ประสบการณ์วันรัฐประหาร-กับดักรัฐธรรมนูญ 60 ในสายตา ธนาธร-ชูศักดิ์-นักวิชาการ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันยืนยันหลักการที่ว่า “อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมชี้ว่า ในรอบ 18 ปีนับจากรัฐประหารปี 2549 วาระของประเทศไทยอยู่กับการแย่งชิงอำนาจของ 2 ฝ่าย
การออกมาให้ความเห็นของประธานคณะก้าวหน้าเกิดขึ้นในวงเสวนา “กับดักเก่า VS ความเป็นไปได้ใหม่ ออกแบบรัฐธรรมนูญอย่างไรให้ประชาธิปไตยกินได้” จัดโดยศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง (101 Public Policy Think Tank – 101 PUB) เมื่อวานนี้ (8 มี.ค.)
ด้านนักวิชาการชี้ว่า ความไม่ชัดเจนของความเป็นประชาธิปไตยของไทยว่าที่สุดแล้วอำนาจอยู่ที่ใครกันแน่ ทำให้ประเทศถูก “ปกครองโดยใช้ความกลัว”
ต่อไปนี้คือสาระสำคัญที่บีบีซีไทยสรุปมาฝาก

ที่มาของภาพ, Hataikarn Treesuwan/BBC Thai
ธนาธรเล่าประสบการณ์ 19 กันยา 49
ในวันที่รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ถูกโค่นอำนาจด้วยการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้บริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทในขณะนั้น อยู่ที่แอฟริกาใต้เพื่อร่วมประมูลงานสำคัญกับบริษัทฟอร์ด ทว่าเมื่อเกิดการยึดอำนาจขึ้นในไทย บรรดาผู้บริหารทั้งแอฟริกาใต้และสหรัฐอเมริกาไม่มีความรู้ความเข้าใจทางการเมืองมากนัก
“พอเข้าประชุมเขาก็ถามผมเลย ประเทศคุณเกิดรัฐประหารขึ้น นึกออกไหมครับ มุมมองของเขาที่มีต่อเรา เหมือนกับว่าเรามาจากเมียนมาหรืออะไรแบบนั้น เป็นประเทศที่ล้าหลังมาก และความรู้สึกของพวกเขา สิ่งที่เราสัมผัสได้จากการสนทนาก็คือ บริษัทที่มาจากประเทศอย่างนี้นะหรือ จะมาประมูลโครงการระดับโลก จะมีขีดความสามารถในการแข่งขัน จะมาสู้กับพวกเขาได้ ดังนั้นการบอกว่าเราเป็นบริษัทที่มาจากประเทศไทยไม่ได้เป็น asset (สินทรัพย์) นะครับ เป็น liability (หนี้สิน/ภาระ) สำหรับนักธุรกิจ” ธนาธร เล่าย้อนประสบการณ์วันรัฐประหารเมื่อ 18 ปีก่อน ซึ่งเขาบอกว่า เป็นต้นตอสำคัญของความขัดแย้งในระลอกนี้
ธนาธร ลาออกจากตำแหน่งรองประธานไทยซัมมิทกรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย เพื่อก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เมื่อปี 2561 ก่อนที่พรรคของเขาจะถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค พร้อมตัดสิทธิการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เป็นเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2563 จาก “คดีหัวหน้าพรรคปล่อยเงินกู้ 191.2 ล้านบาทให้แก่พรรคตัวเอง” เป็นผลให้แกนนำพรรค อนค. ต้องผันตัวไปทำงานในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ใช้ชื่อว่า คณะก้าวหน้า

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ธนาธร กล่าวว่า การทำให้บริษัทไทยแข่งขันได้ ไปหางาน/เอามูลค่าจากตลาดโลกเพื่อมาแปรเป็นคุณภาพในไทย ทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยตัวธุรกิจเองหนีไม่ออกจากการเมือง การเมืองอยู่ในทุกมิติของชีวิตเรา
จากนั้นเขาให้นิยาม “ประชาธิปไตยกินได้” ว่าหมายถึง คนมีงานที่มั่นคงทำ สามารถเลี้ยงดูครอบครัวให้อบอุ่นได้ มีศักยภาพในการเดินตามความฝันของตัวเองได้ มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเข้าถึงบริการของรัฐที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน
“ทำไมคนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงประชาธิปไตยที่กินได้” เขาโยนคำถามขึ้นกลางวงเสวนา ก่อนพูดต่อไปว่า นี่เป็นโจทย์เศรษฐกิจและการเมืองในขณะเดียวกัน ซึ่งการจะจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้ ต้องมีอำนาจ ซึ่งก็คือการเมือง
“คนไทย 67 ล้านคนจะอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยที่เห็นต่างกัน ไม่ต้องเอากระบองมาทุบหัวกัน เราจัดการความเห็นต่างอย่างไร พูดง่าย ๆ ว่าเราจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร ใครมีอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อำนาจนั้นมาจากไหน ใครเป็นเจ้าของอำนาจ และจะใช้กลไกใดตรวจสอบผู้ใช้อำนาจผู้มีอำนาจ” นี่คือโจทย์สำคัญในทัศนะของประธานคณะก้าวหน้าวัย 46 ปี
บางตัวอย่างที่เขาหยิบยกขึ้นมาพูดถึง-ชวนขบคิด อาทิ ใครควรได้ใช้คลื่นความถี่ ทำไมทหารได้จัดการคลื่นวิทยุมากกว่าคนอื่น? ทำไมถึงปล่อยให้มีการควบรวมกิจการระหว่างผู้ประกอบการมือถือ 2 เจ้าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว? ที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัดจะให้ใครใช้ก่อน? ใครได้ใช้น้ำก่อนกัน? ภาคตะวันออก อุตสาหกรรมได้ใช้น้ำก่อน ขณะที่คนระยองและคนชลบุรียังเข้าไม่ถึงน้ำประปาที่สะอาด
จากนั้น ธนาธร ได้ฉายสไลด์ 3 แผ่น โดยแสดงให้เห็นตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในทศวรรษ 1990-2020 โดยเปรียบเทียบกัน พบว่า จีดีพีไทยจากเคยโตเฉลี่ย 7.2% ต่อปี ลดลงเหลือ 2.4% ต่อปี มูลค่าเงินลงทุนที่ไหลออกจากประเทศไทย (Net FDI outflow) สูงที่สุดในอาเซียน ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนที่ไหลเข้าไทย (Net FDI inflow) ต่ำที่สุดในอาเซียน “สะท้อนว่านักลงทุนมองไม่เห็นโอกาสที่ไทย” ทั้ง 3 กราฟนี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีความใส่ใจในการสร้างการแข่งขันของประเทศ ทำให้ความชันของจีดีพีต่ำลงไปเรื่อย ๆ
วาระประเทศในช่วง 18 ปีคือการแย่งชิงอำนาจ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นับจาก 19 ก.ย. 2549 ธนาธร เห็นว่า วาระของประเทศนี้ไม่มีวาระของการแก้ปัญหาให้คนไทย ไม่ว่าจะเป็น การแก้ปัญหาที่ดิน, สังคมสูงวัย, สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป, ความมั่นคงของคนงาน, น้ำประปา ฯลฯ
“วาระของประเทศในช่วง 18 ปีนี้คือการแย่งชิงอำนาจ ผู้มีอำนาจต้องการธำรงไว้ซึ่งระบบระเบียบปัจจุบัน ซึ่งพวกเขาจะสามารถธำรงความเหนือกว่าทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม นี่คือโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย ถ้าคุณแก้ปัญหานี้ได้ คุณไม่ต้องแก้ปัญหาอื่น” เขากล่าว
ประธานคณะก้าวหน้าชี้ว่า 18 ปีที่ผ่านมา คือการปะทะกันระหว่าง อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง/อำนาจจารีต กับ อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อผู้มีอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีความเหนือกว่าสูงส่งกว่าอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง เขาจึงไม่จำเป็นต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ทรัพยากรของประเทศหรือวาระของพวกเขาไม่ใช่เรื่องการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ ความมั่นคงของคนงาน การจัดสรรทรัพยากรแบบเป็นธรรมให้ชาวไร่ชาวนา แต่คือการรักษาระบบระเบียบแบบนี้เอาไว้ให้นานเท่านั้น
“หากในช่วง 18 ปีนี้จะมีการนำทรัพยากรมารับใช้ประชาชนบ้าง นั่นก็เป็นเพียงความต้องการจะซื้อความจงรักภักดีทางการเมืองมากกว่าเป็นสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ หรือสร้างความมั่นคงให้คนดำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยต้องการ”
ธนาธร บอกว่า ระบบระเบียบนี้ ทำให้เรามองภายในมาก จนไม่ได้มองว่าโลกมันเปลี่ยนไปไกลแล้ว เรามองภายในจนไม่เคยคิดจริง ๆ ว่าประเทศไทยควรจะอยู่ตรงไหนในโลกใบนี้ จะเชื่อมโยงอย่างไร คุณค่าอะไรที่เป็นสากล เราพร้อมสร้างคนเพื่อรองรับและตอบสนองความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 20 หรือไม่
“เราไม่ได้คิดเรื่องนี้ เพราะ 18 ปี เราคิดแต่ว่าจะแย่งอำนาจกันอย่างไร ใครแพ้ถึงตาย ใครแพ้ถึงติดคุก ดังนั้นทรัพยากรทุกอย่างจึงถูกระดมไป ไม่ว่าจะเป็น เวลาของผู้บริหาร งบประมาณประเทศ การปู้ยี้ปู้ยำกระบวนการยุติธรรมเพื่อรับใช้วาระทางการเมือง ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงสำคัญเพราะคือกติกาให้คนไทย 67 ล้านคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้” ธนาธร ให้ความเห็น
วัฒนธรรมรุนแรง-ปกครองโดยความกลัว ทำประเทศเปลี่ยนไม่ได้
ด้าน ผศ.ดร.อรอร ภู่เจริญ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ชวนมองย้อนไปไกลกว่า ธนาธร โดยตั้งต้นที่จุดกำเนิดประชาธิปไตยในไทยเมื่อปี 2475 ซึ่งชาวไทยมีความฝันในการเปลี่ยนบท-เปลี่ยนหนังสือเล่มใหม่ และยังคงเป็น Work in Progress กำลังเขียนหนังสือเล่มใหม่ร่วมกันอยู่ โดยไม่มีใครทราบว่าจุดจบอยู่ตรงไหนอย่างไร
แต่นักวิชาการรายนี้คาดหวังว่า ในอีก 8 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นวาระ 100 ปีประชาธิปไตยไทย จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ปักหมุดหมายใหม่ที่สำคัญสำหรับประเทศไทย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผศ.ดร.อรอร ระบุว่า รัฐธรรมนูญคือจินตนาการของมนุษย์ที่ออกมาเป็นเอกสาร ไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่สัจจะ แต่คือจินตนาการทั้งสิ้น แม้แต่ประเทศไทยก็เป็นจินตนาการ นี่คือจุดเด่นของมนุษย์ เราเก่งที่จะจินตนาการให้เกิดรัฐ รัฐธรรมนูญ รูปแบบการปกครอง บริษัท เงิน ธนาคาร เกิดระบบเศรษฐกิจ เมื่อทั้งหมดนี้เป็นจินตนาการและเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เราจึงร่วมจินตนาการกันได้ ร่วมฝันกันได้ และเปลี่ยนมันได้ นิยามทั้งหมดที่เคยสร้างมา เปลี่ยนแปลงมันได้หมด ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของหรือมีอำนาจสูงสุดที่จะมาบ่งชี้ว่าต้องเป็นอย่างไร
ในฐานะนักอนาคตศาสตร์ซึ่งต้องสำรวจอดีตอย่างลึกซึ้งและเปิดพื้นที่ศึกษาร่วมกันอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ผศ.ดร.อรอร มองรัฐธรรมนูญเป็น “เอกสารที่สื่อสารถึงระบบที่เราต้องการ โครงสร้างอำนาจของตัวแสดงต่าง ๆ ที่มาที่ไป” แต่สิ่งที่ลึกกว่าระบบแต่มักไม่ถูกพูดถึงคือ ความเชื่อ โลกทัศน์ และวัฒนธรรม
ผอ.สถาบันนโยบายสาธารณะจาก มช. มองเห็น 2 วัฒนธรรมที่ประเทศไทยไปไม่ถึง Tipping Point (จุดพลิกผัน) อย่างแท้จริงว่าต้องการเปลี่ยนจริง ๆ
หนึ่งคือ วัฒนธรรมความรุนแรงทุกรูปแบบ การใช้อาวุธ ใช้อำนาจการข่มขู่ ใช้ความรุนแรงในครอบครัวหรือระดับประเทศ
จากนั้นอาจารย์อรอรได้ทบทวนข้อความที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ที่ระบุว่า บุคคลใดจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ก่อนตั้งคำถามว่า แล้วรัฐประหารที่ทำมาทั้งหมด อันนี้ไม่ได้ล้มล้างการปกครองประชาธิปไตยหรอกหรือ
“รัฐประหารคือความรุนแรงสูงที่สุดแล้วที่เราพบเห็นได้ในสังคมไทย รัฐประหารคือความรุนแรงที่เหยียบย่ำอำนาจอธิปไตยของชาวไทย ซึ่งอำนาจอธิปไตยของชาวไทยเป็นอำนาจสูงสุด อันนี้คือข้อตกลงของระบอบประชาธิปไตย ประเด็นคือเราเห็นพ้องต้องกันจริง ๆ แล้วใช่ไหมว่าเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยซึ่งอำนาจต้องอยู่ที่ประชาชน” นักวิชาการจากสำนัก มช. กล่าว
สองคือ การอยู่ภายใต้ความกลัว Fear-based Governance หรือการปกครองโดยใช้ความกลัว กลัวทุกคน สหภาพแรงงานกลัว เกษตรกรกลัว นักการเมืองกลัว ศาลรัฐธรรมนูญก็กลัว ทุกคนกลัวไปหมด ซึ่งเธอเห็นว่าต้นเหตุความกลัวมาจาก "ความไม่ชัดเจนของความเป็นประชาธิปไตยของไทยว่าที่สุดแล้วอำนาจอยู่ที่ใครกันแน่" แต่ไม่โทษใครเป็นพิเศษ เพราะมองว่านี่เป็นผลพวงจากวัฒนธรรมและรูปแบบก่อนปี 2475
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.อรอร ชี้ชวนให้พิจารณาประชาธิปไตยเชิงปรึกษาหารือ (Deliberative Democracy) นอกเหนือจากประชาธิปไตยเชิงตัวแทน (Representative Democracy) ซึ่งถือเป็นร่มใหญ่ของการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคนที่คิดต่างและคิดเหมือนกันอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ต้องลงทุนทำ ต้องใช้เวลาในการพูดคุย หารือ สร้างความสมานฉันท์ หาแนวทางประนีประนอม โดยนำระบบปรึกษาหารือมาจัดการเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่ดิน แรงงาน
ผศ.ดร.อรอร คาดหวังว่า กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีดีเอ็นเอของกระบวนการประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ, พูดถึงความยั่งยืนอย่างเป็นธรรม และพูดถึงความมั่นคงของมนุษย์
ชูศักดิ์ มองกับดัก รธน. ไทย “ตัวหนังสือดูสวยหรู แต่เงื่อนไขเต็มไปหมด”
เมื่อกลับมาที่ปัจจุบัน ชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) บอกว่า “เรากำลังเข้าสู่โหมดการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในเร็ว ๆ นี้ (ถ้าสำเร็จ) แทน รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งถูกเรียกว่ารัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ”
เขาเห็นว่า การออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาให้ประเทศได้ สิ่งสำคัญที่สุดต้องดูว่า “ใครเป็นคนยกร่าง” ซึ่งตกผลึกกันว่าต้องเป็นตัวแทนประชาชน มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาเป็นผู้ยกร่าง แต่ขณะนี้ยังเห็นไม่ลงรอยกันนักว่า สสร. จะมีที่มาอย่างไร แต่เชื่อว่าคงเดินไปในแนวทางการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง ส่วนนักวิชาการจะเข้ามาเป็นกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ 2560 จัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 21 คนที่มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าคณะรัฐประหารปี 2557 ก่อนนำไปให้ประชาชน “รับรองความชอบธรรม” ผ่านกระบวนการออกเสียงประชามติ ก่อนประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 เมื่อ 6 เม.ย. 2560

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ในทัศนะของรองหัวหน้าพรรค พท. มี 3 ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่ควรถือเป็นโจทย์หลักในการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
- โครงสร้างอำนาจ: รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีที่มาอย่างไร ซึ่งสมัยก่อน ออกแบบว่า นายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรค มาจากไหนก็ได้ ลอยมาก็ได้ เพื่อกำหนดบทบาทเป็นอีแอบอยู่ข้างหลัง ต่อมาก็ออกแบบให้นายกฯ ต้องมาจาก สส. และทุกวันนี้กำหนดให้มีรายชื่อ 3 คนให้ประชาชนดู แต่ประชาชนไม่มีสิทธิเลือกว่าจะเอาคนไหนเป็นนายกฯ
- ความสัมพันธ์ขององค์อำนาจ: เราออกแบบให้มีศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมาวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ ส่วนตัวมองว่า ความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจ การถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมไทยในขณะนี้ เช่น “เราจะทำดิจิทัลวอลเล็ต ป.ป.ช. ก็เสนอแนะมาว่าทำไม่ได้อย่างนั้นอย่างนี้ สุดท้ายรัฐบาลยังมะงุมมะงาหราอยู่ว่าจะทำหรือไม่ทำ” ดังนั้นโจทย์คือองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญควรมีที่มาอย่างไร จะให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากเท่าปัจจุบันหรือไม่
- สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย: มองว่าเราเขียนกฎหมายไว้สวยหรู ต้องปฏิรูปนั่นนี่ แต่ในทางปฏิบัติมันคนละเรื่องเลย เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน คนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คุยมากเลยบอกว่าเขียนไว้ดีมากเก่งมาก บอกว่า แม้รัฐธรรมนูญจะไม่อนุญาต ตราบใดที่ไม่มีกฎหมยบัญญัติ ประชาชนก็สามารถอ้างรัฐธรรมนูญนั้นเพื่อยืนยันสิทธิเสรีภาพได้ เหมือนจะเขียนดีนะ แต่ไปจบลงที่ ทั้งนี้ต้องไม่ขัดต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน สิทธิเสรีภาพของคนอื่น เริ่มต้นมันก็ดี แต่ท้ายสุดความมั่นคงของรัฐมาอีกแล้ว เสรีภาพของพี่น้องประชาชนมาอีกแล้ว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
“กับดักของรัฐธรรมนูญประเทศไทยในขณะนี้ จะขมวดด้วยคำว่า ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ และกฎหมายบัญญัติออกมาบางทีเหนือกว่ารัฐธรรมนูญอีก เช่น ประชาชนมีสิทธิในการชุมนุมสาธารณะ แต่ถูกจำกัดโดย พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ”
รองหัวหน้าพรรค พท. จึงคาดหวังว่าหากจะมีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ขอให้ออกแบบแล้วปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เป็นตัวหนังสือดูสวยหรู แต่เงื่อนไขเต็มไปหมด และต้องแก้ปัญหาของสังคมไทยในขณะนี้ให้ได้
ประธานคณะก้าวหน้าเสนอยกทิ้งรวด 4 หมวด
ชูศักดิ์ เป็นหัวหอกของพรรคแกนนำรัฐบาล ในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ต่อประธานรัฐสภา เมื่อ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา ทว่าประธานรัฐสภาไม่บรรจุญัตติของ 122 สส.เพื่อไทย เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยให้เหตุผลว่าขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2564 ที่ให้ “ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง” หรือที่รู้จักในชื่อ คำวินิจฉัยที่ 4/2564
ต่อมา ชูศักดิ์กับคณะ ได้ยื่นอีกญัตติต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่ เนื่องจากพรรค พท. คิดว่าควรทำประชามติเพียง 2 ครั้ง
ขณะที่รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มี ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน มีข้อสรุปตั้งแต่ ธ.ค. 2566 ให้ทำประชามติ 3 ครั้ง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการนำเสนอรายงานต่อ ครม. แต่อย่างใด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
“คนตีความคือศาลรัฐธรรมนูญ ลึก ๆ ผมคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็สร้างรัฐธรรมนูญเสียเอง แล้วถามว่าเราไม่ฟังได้ไหมละ เหมือนคราวที่แล้วกำลังจะโหวตวาระ 3 ก็ไปร้องกัน โดยสภาจะประชุม 29 มี.ค. และมีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ เข้าใจว่าใช้เวลาไม่นาน” ชูศักดิ์ กล่าว
ขณะที่ ธนาธร วิจารณ์ว่า ฝ่ายกฎหมายสภาไม่ควรมีอำนาจเป็น Gatekeeper (คนเฝ้าประตู) มาบอกว่ามีอำนาจหรือเปล่า ส่วนตัวคิดว่า “ฝ่ายกฎหมายสภาล้ำเส้น”
ในช่วงท้าย ประธานคณะก้าวหน้ายังพูดถึงที่มาของอำนาจในสังคมโลกซึ่งมีอยู่ 4 ประเภท ได้แก่ พระคัมภีร์ การสืบทอดทางสายโลหิต กระบอกปืน หรือประชาชน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน
“นี่เป็นเวลาที่ต้องยืนยันในหลักการที่สำคัญมากว่าในประเทศนี้ เราต้องการเห็นสังคมที่อำนาจเป็นของประชาชน เราต้องยืนยันเรื่องนี้ให้มั่นในรัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ ไป”
นอกจากนี้เขายังสนับสนุน “กระบวนการประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือกันอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” โดยบอกว่า ประชาธิปไตยของเราจะชื่อยาวหน่อย นามสกุลยาวหน่อย ไม่เป็นไร แต่อยากเห็นการเปิดกระบวนการให้พูดคุยกัน และให้ได้รณรงค์ได้เต็มที่ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วยในประเด็นต่าง ๆ
ในฐานะผู้สังเกตการณ์บรรยากาศในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ธนาธร พบว่าขณะนี้มี “ฉันทามติที่ไม่ได้คุยกันมา” ของภาคการเมือง ทั้งเพื่อไทย-ก้าวไกล ไม่ได้คุยเรื่องเนื้อหารัฐธรรมนูญ แต่ไปถกเถียงกันเรื่องกระบวนการ ดังนั้นส่วนอื่น ๆ จึงต้องเติมเต็มพื้นที่สร้างบทสนทนาเรื่องเนื้อหา เพราะมันมีคำถามใหญ่เต็มไปหมด
“ที่ผมคิดว่าตัดทิ้งได้ทั้งหมวด 5, 6, 9, 16 ถ้าตัดได้ทั้งหมดจะคิด 16% ของรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหา 90 หน้า” ธนาธร กล่าว
สำหรับรัฐธรรมนูญ 2560 มีเนื้อหาทั้งสิ้น 16 หมวด รวม 279 มาตรา ซึ่งส่วนที่ประธานคณะก้าวหน้าเสนอให้ตัดทิ้งยกหมวด ประกอบด้วย หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ, หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ, หมวด 9 การขัดกันแห่งผลประโยชน์ และหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ
“ถ้ามี dialog (บทสนทนา) เมื่อไร พวกสุดโต่งจะมีที่ยืนน้อยลง ถ้ามีไดอะล็อกเมื่อไร polarization (การแบ่งขั้วการเมือง) จะน้อยลง การมีไดอะล็อกจะเป็นการดึงคนเข้าหากัน และคนมันจะพร้อมมาตรงกลางมากขึ้น” ธนาธร กล่าวทิ้งท้าย











