มนุษย์พบหน้าเอเลียนครั้งแรก อาจลงเอยด้วยการล่าอาณานิคม-ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

รูปเอเลียนในอุโมงค์

ที่มาของภาพ, Getty Images

แม้เวลาจะผ่านไปราวหกเดือนหรือเพียงครึ่งปี แต่ปี 2023 นี้ เรียกได้ว่าเป็นปีทองของความสนใจเรื่องมนุษย์ต่างดาวหรือเอเลียนอย่างแท้จริง

บรรยากาศในแวดวงผู้สนใจเรื่องเอเลียนทั่วโลก เริ่มมีความคึกคักตื่นตัวเพิ่มมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับยูเอฟโอ (UFO) หรือวัตถุบินได้ที่ยังไม่ทราบถึงตัวตนและแหล่งที่มาบ่อยครั้ง ทั้งยังมีปฏิบัติการค้นหาเศษอุกกาบาตในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นซากของยานที่เอเลียนส่งมาสำรวจโลกด้วย

ด้านองค์กร “เซติ” (SETI) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีชื่อเสียงในด้านการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาวมานานหลายสิบปี ได้ตอบสนองต่อกระแสความตื่นตัวนี้เช่นกัน โดยมีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อระดมความรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาในการเตรียมความพร้อมสำหรับ “วาระแรกพบ” ระหว่างมนุษย์โลกและมนุษย์ต่างดาว ที่ไม่แน่ว่าอาจมีขึ้นในเร็ววันนี้ก็เป็นได้

ศ. เดวิด เดลกาโด ชอร์เทอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมโลกจากยูซีแอลเอ (UCLA) รวมทั้ง ศ. คิม ทอลแบร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชนเผ่าพื้นเมืองจากมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ทาของแคนาดา และผศ. วิลเลียม เลมเพิร์ต นักมานุษยวิทยาจากวิทยาลัยบาวดอยน์ของสหรัฐฯ ต่างได้รับเชิญจากเซติให้เข้าร่วมการสัมมนาเชิงปฏิบัติการดังกล่าว เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนและรับฟังมุมมองเรื่องการติดต่อสื่อสารกับเอเลียน ซึ่งน่าจะแปลกไปจากคนในวงการชีวดาราศาสตร์อยู่ไม่มากก็น้อย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้งสามได้เผยถึงทัศนะของพวกเขาไว้ในบทความบนเว็บไซต์ The Conversation ดังนี้

จริยธรรมในการ “ดักฟัง” เอเลียน

หากเกิดเหตุการณ์ที่มนุษย์และเอเลียนจะได้ส่งข้อความติดต่อสื่อสารกันครั้งแรก หรือแม้แต่ได้พบหน้ากันตัวเป็น ๆ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของจักรวาล หลายคนคงมีคำถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด ซึ่งคอยกำกับควบคุมการเจรจาสื่อสารหรือการพบปะกันครั้งนั้นให้เป็นไปอย่างราบรื่น

ตามกฎหมายของสหรัฐฯ ว่าด้วยความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ของธุรกิจขนส่งอวกาศ ปี 2015 (Commercial Space Launch Competitiveness Act) ระบุว่าองค์กรเอกชนต่าง ๆ สามารถจะเป็นผู้จัดเตรียมและดำเนินการพบปะเจรจากับเอเลียนได้ นอกเหนือไปจากกองทัพและองค์การนาซา ซึ่งปกติจะรับผิดชอบการสืบสวนกรณีของยูเอฟโอและการสำรวจดวงดาวทั้งหลาย

เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาแสวงประโยชน์ รวมทั้งวิจัยเพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจในอวกาศได้อย่างเสรี ทำให้มีโอกาสอย่างสูงที่องค์กรนอกภาครัฐจะเป็นผู้ได้พบปะพูดคุยกับมนุษย์ต่างดาวเป็นคนแรก

เซตินั้นถือเป็นองค์กรอิสระแห่งหนึ่ง ที่จัดว่าเป็นแนวหน้าของกลุ่มบุคคลผู้มีโอกาสจะได้ติดต่อสื่อสารกับเอเลียนเป็นรายแรก ๆ ของโลก เพราะมีโครงการใช้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย ค้นหาร่องรอยที่เป็นเอกลักษณ์ทางเทคโนโลยีของเอเลียนตามช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ รวมถึงโครงการ Breakthrough Listen ที่ใช้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุดักฟังสัญญาณประหลาดจากห้วงอวกาศด้วย

รูปจานของกล้องโทรทรรศน์วิทยุ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โครงการ Breakthrough Listen ของเซติ ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุดักฟังสัญญาณจากต่างดาว

อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันทั้งเซติและองค์การนาซาก็ยังไม่มีแนวทางหรือกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม ซึ่งว่าด้วยการปฏิบัติตัวของชาวโลกต่อมนุษย์ต่างดาว ทั้งที่จำเป็นจะต้องวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าอย่างดี เพื่อใช้ในการพบปะเจรจากันครั้งแรกซึ่งอาจมีขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อใดก็ได้ และสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่เหตุการณ์จะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้

ผู้เชี่ยวชาญสายวิทยาศาสตร์ของเซติบอกว่า โครงการดักฟังสัญญาณจากห้วงอวกาศ Breakthrough Listen จะไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เนื่องจากเป็นเพียงแค่การฟังเฉย ๆ ซึ่งไม่น่าจะสร้างความหวาดระแวงให้กับเอเลียน และทำให้พวกเขาไม่เป็นมิตรกับชาวโลก อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยาวิจารณ์ได้

บทเรียนจากประวัติศาสตร์โลก

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้เขียนบทความทั้งสามได้ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์เราเคยมีบทเรียนในประวัติศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการ “ทึกทักเอาเอง” มาแล้ว ซึ่งท่าทีต่อคนแปลกหน้าในลักษณะนี้ส่งผลร้ายทั้งขึ้นทั้งล่อง ไม่ว่าจะเป็นการสันนิษฐานว่าเอเลียนมีอารยธรรมและสติปัญญาสูงส่งหรือต่ำต้อยยิ่งไปกว่าเราก็ตาม

เมื่อครั้งที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบทวีปอเมริกาและได้พบปะกับชนพื้นเมืองเป็นครั้งแรก ความคิดที่มีอยู่ในหัวของเขามาก่อนว่า ชนพื้นเมืองคือคนป่าเถื่อนผู้มีภูมิปัญญาด้อยกว่า เนื่องจากไม่มีระบบตัวอักษรที่ใช้อ่านเขียนหนังสือเป็นของตนเอง ได้นำไปสู่ยุคสมัยที่เลวร้ายแห่งการปราบปรามกดขี่และทำให้ชนพื้นเมืองกลายเป็นทาสในที่สุด

นักมานุษยวิทยามองว่า การดักฟังสัญญาณจากเอเลียนนั้นไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยว ๆ ที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ข้ามดวงดาวในระยะยาว แต่ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นในกระบวนการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ซึ่งคิดไปก็น่าขำที่สหรัฐฯ มองว่า การเริ่มต้นความสัมพันธ์กับเอเลียนด้วยการลอบดักฟัง ไม่ได้แสดงถึงเจตนาร้ายแม้แต่น้อย ในขณะที่ตนเองไม่พอใจและเที่ยวสกัดกั้นการสืบความลับจากชาติอื่น ๆ ทั้งหมด

รูปภาพพิมพ์โคลัมบัส

ที่มาของภาพ, WIKIMEDIA COMMONS

คำบรรยายภาพ, ภาพพิมพ์จากยุคศตวรรษที่ 16 แสดงเหตุการณ์ที่โคลัมบัสพบกับชนพื้นเมืองของทวีปอเมริกาครั้งแรก

อันที่จริงแล้ว มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่การเริ่มต้นความสัมพันธ์ผิดพลาด จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายอย่างเช่นการตกเป็นทาสหรือถูกทำให้สูญสิ้นเผ่าพันธุ์โดยเอเลียนได้ ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของการล่าอาณานิคมโดยชาติมหาอำนาจตะวันตก การพบปะกันระหว่างคนแปลกหน้าจากต่างดินแดนได้นำไปสู่สิ่งเลวร้ายนานัปการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรง โรคระบาด การค้าทาส รวมไปถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

การเดินทางไปซีกโลกใต้ของกัปตันเจมส์ คุก ด้วยเรือหลวงเอ็นดีเวอร์ (HMS Endeavor) เมื่อปี 1768 ซึ่งทำให้เกิดการล่าอาณานิคมครั้งใหญ่ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์นั้น ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของประเด็นข้างต้น เพราะภารกิจของเขาซึ่งเริ่มต้นด้วยการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ธรรมดา โดยได้รับมอบหมายจากราชสมาคมดาราศาสตร์ของอังกฤษให้วัดระยะห่างระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ โดยติดตามความเคลื่อนไหวของดาวศุกร์บนท้องฟ้าซีกโลกใต้ ในท้ายที่สุดได้กลายเป็นการล่าอาณานิคม เพราะมีคำสั่งลับจากรัฐบาลอังกฤษในยุคนั้นให้ทำแผนที่ และเข้าครอบครองดินแดนตามรายทางให้มากที่สุดระหว่างการเดินทางขากลับ

รูปภาพเขียนกัปตันคุก

ที่มาของภาพ, NATIONAL LIBRARY OF AUSTRALIA

คำบรรยายภาพ, ภาพเขียนของกัปตันเจมส์ คุก (คนกลาง) ฝีมือจอห์น แฮมิลตัน มอร์ติเมอร์

แม้ราชสมาคมดาราศาสตร์จะเคยมีคำสั่งห้าม ไม่ให้กัปตันคุกเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่าอาณานิคมตั้งแต่แรก แต่เขาก็ไม่อาจเลี่ยงหรือฝืนบัญชาของรัฐบาลและสถาบันกษัตริย์ได้ แสดงให้เห็นว่านักสำรวจหรือนักวิทยาศาสตร์นั้น ยากที่จะเป็นอิสระจากแหล่งเงินทุนและบริบททางการเมืองแห่งยุคสมัยของพวกเขา

ภารกิจเบื้องต้นของกัปตันคุกและเซตินั้นคล้ายกันอย่างยิ่ง ตรงที่เป็นการสำรวจทางดาราศาสตร์เพื่อให้เกิดประโยชน์ใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติ แต่ในขณะเดียวกัน ทั้งสองต่างมีข้อด้อยในเรื่องของจุดยืนทางจริยธรรมและแนวคิดเรื่องการปฏิบัติต่อคนแปลกหน้า ซึ่งขัดแย้งกับเป้าหมายระยะยาวของพวกเขาที่ต้องการจะพบปะผูกมิตรกับเพื่อนต่างแดนหรือต่างดาวให้สำเร็จ

ดังนั้นจึงอาจจะเป็นการดี หากเซติจะมุ่งรักษาความเป็นองค์กรอิสระของตนให้ปลอดจากอิทธิพลของธุรกิจ กองทัพ หรือแม้แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้