วันแม่ยังสำคัญอยู่ไหม หากลูกไม่เห็นพระคุณมารดา
ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, Anonymous Source
เยาวชนไทยเริ่มตั้งคำถามถึงการทดแทนพระคุณมารดา และขอบเขตของความกตัญญู ท่ามกลางสถาบันครอบครัวที่แม่ลูกห่างเหินกันมากขึ้น แล้วความหมายของวันแม่ ในวันที่คำว่าแม่ของเด็กบางคน กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“คนที่อยากให้เกิด ก็ต้องมีหน้าที่เลี้ยงเราสิ ไม่ใช่บังคับให้เราทำตามใจเขา” และ “แม่ไม่ให้เรียน บอกว่าสมองหนูมันช้ามีแต่ขี้เลื่อย” นี่เป็นเพียงความอัดอั้นบางส่วนที่ผู้เป็นลูกระบายออกมาถึงความไม่พอใจต่อบุพการี ตามกลุ่มให้คำปรึกษาด้านชีวิตและครอบครัวในเฟซบุ๊ก
โพสต์หนึ่งที่ผู้ใช้สังคมออนไลน์เข้าไปแสดงความเห็น และถกเถียงถึงทัศนคติในฐานะลูก คือ เยาวชนคนหนึ่งเล่าว่าเรียนจบมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยตามที่บิดามารดาต้องการ แต่ไม่ต้องการทำงาน และมองว่าบุพการีมีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูในฐานะผู้ให้กำเนิด
“บ้านไม่ใช่เซฟโซนที่ดีเลย” ผู้ตั้งกระทู้ ถามเสมือนระบายความในใจโดยไม่ประสงค์ออกนาม
“เขาเริ่มกดดันเรา เริ่มไม่ให้เงินเราแล้ว ถ้าไม่ทำงานก็กินข้าวที่บ้าน...ทั้งที่เราเคยบอกแล้วว่า ขอไม่มากแค่เดือนละ 25,000 บาท”

ที่มาของภาพ, Facebook
ในสายตาของ ดร.พนิตา เสือวรรณศรี สาขาวิชาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงปรากฎการณ์ทางสังคมที่เยาวชนเริ่มตั้งคำถามถึงขอบเขตของ “ความกตัญญู” และนิยามของ “ความอกตัญญู” โดยมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ ตราบใดที่เป็นการตั้งคำถามที่ไม่สุดโต่งจนเกินไป เหมือนกรณีเยาวชนที่กล่าวว่า “ไม่ได้เลือกมาเกิด”
“มันมีความสุดโต่งสองอย่าง เขาอาจพูดได้ว่าเขาไม่ได้เลือกเกิด แม่ก็บอกได้ว่าไม่ได้เลือกให้ลูกเกิดมาแบบนี้”
กรีดแขน-ซึมเศร้า-แม่ไม่ส่งเสีย
“หนูอายุแค่ 15 ปี ทำงานอะไรได้บ้างคะ แม่บอกว่าให้ส่งตัวเองเรียนจนมหาลัย...แม่บอกว่าแม่หมุนไม่ทัน”
นี่คือเสียงโอดครวญในกลุ่มเฟซบุ๊ก “รับปรึกษาปัญหาชีวิตและครอบครัว” ของเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.3 ในจังหวัดกระบี่ ที่บีบีซีไทยขอตั้งนามสมมติว่า “พลอยใจ”

ที่มาของภาพ, Facebook
เธออธิบายเพิ่มเติมถึงข้อความที่เธอโพสต์ในกลุ่มว่า มารดาบอกให้เธอหางานทำ หรือขอทุนการศึกษาจากโรงเรียน เพื่อส่งเสียตนเองให้เรียนจบระดับอุดมศึกษา เพราะแม่ไม่มีเงินพอจะส่งเสียเธออีกต่อไป
“แต่พอแฟนหนุ่มเขาขอเงิน แม่โอนให้ทันที...แต่แม่ไม่เคยให้อะไรกับหนู” พลอยใจ เล่าด้วยเสียงทุ้มต่ำและเหมือนสะอื้นไห้ ก่อนอธิบายต่อว่า แม่ตั้งท้องตอนอายุ 15 ปีเท่าเธอ คลอดแล้วก็ฝากยายเลี้ยงมาตลอด ส่วนบิดานั้นแยกกันอยู่นานแล้ว
ปัจจุบัน เด็กหญิงอาศัยอยู่กับยายนอกตัวเมืองกระบี่ ได้เงินวันละ 120 บาท แต่ก็หมดไปกับค่ารถโดยสารเพื่อไปโรงเรียนในตัวเมือง ที่ใช้เวลาเดินทางไปกลับรวมกว่า 3 ชั่วโมง
บีบีซีไทยถามว่า ทำไมถึงไปเลือกเรียนไกลบ้านเช่นนั้น เธอตอบว่า “แม่ให้เรียนโรงเรียนในเมือง เพราะอยากให้อยู่ในสังคมดี ๆ...เขาส่งให้เรามาแล้ว หนูไม่อยากขัดอะไร หนูเรียนที่ไหนก็ได้”

ที่มาของภาพ, PA
จนเมื่อ 8 เดือนก่อน อาจารย์ที่โรงเรียนสังเกตว่าพลอยใจเริ่มมีพฤติกรรมผิดปกติ จึงส่งตัวไปให้จิตแพทย์วินิจฉัย และพบว่าเธอเป็นโรคซึมเศร้า แต่สิ่งที่แม่พูดกับเธอเมื่อทราบข่าว ยิ่งทำให้จิตใจของเยาวชนที่เป็นโรคซึมเศร้ายิ่งหม่นหมอง
“แม่บอกให้หยุดยาว หยุดไปหาหมอ เขาไม่โอเคกับหนู...แม่กลัวอายคนอื่นว่าหนูเป็นโรคจิต” พลอยใจ บอกกับบีบีซีไทย
“หนูร้องไห้นะคะ เสียใจที่แม่พูดแบบนี้ หมดกำลังใจ เราโดดเดี่ยว กรีดแขนหลายครั้งมาก แต่กลับมาคิดได้ว่าเราไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก คิดซะว่าแม่เขาหมุนไม่พอ ถ้าหางานทำก็จะเลี้ยงตัวเอง”
ปลดแอกกรอบความคิด “แม่-ลูก”
บีบีซีไทยนำเรื่องราวของพลอยใจไปปรึกษากับ ดร.พนิตา แห่งคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ซึ่งให้ความเห็นทั้งในมุมของแม่และลูกว่า มารดาที่พูดในลักษณะนี้มอง “ภาพพจน์” ของตนเองสำคัญกว่าลูก หรือวิตกว่าสังคมจะดูแคลนตนเองว่า “ฉันเลี้ยงลูกไม่ดี”
แต่ในมุมของลูกแล้ว เมื่อได้รับฟังคำพูดเช่นนี้ “ลูกจะรู้สึกว่าไม่มีใครต้องการ เพราะขนาดพ่อแม่ยังไม่รักฉันเลย” ดังนั้น การช่วยเหลือของจิตแพทย์ในกรณีเช่นนี้ จะพยายามแยกอารมณ์ความรู้สึกของเด็ก ไม่ให้ยึดติดกับพ่อแม่มากนัก แต่ให้ยึดกับความเป็นปัจเจกบุคคลของเด็กเอง

ที่มาของภาพ, อ. ดร.พนิตา เสือวรรณศรี
สายสัมพันธ์แม่ลูกที่ห่างเหินแบบกรณีพลอยใจ ทำให้ ดร.พนิตา ไม่แปลกใจที่สังคมไทยเริ่มได้ยินคำพูดว่า “ไม่ได้ขอมาเกิด” แต่ปัจจัยไม่ได้มาจากสถาบันครอบครัวอย่างเดียว แต่เป็นผลจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีโทรคมนาคมด้วย
“เราถูกปลูกฝังแนวคิดแบบตะวันออกว่า ครอบครัวต้องมาก่อน ว่าพ่อแม่สำคัญ ว่าพ่อแม่คือพระในบ้าน” แต่เมื่อประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต สังคมออนไลน์ คนไปศึกษาต่อต่างประเทศมากขึ้น หรือเรียนในโรงเรียนนานาชาติ ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เราเคยมองว่าปกติ คนประเทศอื่นไม่ได้มองว่าปกติ
“เพราะโลกตะวันตกมีความเป็นปัจเจกชนเยอะ ลูกไม่ได้ต้องสนิทหรือเชื่อพ่อแม่ทุกอย่าง” ดร.พนิตา กล่าวและเสริมว่าสังคมตะวันตกเริ่มเห็นการที่ลูกไม่พูดกับพ่อแม่มากขึ้น
ตั้งคำถาม = อกตัญญู ?
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เยาวชนไทยตั้งคำถามมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ค่านิยมว่าผู้หญิงต้องมีลูกก่อนอายุ 30 ปี การเรียกร้องความเท่าเทียมของผู้มีความหลากหลายทางเพศ มาจนถึงคำถามว่า ลูกต้องเลี้ยงดูพ่อแม่จริงหรือ

ที่มาของภาพ, EPA
ดร.พนิตา ยกตัวอย่างกรณีคนไทย (ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย) แต่งงานกับชาวตะวันตก และย้ายไปอยู่ในต่างประเทศ แล้วชาวต่างชาติตั้งคำถามว่า ทำไมคู่ครองต้องส่งเงินเลี้ยงดูพ่อแม่ของตนเองทุกเดือน
อาจารย์ประจำคณะจิตวิทยา จุฬาฯ อธิบายว่า สังคมชาติตะวันตกมุ่งเน้นให้ประชาชนทุกคนไม่ว่าลูกหรือพ่อแม่ สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง โดยมีเครื่องมือคือรัฐสวัสดิการมาสนับสนุน อาทิ เงินบำนาญสำหรับผู้สูงอายุ พนักงานดูแลคนวัยเกษียณ และสวัสดิการการรักษาตัวในโรงพยาบาล เป็นต้น ทำให้สังคมไม่เกิดคำพูดว่า พ่อแม่เป็นภาระของลูก
“การตั้งคำถาม ไม่ได้นำไปสู่การทำลายล้าง” ดร.พนิตา กล่าว โดยมองว่าแทนที่จะมองว่าเป็นการทำลาย การตั้งคำถามของเยาวชน อาจนำไปสู่โครงสร้างสังคมและสวัสดิการที่ดีขึ้นได้ เหมือนการตั้งคำถามว่า ทำไมต้องรอให้ถึงวันแม่เพื่อไหว้แม่
“ทำไมต้องรอวันที่ 12 สิงหาคม ไหว้แม่ทุกวันไม่ได้หรือ…วันนั้นดอกไม้มันแพง”
วันแม่...ของเด็กที่ไม่เคยสัมผัสคำว่าแม่
แม้พลอยใจจะตัดสินใจยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเอง หลังแม่บอกว่าจะไม่ส่งเสียเธออีกต่อไป แต่ด้วยอายุเพียง 15 ปี ตัวเลือกของเธอมีไม่มากนัก
ความหวังของเธอคือการสอบชิงทุนเรียนต่อมัธยมปลายด้วยตนเอง เธอจึงมุ่งมั่นกับการเรียน จนได้เกรดเฉลี่ย 3.84 ซึ่งถือว่าสูงกว่าโควต้าการขอทุนการศึกษา ระหว่างนั้นก็เป็นพยาบาลอาสาของโรงเรียนด้วย เพราะได้อาหารกลางวันฟรี
“หนูจะสอบทันตแพทย์ให้ได้” พลอยใจ เล่าถึงอาชีพในฝันของเธอ
“หนูไม่สนใจเรื่องใครเลย ทุกสิ่งที่หนูทำ ที่หนูทำตัวเองให้ดีขึ้น หนูทำเพื่อตัวเอง”

ที่มาของภาพ, Anonymous Source
แต่เมื่อถามว่าแล้วคิดอย่างไรกับวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. พลอยใจนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบว่า “หนูไม่มีความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับแม่เลย”
การที่เยาวชนต้องคิดและดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตนเองแบบกรณีพลอยใจ เป็นสิ่งที่ ดร.พนิตา มองว่า เป็นการขาดความรับผิดชอบของพ่อแม่ ซึ่งเป็นคนที่มีอำนาจมากกว่า แม้จะตัดปัจจัยเรื่องรักลูกหรือไม่ทิ้งไปก็ตาม
แต่เมื่อเยาวชนเริ่มตั้งคำถาม อย่าง “ทำไมต้องเลี้ยงดูพ่อแม่” และ “ทำไมลูกต้องรักแม่” สังคมไทยและคนส่วนใหญ่ยังยึดติดกับค่านิยมดั้งเดิม และตีตราเด็กที่ตั้งคำถามว่า อกตัญญู หรือไม่รู้บุญคุณ
ทั้งที่ “ความรู้สึกบังคับกันไม่ได้ รักหรือไม่รัก มันบังคับกันไม่ได้” ดร.พนิตา กล่าว








