เอชไอวี : มนุษย์คนที่ 4 ของโลกที่เหมือนหายป่วยจากเชื้อเอชไอวี

ที่มาของภาพ, Getty Images
ชายที่ใช้ชีวิตร่วมกับเชื้อเอชไอวี มาหลายสิบปี มีอาการเหมือนหายป่วยและปลอดเชื้อ ถือเป็นมนุษย์คนที่ 4 ของโลกที่รักษาจนถึงจุดเหมือนจะหายไวรัสร้ายที่นำไปสู่โรคเอดส์ได้สำเร็จ
ชายผู้ไม่ประสงค์ออกนามคนนี้มีอายุ 66 ปี ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีมาตั้งแต่ปี 1988 โดยเขาได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก เพื่อรักษาโรคลูคีเมีย หรือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว จากผู้ให้บริจาคที่มีภูมิต้านทานเชื้อเอชไอวี
ปัจจุบัน เขาไม่จำเป็นต้องรับยารักษาเชื้อเอชไอวีอีกต่อไป เพราะมีสภาวะร่างกายที่เหมือนหายป่วยจากโรค และรู้สึก “ยิ่งกว่าปลามปลื้ม” ที่ไม่พบร่องรอยเชื้อไวรัสในร่างกายอีกต่อไปแล้ว
ชายคนนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลซิตีออฟโฮป ในเมืองดูอาร์เต รัฐแคลิฟอร์เนีย
“ผมไม่คิดว่าจะอยู่ถึงวันนี้”
เชื้อเอชไอวี ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย จนนำไปสู่โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยโรคเอดส์ คือ ระยะท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและมีโรคแทรกซ้อนได้
คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า เชื้อเอชไอวีสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสเลือด น้ำเหลือง น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด ส่วนน้ำลาย เสมหะและน้ำนมมีปริมาณเชื้อเอชไอวีน้อย สำหรับเหงื่อ ปัสสาวะและอุจจาระแทบไม่พบเลย ทั้งนี้มีช่องทางการติดต่อที่สำคัญ ได้แก่
1. การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เช่น ไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย ไม่ว่าชายกับชาย ชายกับหญิง หรือหญิงกับหญิง ทั้งทางช่องคลอดและทวารหนัก ก็ล้วนมีโอกาสติดโรคนี้ได้ทั้งสิ้น ทั้งนี้ จากข้อมูลของการระบาดวิทยาพบว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์
2.ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีซึ่งมักพบในกลุ่มผู้ฉีดสารเสพติดเข้าเส้นเลือด
3. การสัมผัสเลือดหรือน้ำเหลืองของผู้ติดเชื้อเอชไอวีผ่านผิวสัมผัสที่เป็นแผลเปิดหรือรอยถลอก รวมทั้งการใช้ของมีคมร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีโดยไม่ทำความสะอาดอุปกรณ์ให้สะอาดเพียงพอ เช่น มีดโกนหนวด กรรไกรตัดเล็บ เข็มสักผิวหนังหรือคิ้ว เข็มเจาะหู
4. การติดต่อจากแม่สู่ลูก ทั้งระหว่างตั้งครรภ์ การคลอดและการเลี้ยงดูด้วยนมแม่
5. การรับโลหิตบริจาคที่มีเชื้อเอชไอวีปนเปื้อน ซึ่งมีโอกาสน้อยมากในปัจจุบัน เนื่องจากโลหิตที่ได้รับบริจาคทุกขวดต้องผ่านการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีเพื่อความปลอดภัย
แถลงการณ์ของทางโรงพยาบาลในแคลิฟอร์เนีย กล่าวถึงคำพูดของชายวัย 66 ปีผู้นี้ว่า “ตอนที่ผมได้รับวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวีในปี 1988 ผมก็คิดเหมือนคนอื่น ๆ นั่นแหละว่า มันเหมือนโทษประหาร”
“ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะได้อยู่จนถึงวันที่ผมไม่มีเชื้อเอชไอวีอีกแล้ว” พร้อมเสริมว่า เพื่อนของเขาหลายคนได้เสียชีวิตจากเชื้อเอชไอวี ในช่วงก่อนที่จะค้นพบยารักษาอาการติดเชื้อเอชไอวี ที่เรียกว่า ยาต้านรีโทรไวรัส ซึ่งช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีอายุขัยเกือบเท่ามนุษย์ทั่วไป
การปลอดเชื้อเอชไอวีของชายคนนี้ ยังถือเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะเขาได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อรักษาโรคลูคีเมีย ที่เขาได้รับวินิจฉัยว่าป่วยตอนอายุ 63 ปี โดยแพทย์ตัดสินใจว่าเขาจำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก แต่ก็เป็นเรื่องบังเอิญอีกเช่นกัน ที่ผู้บริจาคไขกระดูกให้นั้นมีภูมิต้านทานเชื้อเอชไอวี
ผู้มีภูมิต้านทานเชื้อเอชไอวี คือ ผู้ที่มีโปรตีน CCR5 ที่กลายพันธุ์จนต้านทานการรุกรานของเชื้อเอชไอวีเข้ามาในเม็ดเลือดขาวในร่างกายได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
“จอกศักดิ์สิทธิ์” แห่งการรักษา
ภายหลังการปลูกถ่ายไขกระดูก ทางโรงพยาบาลเฝ้าติดตามอาการของชายคนนี้อย่างใกล้ชิด จนถึงจุดที่ตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวีในร่างกายของเขาอีก โดยอาการป่วยจากเชื้อเอชไอวี ได้บรรเทาลงต่อเนื่องนาน 17 เดือน
“เราตื่นเต้นที่ได้บอกข่าวดีกับเขาว่า เชื้อเอชไอวีหายไปแล้ว และเขาไม่จำเป็นต้องรับยาต้านเชื้อเอชไอวีอีกต่อไป หลังต้องรับยาตัวนี้มานานถึง 30 ปี” ดอกเตอร์จานา ดิกเตอร์ แพทย์โรคติดต่อของโรงพยาบาลซิตีออฟโฮป กล่าว
สำหรับผู้ที่หายป่วยจากเชื้อเอชไอวีในประวัติศาสตร์ คนแรก คือ ทิโมธี เรย์ บราวน์ ในปี 2011 นับจากนั้น มีกรณีผู้หายป่วย และมีอาการเหมือนหายป่วยเกิดขึ้นอีก 3 คน แต่ผู้ป่วยของ รพ.ซิตีออฟโฮป ถือเป็นผู้ป่วยอายุมากที่สุด และอยู่กับเชื้อเอชไอวีมานานที่สุด
อย่างไรก็ดี ดร.ดิกเตอร์ เตือนว่า การปลูกถ่ายไขกระดูกจากผู้ที่มีภูมิต้านทานเชื้อเอชไอวี ไม่ถือเป็นการปฏิวัติแนวทางการรักษาให้กับคนอีก 38 ล้านคนทั่วโลกที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี เพราะ “กระบวนการซับซ้อน และมีผลข้างเคียงสูง ไม่ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่”
แต่นักวิจัยกำลังตรวจสอบการบำบัดยีนในส่วนของโปรตีน CCR5 เพื่อเป็นแนวทางรักษาที่อาจได้ผล
ศาสตราจารย์ ชารอน เลวิน ประธานสมาคมเอดส์สากล กล่าวว่า “แนวทางรักษายังถือเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์ของการวิจัยเชื้อเอชไอวี” หรืออีกความหมายหนึ่งคือ แนวทางรักษาที่ได้ผลเป็นวงกว้าง ยังเป็นสิ่งที่นักวิจัยทุกคนแสวงหาอยู่
“แต่เคสผู้ที่หายป่วยที่เกิดขึ้น...เป็นความหวังให้กับคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี และแรงบันดาลใจต่อวงการวิทยาศาสตร์”








