ชาวโลกใกล้จะได้คำตอบสุดท้ายเรื่องยูเอฟโอแล้วหรือยัง ?

ที่มาของภาพ, BBC/Twenty Twenty Productions Ltd/Rory Jackson
- Author, โชลา ลี
- Role, บีบีซีนิวส์
บีบีซีเปิดตัวสารคดีชุดว่าด้วยปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ “พารานอร์มัล” (Paranormal) เรื่องใหม่ ซึ่งจะพาผู้ชมไปร่วมสืบสวนเหตุการณ์ที่มีผู้อ้างว่า ได้พบเห็นวัตถุบินลึกลับหรือยูเอฟโอหลายครั้งด้วยกัน โดยในประเด็นนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินและอวกาศรายหนึ่งบอกกับบีบีซีว่า เทคโนโลยีล้ำสมัยในยุคปัจจุบัน ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบค้นหาความจริง เกี่ยวกับปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในวันที่ฝนตกวันหนึ่งของเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1977 เด็กนักเรียนชาวอังกฤษจากโรงเรียนประถมศึกษาบรอดเฮเวนในมณฑลเพมโบรกเชียร์จำนวนหนึ่ง อ้างว่าได้เห็นวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุตัวตนหรือแหล่งที่มาได้ (Unidentified Flying Object – UFO) ตรงด้านนอกอาคารเรียน
เดวิด เดวีส์ ซึ่งในตอนนั้นมีอายุเพียง 10 ขวบ จำได้ว่ามีเพื่อนนักเรียนพากันวิ่งเข้ามาแจ้งข่าวในห้องเรียนตลอดทั้งวัน “พวกเขาพยายามจะบอกกับครูใหญ่ว่า มีเรื่องประหลาดบางอย่างเกิดขึ้น”
ในตอนนั้นเดวีส์มั่นใจว่า จะต้องมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ประหลาดที่เพื่อนได้เห็นอย่างแน่นอน “ผมจึงตั้งใจจะออกไปดูด้วยตาตนเอง เพื่อพิสูจน์ว่าเพื่อนต้องเข้าใจอะไรผิดไปแน่ ๆ”
แต่เมื่อได้ไปถึงสถานที่เกิดเหตุ เดวีส์กลับมองเห็น “วัตถุสีเงิน รูปทรงเหมือนมวนซิการ์” มันมีขนาดใหญ่เท่ากับรถบัส ทั้งยังมีโครงสร้างรูปโดมที่ส่วนบน ซึ่งเรืองแสงสีแดงแบบกะพริบเป็นจังหวะด้วย
เดวีส์เล่าว่า “ผมรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างมากจนอยากจะวิ่งหนีไป” แต่วัตถุบินลึกลับดังกล่าวก็ปรากฏให้เขาเห็นอยู่เพียงประมาณ 10 วินาทีเท่านั้น

ที่มาของภาพ, BBC/Twenty Twenty Productions Ltd
เหตุการณ์ข้างต้นซึ่งเกิดขึ้นในทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเวลส์เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ลึกลับที่สารคดีชุดพารานอร์มัลของบีบีซีได้ลงมือตรวจสอบค้นหาความจริง ซึ่งสารคดีเรื่องใหม่ 4 ตอนจบนี้ ดำเนินรายการโดยเซียน เอเลอรี พิธีกรสาวซึ่งจะพาผู้ชมไปร่วมสืบสวนกรณีการพบเห็นยูเอฟโอในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายทศวรรษ 1970 และช่วงต้นทศวรรษ 1980
การถ่ายทำสารคดีชุดนี้มีขึ้น หลังจากกระแสฮือฮาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างดาว ได้หวนกลับมาสร้างจินตนาการที่น่าตื่นเต้นให้กับผู้คนทั่วโลกอีกครั้ง โดยเมื่อปีที่แล้วสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ได้เปิดการไต่สวนสาธารณะครั้งสำคัญว่าด้วยปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถอธิบายได้หรือยูเอพี (Unidentified Aerial Phenomena - UAP) ซึ่งรวมถึงประเด็นปริศนาของยูเอฟโอด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบเสาหินประหลาดปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในสหราชอาณาจักรและอีกหลายแห่งทั่วโลก ส่วนในสื่อสังคมออนไลน์ก็เกิดกระแสข่าวโด่งดังที่เป็นไวรัล หลังมีผู้นำร่างที่อ้างว่าเป็นของ “เอเลียน” มาแสดงในรัฐสภาเม็กซิโก ด้านแพลตฟอร์มแบ่งปันคลิปวิดีโออย่างติ๊กตอก (Tik Tok) ถึงกับมีคอนเทนต์มากกว่าหนึ่งล้านโพสต์แล้วที่ติดแฮชแท็ก “ยูเอฟโอ”
ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินและอวกาศรายหนึ่งบอกกับบีบีซีว่า โลกยุคใหม่ในปี 2024 ซึ่งทุกคนมีสมาร์ตโฟนไว้พกพาติดตัว และหลายคนก็ใช้งานแอปพลิเคชันล้ำสมัยติดตามการจราจรทางอากาศอยู่เสมอ เทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้เรา “มีความพร้อมมากขึ้นต่อการติดตามตรวจสอบสิ่งที่เรารู้จักและไม่รู้จัก”
เมื่อมาถึงขั้นนี้หลายคนอาจสงสัยว่า ปัจจุบันเราสามารถไขข้อข้องใจเรื่องยูเอฟโอ ด้วยการให้คำอธิบายที่ง่าย ๆ แต่ชัดเจน ว่าเหตุใดคนจำนวนหนึ่งจึงพบเห็นมันได้แล้วหรือยัง เราควรจะปล่อยให้เรื่องนี้เป็นปริศนาลี้ลับต่อไป หรือถึงเวลาที่ควรจะเข้าไปตรวจสอบอย่างจริงจังและเปิดเผยต่อสาธารณชนกันแน่ ?
“มีการตามล่ายูเอฟโออยู่เต็มไปหมด”
ยูเอฟโอเป็นสิ่งที่มนุษย์ให้ความสนใจเป็นพิเศษมานานหลายทศวรรษ นับตั้งแต่มีรายงานที่อ้างว่า พบซากยานจากต่างดาวตกลงมาที่เมืองรอสเวลล์ในรัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐฯ ในปี 1947 ซึ่งสามปีหลังจากนั้นภาพยนตร์ “จานบิน” (The Flying Saucer) ก็ลงโรงฉาย และติดตามมาด้วยการแข่งขันสำรวจอวกาศอย่างดุเดือดระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต ตลอดช่วงทศวรรษ 1950
เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาว เริ่มมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมประชานิยมอย่างมากในช่วงหลายปีต่อจากนั้น โดยภาพยนตร์รางวัลออสการ์เรื่อง “อีที” (E.T.) ของสตีเวน สปีลเบิร์ก ลงโรงฉายในปี 1982 ส่วนภาพยนตร์ซีรีส์ทางโทรทัศน์ “แฟ้มลับคดีพิศวง” (The X-Files) ออกอากาศครั้งแรกในปี 1993 และล่าสุดในปี 2022 ภาพยนตร์ Nope ของผู้กำกับจอร์แดน พีล ก็ได้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยกระดับให้ความสนใจต่อยูเอฟโอ กลายเป็นความหมกมุ่นหลงใหลทางวัฒนธรรมที่แพร่ไปทั่วโลก
ดร. เซียราน โอคีฟ คณบดีสำนักวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยบักกิงแฮมเชียร์นิวยูนิเวอร์ซิตีของสหราชอาณาจักร บอกว่าในอดีตเคยมีช่วงเวลาที่กระแสความสนใจต่อการพบเห็นยูเอฟโอ “พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นระลอกใหญ่” ในยุคทศวรรษ 1980 ซึ่งก็ทำให้เกิดกระแสความนิยมในการออกตามล่าหายูเอฟโอกันหลายครั้งหลังจากนั้น

ที่มาของภาพ, BBC/Twenty Twenty Productions Ltd
สื่อทั่วโลกต่างพากันรายงานข่าวการพบเห็นยูเอฟโอ ซึ่งก็รวมถึงกรณีของโรงเรียนประถมศึกษาบรอดเฮเวน ซึ่งได้รับความสนใจไปทั่วทุกหัวระแหง โดยมีการตีพิมพ์และออกอากาศข่าวนี้ไปไกลถึงประเทศนิวซีแลนด์
เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในการพบเห็นยูเอฟโอที่เกิดขึ้นหลายระลอกเมื่อปี 1977 ในบริเวณพื้นที่ของแคว้นเวลส์ที่เรียกกันว่า “สามเหลี่ยมเดเฝด” (Dyfed Triangle) โดยในอดีตมีการเสนอคำอธิบายจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งรวมไปถึงการจัดฉากของขบวนการลวงโลกในท้องถิ่นด้วย
ดร. โอคีฟซึ่งเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำสารคดีชุด Uncanny ของสถานีวิทยุบีบีซี บอกว่าหนึ่งในบรรดาคำอธิบายข้างต้นมีความเป็นไปได้อยู่สูง
“มีคำอธิบายทางจิตวิทยาพื้นฐานที่สำคัญปรากฏอยู่เต็มไปหมด ในคำให้การของพยานผู้พบเห็นยูเอฟโอ” ดร. โอคีฟกล่าว “คำให้การเหล่านี้เต็มไปด้วยข้อผิดพลาด เนื่องจากธรรมชาติของการสนทนาถามตอบระหว่างการสัมภาษณ์ สามารถจะบิดเบือนความทรงจำของพยานให้ผิดเพี้ยนไปได้มากอย่างมีนัยสำคัญ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซักถามที่ทำได้ไม่ดีนัก เช่นมีการถามนำหรือพยานได้รับชมรายงานข่าวมาบ้างก่อนการสัมภาษณ์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การย้อนรำลึกอดีตของพยานผิดเพี้ยนไป

ที่มาของภาพ, BBC/Twenty Twenty Productions Ltd
แม้การพบเห็นยูเอฟโอที่โรงเรียนประถมศึกษาบรอดเฮเวน จะมีประจักษ์พยานผู้ยืนยันว่าได้เห็นยูเอฟโอด้วยตาตนเองพร้อมกันหลายคน แต่ดร.โอคีฟ กล่าวเตือนว่า นี่อาจเป็นพฤติกรรมรวมหมู่ที่นักเรียนแต่ละคนคล้อยตามกลุ่มเพื่อน จนเกิดการเลียนแบบที่แพร่กระจายออกไปเหมือนกับโรคติดต่อ (contagion effect) ซึ่งเป็นสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังการพบเห็นยูเอฟโอเป็นหมู่คณะ
“แนวคิดเรื่องการแพร่ระบาดของพฤติกรรม เชื่อว่าความคิด ความรู้สึก รวมถึงการกระทำต่าง ๆ สามารถจะแพร่กระจายในกลุ่มคน โดยติดต่อจากคนผู้หนึ่งไปยังอีกหลายคนเป็นวงกว้างได้” ดร. โอคีฟกล่าว
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เดวีส์ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเด็กนักเรียนผู้พบเห็นยูเอฟโอยังคงรู้สึกว่า คำอธิบายทางจิตวิทยาดังกล่าวไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะภาพของยูเอฟโอที่นักเรียนแต่ละคนวาดขึ้นมาจากความทรงจำนั้น ล้วนเหมือนกันในรายละเอียดแทบจะทั้งหมด
เดวีส์ยังบอกด้วยว่า ก่อนจะได้ประสบพบเจอกับเหตุการณ์ดังกล่าว เขาเป็นคนที่ไม่มีความสนใจต่อเรื่องราวเชิงนิยายวิทยาศาสตร์ (Sci-Fi) มากนัก แต่หลังจากผ่านประสบการณ์ลี้ลับเหนือธรรมชาติในครั้งนั้น เขากลับทุ่มเงินก้อนโตซื้อหนังสือและวัสดุสำหรับการค้นคว้าวิจัยจำนวนมาก เพื่อไขความกระจ่างต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก
กิจกรรมทางอากาศที่ปิดลับ
ดร.ไรอัน มาร์กส์ วิศวกรการบินและอวกาศ ซึ่งเคยปรากฏตัวให้สัมภาษณ์ในสารคดีชุดพารานอร์มัล บอกว่าสภาพการจราจรทางอากาศในท้องฟ้า อาจให้คำอธิบายต่อปรากฏการณ์พบเห็นยูเอฟโอได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ซึ่งมีอาคารบ้านเรือนหนาแน่นและมีสนามบินหลายแห่งรวมอยู่ด้วย
ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศอังกฤษชี้ว่า ระหว่างปี 1970-1990 บริเวณตอนใต้ของแคว้นเวลส์มีสนามบินถึง 5 แห่ง โดยมีแห่งหนึ่งถูกใช้เป็นลานทดสอบยิงขีปนาวุธ
“มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นมากมายในการจราจรทางอากาศของช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งยังเห็นได้ชัดว่า กิจกรรมดังกล่าวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดช่วงเวลา 40 ปีที่ผ่านมา” ดร.มาร์กส์อธิบาย เขายังบอกด้วยว่าในท้องฟ้าเหนือสนามบินเหล่านี้ มักจะมีกิจกรรมทางทหารเกิดขึ้นในระดับหนึ่งอยู่เสมอ ซึ่งทางกองทัพมักจะปิดเป็นความลับ โดยไม่ได้แจ้งเตือนต่อสาธารณชนไปเสียทุกครั้ง
ตัวอย่างหนึ่งของกรณีดังกล่าว คือการเผยแพร่รายงานที่จัดทำโดยรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งรายงานนี้สรุปผลการสอบสวนว่า การพบเห็นยูเอฟโอในประเทศระหว่างช่วงทศวรรษ 1950 และช่วงทศวรรษ 1960 เกิดจากการทดสอบเทคโนโลยีอวกาศและเครื่องบินสอดแนมล้ำสมัยที่ยังเป็นรุ่นใหม่ในตอนนั้น

ที่มาของภาพ, BBC/Twenty Twenty Productions Ltd
ดร.มาร์กส์ยังบอกว่า ในช่วงกลางทศวรรษ 1970 และช่วงต้นทศวรรษ 1980 มีการพัฒนาบอลลูนลมร้อนและเรือเหาะในสหราชอาณาจักร ซึ่งยานพาหนะเหล่านี้บางรุ่นมีรูปร่างคล้ายยูเอฟโอหรือจานบินแบบดั้งเดิมอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม การทดสอบเหล่านี้มักเป็นการทดลองระดับเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นภายในโรงเก็บเครื่องบินเท่านั้น
แต่โลกของเราทุกวันนี้ “มีความเคลื่อนไหวของการจราจรทางอากาศจำนวนมากที่ถูกบันทึกไว้” และเราสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันระบุตัวตนของอากาศยานได้ฟรี ซึ่งมันจะช่วยบอกว่าเครื่องบินที่พบเห็นบนท้องฟ้าเป็นของใคร เดินทางมาจากไหนและมีจุดหมายปลายทางไปยังสถานที่แห่งใด ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือนกับ “ลายนิ้วมือดิจิทัล” ที่ทำให้เราติดตามตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าได้ง่ายขึ้น
แต่ถึงแม้จะมีคำอธิบายว่าด้วยการพัฒนาทางเทคโนโลยีดังกล่าว เดวีส์ยังคงยืนกรานว่า เขามั่นใจในสิ่งที่ตนเองพบเห็นว่าเป็นยูเอฟโออย่างแน่นอน “ผมไม่เชื่อคำอธิบายอย่างอื่นเด็ดขาด จนกว่าจะมีใครสามารถบอกอย่างชัดเจนได้ว่า มันคือยานบินชนิดไหนกันแน่ที่บินอยู่ในเวลานั้น เพราะสิ่งที่ผมเห็นเป็นยานรูปมวนซิการ์สีเงิน ยาวถึง 45 ฟุตเลยนะ ตัวผมเองไม่มีคำอธิบายในเรื่องนี้”
เดวีส์ยังกล่าวเสริมว่า “การที่คุณเชื่อเรื่องยูเอฟโอ บางครั้งก็เหมือนกับการเอาหัวโขกกำแพง ซึ่งก็คือการต่อต้านสังคมนั่นเอง มันยังคงถูกผู้คนปฏิเสธว่าเป็นเรื่องเหลวไหล”
กระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร ได้ปิดแผนกสืบสวนกรณีการพบเห็นยูเอฟโอลงในปี 2009 หลังแถลงว่าแผนกดังกล่าวไม่มีประโยชน์ต่อกิจการกลาโหมอีกต่อไป ทั้งยังทำให้สูญเสียบุคลากรในงานด้านการป้องกันประเทศที่มีคุณค่ามากกว่า
โฆษกของกระทรวงกลาโหมแถลงว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการพบเห็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาว รวมทั้งการพบเห็นยูเอฟโอ หรือปรากฏการณ์ยูเอพีที่เราได้รับรายงานครั้งใด บ่งชี้ว่ามีภัยคุกคามทางทหารต่อสหราชอาณาจักร”












