'เจนซี' กำลังลุกขึ้นมาล้มล้างรัฐบาล แต่การประท้วงผ่านโซเชียลมีเดียจะนำความเปลี่ยนแปลงถาวรมาได้จริงไหม ?

ที่มาของภาพ, Donwilson Odhiambo / Getty Images
- Author, หลุยส์ บาร์รูโช และ เทสซา หว่อง
- Role, บีบีซี เวิล์ด เซอร์วิส
จากโมร็อกโกถึงมาดากัสการ์ ปารากวัยสู่เปรู การประท้วงที่นำโดยคนหนุ่มสาวกำลังปะทุขึ้นทั่วโลก เมื่อกลุ่มคนเจนซี หรือผู้ที่มีอายุระหว่าง 13 ถึง 28 ปี ออกมาระบายความไม่พอใจต่อรัฐบาลและเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
สิ่งหนึ่งที่การประท้วงเหล่านี้มีร่วมกันนอกจากความเยาว์วัยของคนรุ่นใหม่ ก็คือการที่ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นและถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของสื่อสังคมออนไลน์ ทว่าผู้เชี่ยวชาญกลับออกมาเตือนว่า พลังเดียวกันนี้อาจแฝงไปด้วยเมล็ดพันธุ์ที่จะบ่อนทำลายความเคลื่อนไหวนี้เสียเอง
การประท้วงประเด็นไฟฟ้าและน้ำที่ขาดแคลนในมาดากัสการ์นำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาล การชุมนุมต่อต้านการทุจริตและระบบเล่นพรรคเล่นพวกในเนปาลทำให้นายกรัฐมนตรีต้องลาออก ขณะเดียวกันกลุ่มเจนซีในเคนยาออกมาเดินถนนและรณรงค์ในโลกออนไลน์ประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบและปฏิรูปประเทศ

ที่มาของภาพ, Klebher Vasquez / Anadolu via Getty Images
ในเปรู ฝูงชนแห่งคนรุ่นใหม่ออกมาเดินขบวนด้านหน้ารัฐสภา พร้อมกับกลุ่มพนักงานขับรถบัสและคนขับรถแท็กซี่เพื่อระบายความโกรธเกรี้ยวของพวกเขาต่อข่าวฉาวเรื่องการทุจริตและความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยที่มีเพิ่มขึ้น ด้านแรงงานชั่วคราวในอินโดนีเซียออกมาประท้วงต่อต้านการตัดลดสวัสดิการ
สำหรับโมร็อกโก การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งนี้นับว่า เป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องระบบสาธารณสุขและการศึกษาที่ดีขึ้น พร้อมวิจารณ์งบประมาณนับพัน ๆ ล้านที่ถูกทุ่มลงไปกับการสร้างสนามกีฬาหลายแห่งที่ใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลก (World Cup)

ที่มาของภาพ, Abu Adem Muhammed / Anadolu via Getty Images
ในการประท้วงทั้งหมดนี้ สื่อสังคมออนไลน์นับว่ามีบทบาทสำคัญ ในฐานะการเป็นแพลตฟอร์มแห่งการเล่าเรื่อง การสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การประสานงานเชิงยุทธวิธี และการเรียนรู้ข้ามพรมแดน
ทว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียง "ระลอกล่าสุดของการประท้วงที่นำโดยคนหนุ่มสาวตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกหล่อหลอมด้วยการเชื่อมต่อทางดิจิทัล" ตามคำกล่าวของ ผศ.จันจิรา สมบัติพูนศิริ จาก สถาบันเยอรมันเพื่อการศึกษาระดับโลกและภูมิภาค (German Institute for Global and Area Studies)
กระแสการประท้วงดังกล่าวรวมถึง อาหรับสปริง (Arab Spring) ในปี 2010–2011, การเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีท (Occupy Wall Street) ในปี 2011, ขบวนการ Indignados [ภาษาสเปนแปลว่า "ผู้โกรธเคือง" หรือ "ผู้ไม่พอใจ"] ต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัดในสเปนช่วงปี 2011–2012, รวมถึงการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยใน ประเทศไทย (ปี 2020–2021), ศรีลังกา (ปี 2022) และ บังกลาเทศ (ปี 2024)

ที่มาของภาพ, Akila Jayawardana / NurPhoto via Getty Images
'การทุจริตกลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้'
สตีเวน เฟลด์สตีน นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันคลังสมองสหรัฐฯ อย่าง มูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ (Carnegie Endowment for International Peace) มองว่า ปรากฏการณ์นี้สามารถย้อนกลับไปได้ไกลกว่านั้นอีก คือตั้งแต่ตอนที่ข้อความ SMS ได้การจุดประกาย การปฏิวัติประชาชนครั้งที่สองของฟิลิปปินส์ในปี 2001
เขากล่าวว่า "การที่คนหนุ่มสาวใช้เทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวมวลชน ไม่ใช่เรื่องใหม่"
ทว่าสิ่งที่แตกต่างในตอนนี้ คือ ระดับความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่สูงขึ้นมาก จากการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างแพร่หลาย สื่อสังคมออนไลน์ แอปพลิเคชันส่งข้อความ ไปจนถึง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence - AI) ที่เข้ามาช่วยให้การระดมผู้คนทำได้ง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพกว่าที่เคย

ที่มาของภาพ, Prabin Ranabhat / AFP via Getty Images
"[เจนซี] โตขึ้นมากับสิ่งนี้ นี่คือวิธีการที่พวกเขาใช้สื่อสาร" เฟลด์สตีนกล่าว
"วิธีการที่คนรุ่นนี้ใช้รวมตัวกัน ก็เป็นเพียงผลลัพธ์ตามธรรมชาติของสิ่งนั้นเอง"
ภาพและโพสต์ต่าง ๆ เดินทางได้ไกลและเร็วกว่าเดิม และนั่นส่งผลให้ทั้งความโกรธเกรี้ยว และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันถูกขยายไปพร้อม ๆ กัน
อธีนา ชารานน์ เพรสโต นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวเสริมว่า "สื่อสังคมออนไลน์ได้เปลี่ยนสิ่งที่อาจดูเหมือนโพสต์ไลฟ์สไตล์ ให้กลายเป็น 'หลักฐานทางการเมือง' และในหลายกรณี มันคือเสียงเรียกร้องให้ลุกขึ้นสู้"
"คอร์รัปชันมักดูเป็นเรื่องนามธรรม เมื่อมันถูกพูดถึงในรายงานหรือในศาล แต่เมื่อผู้คนเห็นมันบนหน้าจอของตัวเอง การทุจริตก็กลายเป็นรูปธรรมจับต้องได้"
"เมื่อการทุจริตปรากฏอยู่ในรูปของคฤหาสน์ รถสปอร์ต หรือถุงชอปปิงหรู ๆ ระยะห่างระหว่าง อภิสิทธิ์ของชนชั้นนำ กับความยากลำบากของคนทั่วไปก็กลายเป็นการดูถูกซึ่งหน้า เพราะแนวคิดนามธรรมเรื่องคอร์รัปชันได้พังทลายกลายเป็นภาพที่จับต้องได้จริง ๆ"

ที่มาของภาพ, Instagram / sgtthb
ตัวอย่างเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมาในเนปาล หลังภาพในอินสตาแกรมของลูกชายนักการเมือง ที่โพสท่าข้างต้นคริสต์มาสซึ่งทำจากกล่องแบรนด์เนมหรู จุดกระแสการประท้วงครั้งใหญ่ขึ้นทั่วประเทศ และสถานการณ์ที่คล้ายกันนี้ก็เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์เช่นกัน
เพรสโตกล่าวว่า "เรื่องนี้กินใจกับคนหนุ่มสาวในฟิลิปปินส์อย่างมากเช่นเดียวกับในเนปาล เพราะมันตอกย้ำให้เห็นภาพที่ชัดเจนของสิ่งที่พวกเขารู้อยู่แล้วว่า ชนชั้นการเมืองใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยเกินขอบเขต"
"และในกรณีของฟิลิปปินส์ ความฟุ่มเฟือยเหล่านั้นยิ่งน่าขมขื่น เพราะมาจากเงินที่นักการเมืองยักยอกจากโครงการป้องกันน้ำท่วม ขณะที่ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากกำลังจมน้ำตายในอุทกภัยที่เลวร้ายขึ้นทุกปี"

ที่มาของภาพ, Delphia Ip / NurPhoto via Getty Images
สื่อสังคมออนไลน์ยังเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนยุทธวิธีการประท้วงข้ามพรมแดนด้วยเช่นกัน
แฮชแท็ก #MilkTeaAlliance ซึ่งเป็นเครือข่ายเรียกร้องประชาธิปไตยระดับเอเชียที่เกิดขึ้นจากการประท้วงในฮ่องกงเมื่อปี 2019 ได้กลายเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงนักเคลื่อนไหวจาก เมียนมา ไทย และอีกหลายประเทศในภูมิภาค
มีกรณีตัวอย่าง เช่น ผู้ประท้วงชาวไทยได้นำยุทธวิธี"จงเป็นเหมือนน้ำ" (be water) ของฮ่องกงมาใช้ วิธีการนี้ผู้จัดการชุมนุมจะประกาศนัดชุมนุมเพื่อเปลี่ยนสถานที่ในนาทีสุดท้ายผ่านช่องทางเทเลแกรมจนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถสกัดกั้นได้ทัน
ผศ.จันจิรา อธิบายว่า "ยุทธวิธีนี้ช่วยให้ประชาชนหลบเลี่ยงการถูกจับตาและการจับกุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
ดาบสองคม

ที่มาของภาพ, Anusak Laowilas / NurPhoto via Getty Images
เมื่อกระแสคัดค้านแพร่สะพัดออกไปบนโลกออนไลน์ รัฐบาลเผด็จการหลายประเทศก็ตอบโต้ด้วยการ ปิดกั้นและใช้กำลัง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า มาตรการปราบปรามเช่นนี้มักจะให้ผลตรงข้ามเพราะยิ่งจะจุดชนวนให้เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาพการใช้ความรุนแรงของรัฐถูกถ่ายทอดสดและปลุกความโกรธในหมู่ประชาชน
กรณีของ บังกลาเทศในปี 2024 ถือเป็นตัวอย่างชัดเจน ตอนนั้นรัฐบาลพรรค อาวามีลีก (Awami League) สั่งปิดอินเทอร์เน็ต จับกุมนักเคลื่อนไหวภายใต้กฎหมายความมั่นคงทางดิจิทัลและใช้กระสุนจริงยิงใส่นักศึกษาที่ออกมาชุมนุม
ทว่าเพียงแค่ภาพภาพเดียวของนักศึกษาที่ชื่อว่า อาบู ซาเยด ที่ถูกตำรวจยิงเสียชีวิต ก็กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้และจุดกระแสให้ผู้ประท้วงรุ่นใหม่หลั่งไหลออกมาบนท้องถนนอีกระลอกใหญ่

ที่มาของภาพ, NurPhoto via Getty Images
รูปแบบที่คล้ายกันนี้ยังเกิดขึ้นใน ศรีลังกา อินโดนีเซีย และเนปาล ที่การสังหารผู้ประท้วงได้จุดชนวนความโกรธแค้น ทำให้ข้อเรียกร้องเข้มข้นขึ้น และในบางกรณีก็นำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม แม้สื่อสังคมออนไลน์จะช่วยเสริมพลังให้ขบวนการประท้วงแต่มันก็เปิดช่องให้เกิดการแตกแยกและการถูกปราบปรามได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
ผศ.จันจิรา อธิบายว่าการเคลื่อนไหวแบบไร้ผู้นำได้ทำให้เกิด "ความยืดหยุ่นและความรู้สึกเท่าเทียม" แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้กลุ่มเหล่านี้ เสี่ยงต่อการถูกแทรกซึม ใช้ความรุนแรง หรือเบี่ยงเบนวาระจากเป้าหมายเดิมได้เช่นกัน

ที่มาของภาพ, Anusak Laowilas / NurPhoto via Getty Images
ในประเทศไทย การถกเถียงกันบนโลกออนไลน์ได้กลายเป็นจุดแตกหักของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในปี 2020 หลังจากมีการใช้แฮชแท็กอย่าง #RepublicOfThailand และโพสต์ที่มีสัญลักษณ์คอมมิวนิสต์ ซึ่งทำให้แนวร่วมบางส่วนรู้สึกแปลกแยกและถอนตัวออกไป
ขณะเดียวกัน ในเนปาล และ บังกลาเทศ การชุมนุมที่ประสานงานกันอย่างหลวม ๆ ก็ลุกลามกลายเป็นความรุนแรงในบางครั้ง
งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า รัฐเผด็จการเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นอาวุธตอบโต้ผู้เคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน
ผศ.จันจิรา กล่าวว่า "นับตั้งแต่ยุคอาหรับสปริง รัฐบาลหลายประเทศได้พัฒนาระบบเฝ้าระวังด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพิ่มการเซ็นเซอร์ข้อมูล และออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพมากขึ้น จนทำให้นักเคลื่อนไหวต้องทำงานภายใต้ความเสี่ยงตลอดเวลา"

ที่มาของภาพ, Patrick Baz / AFP via Getty Images
ผู้เชี่ยวชาญยังคงถกเถียงกันถึง ผลกระทบระยะยาวของการประท้วงที่ขับเคลื่อนด้วยสื่อสังคมออนไลน์
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2020 ชี้ว่า ในช่วงทศวรรษ 1980–1990 การเคลื่อนไหวโดยไม่ใช้ความรุนแรงประสบความสำเร็จถึง 65% แต่ระหว่างปี 2010–2019 ตัวเลขนี้ลดลงเหลือเพียง 34% เท่านั้น
ผศ.จันจิรา กล่าวเพิ่มเติมว่า "แม้การเคลื่อนไหวมวลชนจะสามารถเปลี่ยนรัฐบาลหรือโค่นระบอบได้ แต่การเปลี่ยนแปลงระยะยาวนั้นยังห่างไกลจากคำว่า รับประกันความสำเร็จ"
เธออธิบายว่า "บางครั้งการประท้วงอาจลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมือง เช่น ใน ซีเรีย เมียนมา และเยเมน เมื่อกลุ่มต่าง ๆ แย่งชิงอำนาจกันเอง หรือในบางประเทศ เช่น อียิปต์ ตูนิเซีย และเซอร์เบีย ที่ผู้นำเผด็จการกลับมามีอำนาจอีกครั้งเพราะการปฏิรูปไม่สามารถรื้อโครงสร้างอำนาจที่หยั่งรากลึกของระบอบเดิมได้จริง"
มากกว่าแค่แฮชแท็ก

ที่มาของภาพ, FITA / AFP via Getty Images
เฟลด์สตีนกล่าวว่า "โดยธรรมชาติแล้ว [สื่อสังคมออนไลน์] ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว เพราะคุณต้องพึ่งพาอัลกอริทึม กระแสความโกรธ และแฮชแท็ก เพื่อให้การเคลื่อนไหวดำเนินต่อไปได้"
เขาเสริมว่า "การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเกิดจากการที่ผู้คนสามารถเปลี่ยนจากการเคลื่อนไหวออนไลน์ที่กระจัดกระจายไปสู่ขบวนการที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว และมีสายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริงในโลกออฟไลน์ควบคู่ไปกับออนไลน์"
ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ "ยุทธศาสตร์แบบผสมผสาน" (hybrid strategies)
ผศ.จันจิรา ชี้ว่า "กลยุทธ์เหล่านี้ควรผสานระหว่างการเคลื่อนไหวทางออนไลน์กับรูปแบบการประท้วงแบบดั้งเดิม เช่น การนัดหยุดงานและการชุมนุมบนท้องถนน"
เธอยังระบุว่า "สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การสร้างพันธมิตรในวงกว้างเพื่อเสริมพลังความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคม พรรคการเมือง สถาบันต่าง ๆ และขบวนการออนไลน์ให้แข็งแกร่งมากขึ้น"











