแน่นอน ภายใน 50 ปีข้างหน้า

ในปี 1970 วิศวกรผู้สร้างจรวดเชื้อสายเยอรมันอีกคนหนึ่งคือ ดร.คราฟต์ เอห์ริกค์ ได้พิจารณาทบทวนแนวคิดเรื่องกระจกอวกาศอีกครั้ง โดยก่อนหน้านั้นเขาเป็นสมาชิกทีมพัฒนาจรวด V-2 ของเยอรมนี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ต่อมาเขาได้ยอมจำนนต่อสหรัฐฯ และได้รับเลือกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ "ปฏิบัติการคลิปหนีบกระดาษ" (Operation Paperclip) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์, วิศวกร, และช่างเทคนิคกว่า 1,600 คน ได้รับการงดเว้นโทษและเปิดทางให้อพยพมายังสหรัฐอเมริกา เพื่อดำเนินการทดลองของตนต่อไป

ดร.เอห์ริกค์ ได้เข้าทำงานในโครงการอวกาศของสหรัฐฯ และได้เริ่มทบทวนแนวคิดในการสร้างกระจกอวกาศอีกครั้งในช่วงทศวรรษ 1970 จนสามารถเขียนรายงานวิจัยออกมาในปี 1978 ซึ่งอธิบายโดยละเอียดว่ากระจกบานยักษ์ที่โคจรอยู่ในห้วงอวกาศ จะสามารถส่องสว่างให้ท้องฟ้ายามราตรีได้อย่างไร เขายังบอกถึงประโยชน์อื่น ๆ ของกระจกอวกาศ ในการทำให้เกษตรกรเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวพืชผลได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งยังสามารถบังคับแสงอาทิตย์ให้พุ่งตรงลงมายังแผงเซลล์สุริยะ เพื่อผลิตไฟฟ้าได้ตามต้องการ โดยเขาตั้งชื่อโครงการนี้ว่า Power Soletta

เป็นที่น่าเสียดายว่าดร.เอห์ริกค์ ได้ด่วนเสียชีวิตไปก่อนในปี 1984 โดยที่ยังไม่ได้เห็นแผนการของเขาถูกนำไปปฏิบัติจริง แต่ถึงกระนั้น ความฝันที่จะเดินทางท่องอวกาศซึ่งเขามีมาตั้งแต่วัยเยาว์ ได้กลายเป็นจริงหลังมรณกรรม เพราะเถ้าอัฐิของเขาถูกนำขึ้นไปโปรยในวงโคจรโลกในปี 1997 พร้อมกับยีน รอดเดนเบอร์รี ผู้สร้างละครโทรทัศน์สตาร์เทร็ก และทิโมธี เลียรี นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมต่อต้าน

หลังจากนั้นองค์การนาซาได้หันมาให้ความสนใจกับโครงการพัฒนาระบบ Solares ตลอดช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งระบบนี้มุ่งดึงพลังงานจากแสงอาทิตย์มาผลิตไฟฟ้าให้ได้มากขึ้น ด้วยการติดตั้งเครือข่ายกระจกบานยักษ์ในวงโคจรโลก แต่จนแล้วจนรอดนาซาก็ไม่สามารถหาเงินทุนสนับสนุนได้ แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะให้ความสนใจกับโครงการดังกล่าวอยู่บ้างก็ตาม

ล่องเรือใบในห้วงอวกาศ

แม้แนวคิดเรื่องกระจกอวกาศของทางฝั่งสหรัฐฯ จะไม่เคยมีการนำไปปฏิบัติจริงก็ตาม แต่ชาติมหาอำนาจอีกขั้วอย่างรัสเซีย กลับให้ความสนใจและทุ่มเทอย่างจริงจังในการพัฒนาแนวคิดดังกล่าว

นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อวลาดิเมียร์ ไซโรเมียตนิคอฟ คือผู้ริเริ่มบุกเบิกโครงการกระจกอวกาศหรือ "ซนามยา" ของประเทศบ้านเกิดในช่วงทศวรรษ 1980 ก่อนหน้านั้นเขาเคยประสบความสำเร็จ โดยมีผลงานด้านวิศวกรรมอวกาศมาแล้วหลายครั้ง ทั้งการพัฒนาจรวดวอสต็อกซึ่งเป็นยานอวกาศที่มีผู้โดยสารลำแรกของโลก ซึ่งได้นำยูริ กาการิน นักบินอวกาศคนแรกของมนุษยชาติขึ้นสู่ห้วงอวกาศในปี 1961 ทั้งยังพัฒนากลไกการจอดเทียบยานอวกาศ APAS ที่ใช้ทดสอบในการบินอวกาศร่วมกันครั้งแรกระหว่างคู่กัดยุคสงครามเย็น ซึ่งได้แก่สหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต ในปี 1975 โดยระบบจอดเทียบยานนี้ยังคงใช้งานอยู่ที่สถานีอวกาศนานาชาติจนถึงปัจจุบัน

ในตอนแรกไซโรเมียตนิคอฟคิดจะติดตั้ง "ใบเรือสุริยะ" (solar sail) เข้ากับยานอวกาศ เพื่อใช้ผืนวัสดุที่ผิวหน้ามีลักษณะคล้ายกระจก สะท้อนอนุภาคของแสงหรือโฟตอนจากดวงอาทิตย์ เพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนยานอวกาศโดยไม่ต้องอาศัยเชื้อเพลิง ซึ่งไม่ต่างจากการใช้ใบเรือโต้ลมเพื่อล่องเรือไปในท้องทะเล

ทว่าการขอทุนสนับสนุนจากรัฐบาลรัสเซีย ในยุคหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตนั้นยากมาก เว้นเสียแต่ว่าเขาจะสามารถดัดแปลงโครงการให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นไซโรเมียตนิคอฟจึงเสนอแผนการใหม่ว่า จะใช้ใบเรือสุริยะเป็นกระจกสะท้อนแสงลงมายังพื้นโลก เพื่อให้แสงสว่างเพิ่มขึ้นแก่พื้นที่แถบอาร์กติกใกล้ขั้วโลกเหนือที่ช่วงกลางวันสั้นมากในฤดูหนาว วิธีการนี้จะทำให้ช่วงเวลาทำงานในตอนกลางวันยาวนานขึ้น และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรขึ้นอีกหลายเท่า ทั้งยังช่วยลดค่าไฟฟ้าสำหรับส่องสว่างและทำความร้อนตามบ้านเรือนลงได้ด้วย ซึ่งถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในแถบไซบีเรียอย่างแท้จริง

ในที่สุดแนวคิดที่ผ่านการปรับปรุงใหม่ของไซโรเมียตนิคอฟ ก็ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสมาคมการล่องเรือใบในอวกาศ (Space Regatta Consortium) ซึ่งเป็นการรวมตัวของหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การรอสคอสมอส ส่งผลให้กระจกอวกาศต้นแบบ "ซนามยา-อูเนีย" (Znamya 1) ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำการทดสอบในขั้นต้นบนโลก ก่อนที่จะมีการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคและสร้างต้นแบบรุ่นสอง "ซนามยา-ดูอา" (Znamya 2) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ต้นแบบชิ้นแรกที่ถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศ

ใบเรือสุริยะซึ่งทำหน้าที่เป็นกระจกอวกาศของไซโรเมียตนิคอฟ คือวัสดุ "ไมลาร์" (Mylar) หรือแผ่นฟิล์มโพลีเอสเทอร์ที่เคลือบอะลูมิเนียม วัสดุนี้มีน้ำหนักเบาและสะท้อนแสงได้ดี ทั้งยังมีความแข็งแกร่งทนทานต่อสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายในห้วงอวกาศ ใบเรือสุริยะนี้จะกางส่วนประกอบของมันทั้ง 8 ส่วน ออกมาจากกลไกทรงกระบอกตรงกลางที่หมุนอยู่ในห้วงอวกาศ จนกลายเป็นแผ่นกลมและคงรูปทรงดังกล่าวไว้ได้ด้วยแรงหนีศูนย์กลาง

เคต เบลลิงแฮม ผู้สื่อข่าวของบีบีซีรายงานถึงการทดสอบ Znamya 2 ไว้เมื่อปี 1992 ว่า "ขณะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แผ่นสะท้อนแสงจะพับอยู่โดยพันไว้รอบตัวยานอวกาศ และเมื่อจะกางมันออก ตัวยานอวกาศจะหมุนอย่างรวดเร็ว เพื่อสะบัดให้แผ่นสะท้อนแสงกางออกเหมือนกับกางร่ม"

ไซโรเมียตนิคอฟมีแผนจะปรับปรุงแก้ไขต้นแบบของใบเรือสุริยะนี้ไปเรื่อย ๆ โดยจะมีการทดสอบกางแผ่นสะท้อนแสงในห้วงอวกาศอีกหลายครั้ง จนกว่าจะได้กระจกอวกาศที่มีประสิทธิภาพสูงตามต้องการ จึงจะมีการสร้างใบเรือสุริยะของจริงที่กว้างถึง 200 เมตร และนำปล่อยขึ้นสู่วงโคจรโลกเพื่อใช้งานอย่างถาวร

สว่างยิ่งกว่าแสงจันทร์

รัสเซียมีความใฝ่ฝันที่จะติดตั้งกระจกอวกาศให้ได้สูงสุด 36 บาน ในหลายจุดพิกัดของห้วงอวกาศ โดยแต่ละบานจะทำหน้าที่สะท้อนแสงให้แต่ละภูมิภาคบนโลกเป็นการเฉพาะ ซึ่งในคืนที่ท้องฟ้าโปร่งปราศจากเมฆหมอกบดบัง มันจะสามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ให้พื้นที่กว้างเท่าสนามฟุตบอลสว่างไสวได้

นอกจากนี้ กระจกอวกาศหลายบานยังสามารถทำงานร่วมกัน เพื่อรวมแสงอาทิตย์มาให้ความสว่างแก่อาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ขึ้นได้อีกด้วย โดยคาดว่ากระจกอวกาศทั้งหมด 36 บาน จะให้ความสว่างรวมกันได้เจิดจ้ายิ่งกว่าแสงจันทร์ถึง 50 เท่า ในพื้นที่ซึ่งมีความกว้างสูงสุดถึง 90 กิโลเมตร

ในวันที่ 27 ต.ค. 1992 ใบเรือสุริยะ Znamya 2 ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรโลกจากศูนย์ขนส่งอวกาศ ไบโคนูร์ คอสโมโดรม ในประเทศคาซักสถาน โดยยาน Progress M-15 ที่บรรทุกใบเรือสุริยะดังกล่าว จอดเทียบเข้ากับสถานีอวกาศมีร์ของรัสเซีย เพื่อให้นักบินอวกาศที่นั่นติดตั้งอุปกรณ์กางกระจกอวกาศเข้ากับตัวยานใหม่อีกครั้ง ก่อนยานจะแยกตัวออกห่างจากสถานีอวกาศ 150 เมตร เพื่อกาง Znamya 2 ในวันที่ 4 ก.พ. 1993

ผลการทดสอบต้นแบบกระจกอวกาศในครั้งนี้พบว่า Znamya 2 สามารถสะท้อนแสงอาทิตย์โดยให้ความสว่างแก่พื้นที่กว้างราว 5 กิโลเมตรได้ ในระดับเทียบเท่ากับแสงจันทร์ในคืนที่สว่างเต็มดวง โดยลำแสงนี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 8 กิโลเมตรต่อวินาที จากตำแหน่งที่ฉายลงมาบนพื้นโลกครั้งแรกตรงภาคใต้ของฝรั่งเศส ไปยังสวิตเซอร์แลนด์, เยอรมนี, โปแลนด์, และทางตะวันตกของรัสเซีย ซึ่งผู้คนบนโลกบอกว่าสามารถสังเกตเห็นแสงที่สว่างวาบขึ้นอย่างฉับพลันได้ ก่อนที่กระจกอวกาศต้นแบบจะตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศโลก และถูกเผาไหม้หมดไปเหนือน่านฟ้าของประเทศแคนาดา

แม้สื่อในรัสเซียจะยกย่องให้การทดสอบต้นแบบ Znamya 2 เป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ แต่ผลการทดสอบชี้ว่ามันไม่อาจให้แสงสว่างได้เข้มและเจิดจ้าเท่าที่คิด ลำแสงที่เกิดขึ้นกลืนไปกับบรรยากาศโดยรอบ ไม่รวมตัวตกกระทบพื้นโลกอย่างชัดเจน จนไม่อาจให้ความสว่างกับพื้นที่ขนาดใหญ่ได้เพียงพอ นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบปัญหาเรื่องการทำให้กระจกอวกาศอยู่นิ่งบนพิกัดตำแหน่งที่แน่นอนในวงโคจรโลก ทำให้ความหวังที่จะส่องสว่างให้แก่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นเวลานาน ไม่อาจเป็นจริงได้

แม้จะพบอุปสรรค แต่ไซโรเมียตนิคอฟไม่รอช้าที่จะดำเนินแผนการขั้นต่อไปทันที เขาประกาศว่าจะทดสอบต้นแบบกระจกอวกาศที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขอีกครั้ง หรือ Znamya 2.5 ในเดือนต.ค. ปี 1998 โดยในครั้งนี้แผ่นสะท้อนแสงจะมีความกว้างมากขึ้นเป็น 25 เมตร สามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ลงสู่พื้นโลกได้ในระดับสูงกว่าแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ 5-10 เท่า สำหรับบริเวณที่มีความกว้าง 8 กิโลเมตร และยังฉายแสงแบบคงที่ลงในตำแหน่งเดิมได้นานหลายนาทีต่อครั้ง

อวสานโครงการกระจกอวกาศ

แม้จะมีเสียงคัดค้านและการประท้วงต่อต้านจากเหล่านักดาราศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกรงว่า Znamya 2.5 จะก่อมลพิษแสงรบกวนและบดบังทัศนวิสัยของท้องฟ้ายามราตรี การทดสอบยังคงดำเนินต่อไปตามกำหนดเดิม โดยในวันที่ 5 ก.พ. 1999 ยานนำส่งกระจกอวกาศได้แยกตัวออกจากสถานีอวกาศมีร์ และเตรียมกางแผ่นสะท้อนแสงขึ้น เพื่อประเมินประสิทธิภาพของต้นแบบรุ่นใหม่

เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในขณะทำการทดสอบ เมื่อมีการส่งคำสั่งผิดพลาดไปยังยานอวกาศ โดยคำสั่งนั้นทำให้ยานกางเสาอากาศที่ใช้ในการจอดเทียบกับสถานีอวกาศขึ้น จนแผ่นสะท้อนแสงที่กำลังหมุนตัวเพื่อกางออกเช่นกัน เข้าไปพันติดกับเสาอากาศของยานที่กางตัวผิดเวลา ในที่สุดต้นแบบกระจกอวกาศรุ่นใหม่ที่เป็นความหวังก็ขาดวิ่น แม้ศูนย์ควบคุมภาคพื้นดินจะพยายามแก้ไขให้มันกางออกเป็นครั้งที่สอง แต่ก็ไม่อาจช่วยให้อุปกรณ์ติดตั้งกลับมาทำงานได้

ศูนย์ควบคุมจำต้องปล่อยให้ Znamya 2.5 ตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศโลกพร้อมกับยานอวกาศที่นำมันขึ้นไป และถูกเผาไหม้จนหมดขณะตกลงมาเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกในวันต่อมา

ความล้มเหลวในครั้งนี้ ทำให้โครงการทดสอบต้นแบบกระจกอวกาศรุ่นต่อไปหรือ Znamya 3 ในปี 2001 ซึ่งไซโรเมียตนิคอฟหมายมั่นปั้นมือจะแก้ตัวด้วยต้นแบบที่ขยายใหญ่ขึ้นเป็น 70 เมตร และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม มีอันต้องถูกเก็บพับไปเพราะไม่สามารถหาแหล่งทุนสนับสนุนได้ ไซโรเมียตนิคอฟเองก็เสียชีวิตลงในปี 2006 ปิดฉากโครงการในฝันของมนุษยชาติที่ต้องการจะควบคุมแสงอาทิตย์ได้ดั่งใจลงไปตลอดกาล