ประวัติศาสตร์น่าทึ่งของการ “เดินอวกาศ” 60 ปีแห่งการเสี่ยงตายนับครั้งไม่ถ้วน

ที่มาของภาพ, Nasa
- Author, ริชาร์ด เกรย์
- Role, บีบีซีฟิวเจอร์
ภารกิจท่องเที่ยวสำรวจอวกาศ “โพลาริส ดอว์น” (Polaris Dawn) ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ที่เริ่มออกเดินทางไปเมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา นับเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่อาจมีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของการบินอวกาศเชิงพาณิชย์ เนื่องจากภารกิจนี้จะมีนายจาเร็ด ไอแซกแมน มหาเศรษฐีพันล้านชาวอเมริกัน เข้าร่วมทีมนักบินอวกาศด้วย โดยเขาจะเป็นพลเรือนผู้มาจากภาคเอกชนคนแรกที่ได้ทำการ “เดินอวกาศ” (spacewalk) ออกไปสู่ความเวิ้งว้างของห้วงอวกาศภายนอกตัวยาน
นายไอแซกแมนคือผู้สนับสนุนเงินทุนส่วนใหญ่ให้กับภารกิจนี้ โดยหวังที่จะเป็นนักบินอวกาศมือสมัครเล่นคนแรก ที่ได้ทำการเดินอวกาศในแบบของกิจกรรมท่องเที่ยวผจญภัยส่วนบุคคล โดยเขาจะก้าวออกจากยานดรากอนแคปซูลของสเปซเอ็กซ์ เพื่อทำกิจกรรมนอกยานอวกาศหรืออีวีเอ (extravehicular activities – EVAs) เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ซึ่งกิจกรรมนอกยานเหล่านี้เป็นการล่องลอยไปในห้วงอวกาศ มากกว่าจะเป็นการเดินจริง ๆ อย่างที่เรียกขานกันติดปาก
จรวดขนส่งและยานในภารกิจโพลาริส ดอว์น จะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในระดับความสูงมากที่สุด 1,400 กิโลเมตรจากพื้นโลก ทำให้ภารกิจนี้กลายเป็นเที่ยวบินอวกาศที่มีลูกเรือ ซึ่งสามารถทะยานขึ้นไปได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ภารกิจอะพอลโลเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน อย่างไรก็ตาม ไอแซกแมนจะออกมาทำกิจกรรมนอกตัวยาน เมื่อลดระดับวงโคจรลงมาอยู่ที่ความสูง 700 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก โดยมีซาราห์ กิลลิส วิศวกรของสเปซเอ็กซ์เป็นคู่หูในการเดินอวกาศครั้งนี้ โดยทั้งคู่จะสวมชุดมนุษย์อวกาศของสเปซเอ็กซ์ ซึ่งติดตั้งกล้องและจอแสดงผลที่หมวกนิรภัยด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องท้าทายบางประการที่ต้องลุ้นกันในภารกิจนี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่ยานโดยสารของลูกเรือ Crew Dragon ไม่มีห้องปรับความดันอากาศ (air lock) ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างตัวยานภายในและห้วงอวกาศภายนอก ทำให้ต้องปรับลดแรงดันอากาศภายในตัวยานทั้งหมด ก่อนที่ลูกเรือจะออกไปทำกิจกรรมด้านนอก ซึ่งนับว่าเพิ่มความเสี่ยงอันตรายต่อลูกเรือที่ยังอยู่ในตัวยาน นอกเหนือไปจากการทดลองสวมชุดมนุษย์อวกาศรุ่นใหม่ล่าสุด
แต่หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดีตามที่สเปซเอ็กซ์ได้วางแผนการไว้ นี่จะเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งของการเดินอวกาศที่มีความเป็นมายาวนาน นับตั้งแต่ยุคที่นักบินอวกาศต้องเสี่ยงออกไปเผชิญกับความเวิ้งว้างดำมืดและรังสีอันตราย โดยมีเพียงชุดป้องกันทำจากผ้าที่หนาไม่กี่ชั้น รวมกับวัสดุอื่น ๆ อีกเล็กน้อย
การทำกิจกรรมนอกยานอวกาศในอดีต เคยประสบปัญหาที่ทำให้ต้องลุ้นระทึกมาแล้วมากมาย ทั้งการติดอยู่ในห้องปรับความดันอากาศ และบางคนเกือบต้องตายเพราะจมน้ำในชุดอวกาศของตัวเองมาแล้ว เหตุการณ์น่าตื่นเต้นเหล่านี้เริ่มขึ้นตั้งแต่อเล็กซี ลีโอนอฟ นักบินอวกาศชาวรัสเซีย ได้เป็นคนแรกของโลกที่ทำการเดินอวกาศเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน
การเดินอวกาศครั้งแรกของโลก
ในยุคที่การแข่งขันสำรวจอวกาศระหว่างชาติมหาอำนาจ กำลังเป็นไปอย่างรุนแรงเข้มข้นในช่วงสงครามเย็น สหภาพโซเวียตสามารถเอาชนะสหรัฐอเมริกาไปได้ก่อนหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการส่งดาวเทียมดวงแรกซึ่งก็คือ Sputnik-1 ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ทั้งยังส่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวแรกขึ้นสู่วงโคจรในปี 1961 ติดตามมาด้วยการส่งมนุษย์อวกาศคนแรก และการเดินอวกาศครั้งแรกในวันที่ 18 มี.ค. 1965

ที่มาของภาพ, Getty Images
อเล็กซี ลีโอนอฟ นักบินอวกาศชาวรัสเซีย ได้ปฏิบัติภารกิจดังกล่าวเป็นเวลา 12 นาที ที่ภายนอกตัวยาน Voskhod 2 ซึ่งมีห้องปรับความดันแบบพองลมเป็นจุดส่งตัว ช่วยให้เขาออกมาล่องลอยในห้วงอวกาศ โดยมีสายเคเบิลยึดโยงนักบินอวกาศกับตัวยานไว้ ไม่ต่างจากสายสะดือของทารกในครรภ์
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ภารกิจเดินอวกาศครั้งแรกของมนุษยชาติไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่น เพราะชุดอวกาศที่ลีโอนอฟสวมอยู่กลายเป็นชุดเกราะแข็งทั้งตัว เมื่อเจอกับความดันภายนอกที่ต่ำจนเฉียดใกล้ภาวะสุญญากาศ ทำให้เขาขยับหรือจะเอื้อมมือเพื่อถ่ายรูปก็ไม่สะดวก ยิ่งไปกว่านั้น สายเคเบิลที่ยึดโยงตัวเขากับยานยังบิดไปมา จนทำให้ต้องหกคะเมนตีลังกาอยู่ในอวกาศและกลับเข้าตัวยานได้อย่างยากลำบาก
ในขณะที่ลีโอนอฟพยายามกลับเข้าห้องปรับแรงดันอากาศนั้น ตัวของเขาติดอยู่ตรงทางเข้าและไม่สามารถปิดประตูด้านหลังได้ จนเขาต้องเปิดวาล์วลดแรงดันภายในชุดอวกาศ เพื่อให้สามารถขยับเขยื้อนได้มากขึ้นจนบีบตัวผ่านช่องดังกล่าวเข้ามาได้สำเร็จ เหตุการณ์ที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดอย่างหนักนี้ ทำให้ลีโอนอฟเสียเหงื่อไปหลายลิตร ซึ่งภายหลังมีการตรวจพบเหงื่อปริมาณมากเจิ่งนองอยู่ในชุดอวกาศของเขา
การเดินอวกาศครั้งแรกของชาวอเมริกัน

ที่มาของภาพ, Nasa
ราวสองเดือนหลังจากนั้น ชาวอเมริกันคนแรกก็ได้ทำการเดินอวกาศในวันที่ 3 มิ.ย. 1965 โดยเอ็ด ไวท์ นักบินอวกาศของยาน Gemini 4 ก้าวออกสู่ความเวิ้งว้างไร้น้ำหนักภายนอกตัวยาน ขณะที่เพิ่งโคจรรอบโลกไปได้ครบ 3 รอบ และกำลังบินอยู่เหนือหมู่เกาะฮาวาย
ไวท์ใช้เวลา 23 นาที เคลื่อนตัวไปมาในห้วงอวกาศ โดยใช้ปืนยิงไอพ่นก๊าซออกซิเจนให้แรงส่งและบังคับทิศทาง ขณะที่ยึดโยงตัวเองกับยานด้วยสายเคเบิลความยาว 8 เมตร เขาสามารถเคลื่อนตัวเดินหน้าและถอยหลังได้ 3 ครั้ง ก่อนที่เชื้อเพลิงของปืนยิงไอพ่นจะหมดลงในเวลาอันสั้นเพียง 3 นาที ทำให้หลังจากนั้นเขาต้องเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ ด้วยวิธีเหนี่ยวดึงสายเคเบิลแทน
ไวท์เสียชีวิตลงหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเดินอวกาศได้เพียง 2 ปี เนื่องจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ยานอะพอลโล 1 ซึ่งเกิดอุบัติเหตุขึ้นระหว่างการทดสอบบนฐานยิงจรวด ทำให้มีนักบินอวกาศเสียชีวิตทั้งสิ้น 3 ราย
ภาพแรกของการ “เซลฟี” ในห้วงอวกาศ
เอ็ดวิน “บัซ” อัลดริน คือนักบินอวกาศชื่อก้องที่ทั่วโลกรู้จักกันดีว่า เขาคือมนุษย์คนที่สองที่ได้ก้าวลงเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ในภารกิจอะพอลโล 11 นอกจากนี้ เขาอาจจะเป็นคนแรกที่ได้ถ่ายภาพเซลฟีของตนเอง ระหว่างออกไปทำกิจกรรมนอกยานอวกาศด้วย
ระหว่างการปฏิบัติงาน 4 วัน ในภารกิจ Gemini XII เมื่อเดือนพ.ย. ปี 1966 บัซทำการเดินอวกาศหลายครั้งเพื่อถ่ายภาพดวงดาว ทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ และทดสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ จนมีชั่วโมงการเดินอวกาศสะสมในภารกิจเดียวถึง 5 ชั่วโมง 48 นาที ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในยุคนั้น

ที่มาของภาพ, Nasa
ก่อนเสร็จสิ้นการเดินอวกาศครั้งแรกในวันที่สองของภารกิจ บัซตัดสินใจวางกล้องถ่ายภาพลงบนขอบของตัวยาน แล้วหันหน้ากล้องมาทางด้านของตัวเอง จนได้ภาพเซลฟีที่มองเห็นตาและหน้าผากของเขาในหมวกนิรภัย โดยมีแถบโค้งสีน้ำเงินของโลกเป็นฉากหลัง
บัซเป็นนักบินอวกาศคนแรกที่ใช้ระบบ “การลอยตัวเป็นกลาง” (neutral buoyancy) ที่สร้างขึ้นในสระว่ายน้ำให้มีภาวะสมดุลระหว่างแรงโน้มถ่วงกับแรงพยุง มาช่วยฝึกฝนการเคลื่อนไหวร่างกายในห้วงอวกาศ ซึ่งบัซบอกว่าวิธีนี้ช่วยให้เขาแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นระหว่างการเดินอวกาศในอดีตได้เป็นอย่างดี
ฉายเดี่ยวในอวกาศแบบไร้สายโยง

ที่มาของภาพ, Nasa
หลังจากที่มนุษย์ออกเดินอวกาศโดยใช้สายเคเบิลยึดโยงกับตัวยานมาเป็นเวลาถึง 20 ปี บรูซ แม็กแคนด์เลส เดอะเซคันด์ ได้เป็นผู้กล้าคนแรกที่ออกฉายเดี่ยวในห้วงอวกาศโดยไม่ใช้สายโยงในปี 1984 โดยไม่นึกเกรงกลัวว่าจะเกิดความผิดพลาด จนทำให้หลุดลอยไปไกลเพียงลำพังคนเดียวในความเวิ้งว้าง เหมือนกับภาพยนตร์เรื่อง Gravity (2013) ที่นำแสดงโดยดาราสาวแซนดรา บุลล็อก แม้แต่น้อย
นั่นเป็นเพราะแม็กแคนด์เลสใช้อุปกรณ์ขับเคลื่อนด้วยไนโตรเจน (MMU) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในยุคนั้น โดยเขาจะใช้อุปกรณ์สะพายหลังที่มีตัวขับดันไนโตรเจนถึง 24 ตัว และบังคับทิศทางด้วยจอยสติก เคลื่อนที่ไปรอบ ๆ ยานได้สะดวกโดยสามารถทรงตัวอย่างมั่นคง ระหว่างปฏิบัติภารกิจ STS-41-B ของกระสวยอวกาศแชลเลนเจอร์
ในวันที่ 7 ก.พ. 1984 แม็กแคนด์เลสใช้อุปกรณ์ขับเคลื่อนบินออกห่างจากตัวยานได้ไกลถึง 91 เมตร โดยเขากล่าวให้สัมภาษณ์ว่า “มันอาจจะเป็นก้าวเล็ก ๆ ของนีล อาร์มสตรอง เมื่อเขาลงเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ แต่นี่เป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่โคตร ๆ สำหรับผม”
ภารกิจเก็บกู้ในอวกาศครั้งแรก

ที่มาของภาพ, Nasa
หลังอุปกรณ์ MMU ผ่านการทดสอบโดยแม็กแคนด์เลสไปไม่นาน องค์การนาซาได้เริ่มนำมันมาใช้งานจริง โดยในเดือนพ.ย. ปี 1984 สองนักบินอวกาศคือเดล การ์ดเนอร์ และ โจเซฟ อัลเลน ได้ขึ้นสู่วงโคจรโดยกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี เพื่อทำการเก็บกู้ดาวเทียมที่เสียหายในอวกาศเป็นครั้งแรกของโลก
ดาวเทียมที่ต้องทำการเก็บกู้มาซ่อมแซมมี 2 ดวง ได้แก่ดาวเทียมสื่อสาร Palapa B-2 และดาวเทียมสื่อสาร Westar VI ซึ่งเกิดความผิดพลาดบางอย่างจนทำให้ไม่สามารถเข้าสู่วงโคจรที่ถูกต้องได้
อัลเลนและการ์ดเนอร์ต้องทำการเดินอวกาศด้วยอุปกรณ์ MMU แล้วนำเครื่องมือที่คล้ายฉมวกยนต์ไปยิงดาวเทียมที่หมุนตัวช้า ๆ อยู่ในห้วงอวกาศ เพื่อจับและยึดเหนี่ยวมันไว้ให้สามารถลากดึงเข้าในส่วนเก็บสัมภาระของกระสวยอวกาศได้

ที่มาของภาพ, Nasa
หลังภารกิจสำเร็จเรียบร้อย อัลเลนได้ถ่ายภาพในอวกาศเป็นที่ระลึกกับซากดาวเทียม โดยเขาถือป้าย “ประกาศขาย” เอาไว้ด้วย เพื่อล้อเลียนการที่ซากดาวเทียมจะถูกบริษัทประกันภัยนำไปขาย ก่อนจะซ่อมแซมและปล่อยขึ้นสู่วงโคจรอีกครั้งในเดือนเม.ย. ปี 1990
ช่างซ่อมกล้องที่อยู่สูงลิบเหนือพื้นโลก
สามปีหลังจากที่กล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลถูกปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศในปี 1990 มันยังคงไม่สามารถทำงานได้ตามที่หวัง เพราะภาพดวงดาวที่กล้องส่งกลับมายังโลกนั้นมืดมัวและไม่คมชัดอย่างรุนแรง เนื่องจากมีข้อบกพร่องเล็กน้อยที่กระจกปฐมภูมิ
ดังนั้นในเดือนธ.ค. ปี 1993 ทีมนักบินอวกาศประจำภารกิจ STS-61 ของกระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์ จึงถูกส่งไปทำภารกิจที่หนักและยุ่งยากซับซ้อนมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพื่อเร่งซ่อมแซมกล้องฮับเบิลที่มีมูลค่าถึง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

ที่มาของภาพ, Nasa
มีการเดินอวกาศรอบใหญ่ติดต่อกันถึง 5 รอบ โดยไม่หยุดพัก เพื่อให้นักบินอวกาศ 2 ทีม เร่งมือซ่อมแซมและอัปเกรดอุปกรณ์ส่วนต่าง ๆ ของกล้อง รวมทั้งติดตั้งแผงเซลล์สุริยะและไจโรสโคปตัวใหม่ ระหว่างที่กล้องถูกแขนกลของกระสวยอวกาศจับยึดไว้เหนือช่องเก็บสัมภาระ ส่งผลให้การซ่อมแซมกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่อยู่ในวงโคจรครั้งแรกของโลกนี้ กินเวลาการทำกิจกรรมภายนอกตัวยานของนักบินอวกาศไปถึง 35 ชั่วโมง 28 นาที
ในภารกิจนี้ แคทริน ธอร์นตัน ผู้เชี่ยวชาญประจำภารกิจ ได้สร้างสถิติหญิงชาวอเมริกันที่เดินอวกาศเป็นเวลานานที่สุด โดยสะสมเวลาออกทำกิจกรรมนอกตัวยานรวมกันทั้งสิ้น 21 ชั่วโมง 10 นาที ระหว่างปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ ส่วนทอม เอเคอร์ส ผู้เชี่ยวชาญประจำภารกิจอีกราย ก็สร้างสถิติสูงสุดของการสะสมเวลาทำกิจกรรมนอกยานอวกาศต่อหนึ่งภารกิจ ได้ที่ 29 ชั่วโมง 39 นาที
เดินอวกาศเพื่อมิตรภาพ

ที่มาของภาพ, Nasa
หลังสภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 และสงครามเย็นสิ้นสุดลง ความร่วมมือด้านการสำรวจอวกาศระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียกลับเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ โดยในช่วงปี 1994-1998 กระสวยอวกาศของสหรัฐฯ ได้เดินทางไปยังสถานีอวกาศมีร์ของรัสเซียถึง 10 ครั้ง และมีนักบินอวกาศชาวอเมริกัน 7 คน ร่วมใช้ชีวิตและทำงานกับนักบินอวกาศชาวรัสเซียที่นั่นนานถึง 1,000 วัน
เจอรี ลิเนนเจอร์ แพทย์และนักบินอวกาศชาวอเมริกันคนที่ 4 ที่ได้ไปประจำการยังสถานีอวกาศมีร์ในปี 1997 ต้องพบกับเหตุระทึกขวัญเมื่อตัวเขาและนักบินอวกาศอีก 5 คน ประสบเหตุเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในห้วงอวกาศ โดยต้นเพลิงมาจากอุปกรณ์ผลิตออกซิเจน ทำให้เกิดกลุ่มควันหนาทึบปกคลุมไปทั่วสถานีอวกาศ จนปิดทางอพยพไปยังแคปซูลหลบภัยหนึ่งในสองตัวของยานโซยุซ แม้ว่าอัคคีภัยดังกล่าวจะเกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ เพียงไม่กี่นาทีก็ตาม
ซ้ำร้ายยานขนส่งเสบียง Progress M-34 ของรัสเซีย ยังมาเกิดอุบัติเหตุชนเข้ากับตัวสถานีอวกาศมีร์ไม่นานหลังจากนั้น ทำให้เกิดรูรั่วและการสูญเสียแรงดันอากาศภายในยานที่อยู่ในวงโคจรครั้งแรกของโลก ทั้งยังมีเหตุอุปกรณ์สำคัญเสียหายหลายชิ้นระหว่างภารกิจครั้งนั้นด้วย
อย่างไรก็ตามก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายดังกล่าวขึ้น ลิเนนเจอร์ได้ทำการเดินอวกาศครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างสองชาติมหาอำนาจ เพราะเป็นครั้งแรกที่ชาวอเมริกันสวมใส่ชุดอวกาศของรัสเซีย ระหว่างการทำกิจกรรมนอกยานอวกาศเป็นเวลา 5 ชั่วโมง ในวันที่ 29 เม.ย. 1997 โดยคู่หูของเขาคือวาซิลี ซิบลิเยฟ ผู้บังคับการภารกิจ Mir-23 ของรัสเซีย ซึ่งทั้งสองได้ช่วยกันติดตั้งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ไว้ที่ด้านนอกของสถานีอวกาศ
ก่อสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ

ที่มาของภาพ, nasa
ในปี 1998 การก่อสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ซึ่งเป็นโครงสร้างราคาแพงที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น ได้เริ่มดำเนินการโดยทีมนักบินอวกาศที่ไปกับกระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์ โดยใช้เวลา 12 วัน เชื่อมต่อสองโมดูลแรกของบ้านหลังใหม่ ซึ่งมนุษย์จะใช้อยู่อาศัยอย่างถาวรในอวกาศเข้าด้วยกัน
ปัจจุบันสถานีอวกาศนานาชาติได้รับการต่อเติมขยายพื้นที่ จนมีถึง 16 โมดูลในปี 2024 และมีขนาดใหญ่เท่าสนามฟุตบอล แต่ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากการเดินอวกาศที่กินเวลายาวนานรวม 3 เที่ยว เพื่อให้นักบินอวกาศเจมส์ นิวแมน และเจอรี รอสส์ ใช้แขนกลของกระสวยอวกาศจับโมดูลควบคุม Zarya มาเชื่อมต่อเข้ากับโมดูล Unity ที่หนักถึง 12.8 ตัน
ภารกิจครั้งนี้พบกับอุปสรรคบ้างเล็กน้อย เมื่ออุปกรณ์บางชิ้นเกิดกระทบกัน จนทำให้บางส่วนหลุดลอยไปในห้วงอวกาศโดยไม่อาจตามเก็บกลับคืนมาได้ แต่ถึงกระนั้น การเชื่อมต่อโมดูลในขั้นแรกก็เสร็จสิ้นลงในวันที่ 13 ธ.ค. 1998 และกระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์ได้ปล่อยให้ ISS ล่องลอยไปในวงโคจรอย่างเป็นอิสระ ก่อนจะมีนักบินอวกาศขึ้นไปประจำการอย่างถาวรในอีกสองปีต่อมา
สถิติสูงสุดของแชมป์เดินอวกาศ

ที่มาของภาพ, Nasa
นักบินอวกาศหญิงชาวอเมริกัน ซูซาน เฮล็มส์ และเพื่อนร่วมทีมชาติเดียวกันคือ เจมส์ วอสส์ ได้ทำกิจกรรมนอกยานอวกาศเป็นเวลานานที่สุดติดต่อกันถึง 8 ชั่วโมง 56 นาที ที่ด้านนอกของสถานีอวกาศนานาชาติ เมื่อเดือนมี.ค. ปี 2001 เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ตรงด้านนอกของโมดูลที่ใช้เป็นห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันสถิติของทั้งสองยังคงถือเป็นการเดินอวกาศครั้งที่ยาวนานที่สุดของโลก
ซ่อมแซมกระสวยอวกาศในห้วงอวกาศ
กระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรีทำการบินเที่ยวแรกในภารกิจ STS-114 เมื่อเดือนก.ค. ของปี 2005 โดยเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ กลับมาทำการบินด้วยกระสวยอวกาศอีกครั้ง หลังหยุดพักไปนานเพราะโศกนาฏกรรมกระสวยอวกาศโคลัมเบียระเบิด ระหว่างกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในปี 2003 ซึ่งทำให้มีนักบินอวกาศเสียชีวิตไปถึง 7 ราย

ที่มาของภาพ, Nasa
ดังนั้นการปล่อยกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี จึงเต็มไปด้วยความเครียดและแรงกดดันมหาศาล โดยการปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศครั้งแรกต้องถูกยกเลิกกลางคัน เพราะเซนเซอร์ตรวจจับเชื้อเพลิงทำงานล้มเหลวระหว่างการนับถอยหลังเตรียมปล่อยยาน ส่วนในวันที่กระสวยอวกาศทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กล้องได้จับภาพแผ่นโฟมที่หลุดออกมาจากถังเชื้อเพลิงด้านนอก พร้อมกับชิ้นส่วนกระเบื้องเล็ก ๆ จำนวนหนึ่ง ทำให้กังวลกันว่า เกราะป้องกันความร้อนของกระสวยอวกาศอาจได้รับความเสียหายไปแล้ว
ดังนั้นเมื่อกระสวยมาถึงสถานีอวกาศนานาชาติ นักบินอวกาศสตีเฟน โรบินสัน จึงได้รับมอบหมายให้ออกไปสำรวจประเมินสถานการณ์โดยตรวจหาจุดบกพร่องไปทีละน้อย จนในที่สุดโรบินสันพบชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่เติมเต็มช่องว่างระหว่างกระเบื้องกันความร้อนสองชิ้นยื่นออกมา และสามารถใช้นิ้วดึงให้มันหลุดออกได้ ซึ่งถือเป็นการซ่อมแซมยานขนส่งอวกาศขณะอยู่ในวงโคจรครั้งแรกของโลก และทำให้กระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรีกลับสู่พื้นโลกอย่างปลอดภัยในวันที่ 9 ส.ค. 2005
เกือบจมน้ำตายในห้วงอวกาศ
ในการปฏิบัติงานประจำวันตามปกติครั้งหนึ่งของลูคา ปาร์มิตาโน นักบินอวกาศชาวอิตาลี ซึ่งต้องมีการทำกิจกรรมนอกตัวยานของสถานีอวกาศนานาชาติเป็นเวลา 6 ชั่วโมง ในวันที่ 16 ก.ค. 2013 เพื่อเชื่อมต่อสายเคเบิลเตรียมรับการมาถึงของโมดูลวิจัยใหม่จากรัสเซีย เขาเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติที่จะกลายเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเดินอวกาศ
ปาร์มิตาโนรู้สึกว่ามี “ก้อนน้ำปริมาณมาก” สะสมตัวอยู่ด้านหลังศีรษะภายในหมวกนิรภัยของเขา หลังเริ่มออกทำงานในห้วงอวกาศไปได้เพียง 44 นาที ซึ่งตอนแรกเขาสันนิษฐานว่ามันคือน้ำที่รั่วออกจากถุงเก็บน้ำดื่ม จึงตัดสินใจดื่มน้ำที่มีอยู่ให้หมดในทันที

ที่มาของภาพ, Nasa
แต่ปริมาณน้ำยังคงสะสมตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้ามาในส่วนของอุปกรณ์ที่ใช้สื่อสาร ทำให้ศูนย์ควบคุมตัดสินใจยกเลิกการเดินอวกาศครั้งนั้นในทันที โดยให้ปาร์มิตาโนและคู่หูคือคริส แคสซิดี รีบกลับเข้าห้องปรับความดันอากาศ
เมื่อปาร์มิตาโนขยับตัว เขากลับพบกับปัญหาใหม่คือก้อนน้ำที่ลอยตัวในภาวะไร้น้ำหนัก ได้เคลื่อนที่มาจากด้านหลังของศีรษะจนบดบังทัศนวิสัย รวมทั้งเข้ามาปิดตา จมูก และหูของเขาเอาไว้ด้วย ทำให้เขามองไม่เห็น ไม่ได้ยิน และไม่สามารถพูดสื่อสารกับศูนย์ควบคุมได้เลย ซ้ำร้ายเขายังอาจจะจมน้ำที่รั่วซึมเข้าท่วมหมวกนิรภัยได้ทุกขณะอีกด้วย
ปาร์มิตาโนบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า “ในจิตใต้สำนึกที่อยู่ลึกลงไประดับหนึ่ง ผมรู้สึกกลัวนะ แม้เราจะได้รับการฝึกฝนมาให้รู้จักควบคุมความกลัวและใช้มันให้เป็นประโยชน์ ดังนั้นแทนที่ผมจะตื่นตระหนกกับปัญหาที่เจอ ผมกลับเริ่มคิดหาทางออกทันที”
ปาร์มิตาโนตัดสินใจค่อย ๆ คลำหาทางกลับเข้าห้องปรับความดันอากาศ ซึ่งเขาต้องทำท่ามกลางความมืดมิด เพราะตอนนั้นสถานีอวกาศได้โคจรไปอยู่ด้านหลังของดวงอาทิตย์ แต่โชคดีที่สายเคเบิลซึ่งยึดโยงตัวเขากับสถานีอวกาศ ช่วยให้กลับไปได้อย่างปลอดภัย
ภายในห้องปรับความดันอากาศ เขาไม่สามารถถอดหมวกนิรภัยที่มีน้ำท่วมอยู่ออกได้ทันที เพราะต้องรอราว 5 นาที เพื่อให้คู่หูกลับเข้าตัวยานจนเรียบร้อย และต้องรออีก 10 นาทีเพื่อปิดประตูทางออก ก่อนจะรอไปอีก 13 นาที กว่าที่จะปรับเพิ่มความดันอากาศในห้องได้
ผลการตรวจสอบในภายหลังพบว่า มีน้ำอยู่ถึง 1.5 ลิตร ภายในหมวกนิรภัยของเขา “มีอยู่แวบหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า ตัวเองเหมือนกับปลาทองในขวดโหล กำลังพยายามเพ่งมองออกไปยังโลกภายนอกด้วยสายตาของปลาทอง”
สาเหตุของประสบการณ์ระทึกขวัญในครั้งนี้ มาจากการอุดตันในตัวปั๊มพัดลมที่แยกน้ำในระบบหล่อเย็นไม่ให้เข้าสู่ท่อระบายอากาศ จนเกิดการรั่วไหลเข้าสู่หมวกนิรภัยในที่สุด
ปัญหานี้ทำให้วิศวกรของนาซาเริ่มติดตั้งแผ่นดูดซับน้ำที่ด้านหลังหมวกนิรภัยของนักบินอวกาศ รวมทั้งติดตั้งท่อสนอร์เกิลแบบที่ใช้หายใจทางปากขณะดำน้ำตื้นเอาไว้ด้วย เพื่อช่วยชีวิตนักบินอวกาศผู้โชคร้ายหากพบกับปัญหานี้อีก
ปัจจุบันมีมนุษย์เพียง 260 คน ที่เคยออกไปทำกิจกรรมนอกตัวยานในห้วงอวกาศ แต่คาดว่าในอนาคตตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน และเรื่องราวการผจญภัยในความเวิ้งว้างดำมืดนอกโลก จะต้องมีผู้ประสบพบเจอและเล่าขานกันเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน











