ชาวไต้หวันซ้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้วางใจว่ากองทัพจีนยังไม่บุกโจมตีในเร็ววันนี้

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, เทสซา หว่อง
    • Role, ผู้สื่อข่าวดิจิทัลภูมิภาคเอเชีย

มันเป็นเช้าวันศุกร์ที่แสนจะปกติธรรมดาบนเกาะคินเหมิน (Kinmen) หรือเกาะจินเหมินของไต้หวัน ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งของสาธารณรัฐประชาชนจีนเพียงไม่กี่กิโลเมตร แต่ทันใดนั้นเสียงหวอหรือไซเรนที่เป็นสัญญาณเตือนภัย จู่ ๆ ก็แผดดังขึ้นมาทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบของเกาะแห่งนี้

ที่สำนักงานขององค์กรปกครองท้องถิ่น ผู้คนพากันปิดไฟและมุดลงไปอยู่ใต้โต๊ะ บ้างก็วิ่งหนีไปยังลานจอดรถชั้นใต้ดิน ส่วนที่โรงพยาบาลในละแวกใกล้เคียง แพทย์พยาบาลรีบรุดไปรักษาผู้ป่วยจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย แต่ละคนต่างได้รับบาดเจ็บหนักจนเลือดไหลแดงฉาน

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่น่าตื่นตกใจ เพราะเลือดที่ไหลนองอยู่นั้นเป็นของปลอม ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บก็คือบรรดานักแสดงอาสาสมัคร ประชาชนเหล่านี้รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต่างก็กำลังเข้าร่วมฝึกซ้อมการป้องกันภัยพลเรือน ซึ่งรัฐบาลไต้หวันจัดขึ้นทั่วประเทศเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเป็นการฝึกซ้อมภาคบังคับที่มีขึ้นพร้อมกับการซ้อมรบของกองทัพ เพื่อเตรียมรับการบุกโจมตีของจีนที่อาจมีขึ้นได้ทุกเมื่อ

A person laying on a stretcher as part of the drills

ที่มาของภาพ, Tessa Wong/ BBC

คำบรรยายภาพ, ในขณะที่ทหารซ้อมรบ พลเรือนของไต้หวันก็ซ้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ในกรณีที่กองทัพจีนบุก

ก่อนหน้านี้จีนได้ให้คำมั่นมานานแล้วว่า จะต้องนำไต้หวันกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวกับสาธารณรัฐประชาชนจีนให้ได้ แม้จะต้องใช้กำลังทหารเข้าจัดการก็ตาม ถ้อยคำดังกล่าวถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ที่ไต้หวันมองว่ามีแนวโน้มจะเกิดขึ้นจริงและมีความเป็นไปได้เพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ โดยประธานาธิบดีวิลเลียม ไล ของไต้หวัน ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำเมื่อปีที่แล้ว เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนการใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี เพื่อผลักดันให้ไต้หวันเร่งเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศ

แต่ถึงกระนั้น อุปสรรคที่ท้าทายแผนการดังกล่าวของประธานาธิบดีไลมากที่สุด ก็คือการจูงใจให้ประชาชนเชื่อว่า การเตรียมรับสถานการณ์ฉุกเฉินกรณีกองทัพจีนบุกไต้หวัน เป็นเรื่องจริงจังเร่งด่วนอย่างยิ่ง และแม้แผนการที่ผลักดันให้ไต้หวันเร่งเสริมการป้องกันตนเอง จะช่วยให้ประธานาธิบดีไลได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น แต่ก็ทำให้เกิดการถกเถียงโต้แย้งในวงกว้างด้วยเช่นกัน

A map showing where Taiwan is in relation to China, South Korea, Japan and the Philippines To request this Visjo/Map reversion:
Complete the translations here: https://tinyurl.com/3ha35ped
Fill-in the commissioning form https://bit.ly/ws_design_form with this title in English:Taiwan - map - 2025082601
คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงตำแหน่งของไต้หวันในภูมิภาคเอเชียตะวันออก

"เราจำเป็นต้องร่วมฝึกซ้อมป้องกันภัยการโจมตีจากจีน ผมเชื่อว่ามีภัยคุกคามบางอย่างจากจีนจริง" เบ็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินมืออาชีพที่ทำงานในกรุงไทเปกล่าว "แต่ความเสี่ยงที่จีนจะบุกไต้หวันนั้นมีอยู่ต่ำมาก หากจีนอยากจะโจมตีเราจริง พวกเขาคงทำไปนานแล้ว"

ผลสำรวจที่เผยแพร่เมื่อเดือนพ.ค. ของปีนี้ ของสถาบันเพื่อการวิจัยทางยุทธศาสตร์และการป้องกันชาติ (INDSR) ซึ่งเป็นสถาบันในสังกัดของกองทัพไต้หวัน ระบุว่าชาวไต้หวันส่วนใหญ่ราว 65% ต่างก็คิดเหมือนกับเบ็น โดยคาดการณ์ว่าจีนไม่น่าจะบุกโจมตีไต้หวัน ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า

น่าแปลกใจว่าชาวไต้หวันยังคงใจเย็น ทั้งที่สหรัฐฯ เคยออกคำเตือนว่า ภัยคุกคามจากจีนนั้น "ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว" โดยตอนนี้จีนอยู่ระหว่างตระเตรียมสรรพกำลัง เพื่อให้พร้อมรุกรานไต้หวันภายในปี 2027

การเตรียมการทางทหารของไต้หวัน

ประธานาธิบดีไลกับเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของเขา เพียรพยายามอธิบายกับประชาชนว่าเหตุใดจึงหวาดระแวงจีนนัก โดยได้พูดย้ำข้อความเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า "หากเราเร่งเตรียมพร้อมรับศึก ก็จะหลีกเลี่ยงการทำสงครามได้" พวกเขายังเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่าไม่ได้กระหายสงคราม แต่กำลังใช้สิทธิในการป้องกันตนเองต่างหาก

นอกจากจะริเริ่มดำเนินการปฏิรูปกองทัพครั้งใหญ่แล้ว รัฐบาลของประธานาธิบดีไลยังเล็งจะเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศขึ้นอีก 23% ในปีหน้า ซึ่งจะทำให้งบดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึง 949,500 ล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (NTD) หรือมากกว่า 1 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว เงินจำนวนนี้คิดเป็นกว่า 3% ของจีดีพี (GDP) หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของไต้หวัน แต่ประธานาธิบดีไลก็ยังต้องการจะเพิ่มงบป้องกันประเทศขึ้นไปอีกถึง 5% ในปี 2030 เนื่องจากมีแรงกดดันจากสหรัฐฯ ให้ไต้หวันลงทุนเพิ่มด้านการทหาร

A person bikes past Taiwan military Patriot air defense system deployed at a park as part of the annual Han Kuang military exercises, in Taipei

ที่มาของภาพ, Ritchie B Tongo/ EPA/Shutterstock

คำบรรยายภาพ, รัฐบาลของประธานาธิบดีวิลเลียม ไล ได้ริเริ่มการปฏิรูปกองทัพครั้งใหญ่

หนึ่งในการลงทุนที่ว่า คือการขยายระยะเวลาของการเกณฑ์ทหารให้ยาวนานขึ้น แต่รัฐบาลไต้หวันก็ได้เพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการให้กับบุคลากรของกองทัพด้วย เพื่อชดเชยกับการฝึกฝนที่หนักขึ้นเป็นเงาตามตัว มาตรการเหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังพล ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่มีมายาวนานตั้งแต่ในอดีต รวมทั้งปัญหาที่ทหารไต้หวันอ่อนแอขาดขวัญกำลังใจ เนื่องจากการฝึกฝนที่หย่อนยานไม่ได้มาตรฐาน จนทหารไต้หวันถูกเยาะเย้ยว่าเป็น "ทหารสตรอว์เบอรี" ที่นุ่มนิ่มอ่อนหวานเหมือนผลไม้

การซ้อมรบประจำปี "ฮั่นกวง" (Han Kuang) ของไต้หวัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมพร้อมรับมือการโจมตีจากกองทัพจีน ยังได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด โดยยกเลิกการซ้อมดำเนินเกมสงครามตามบทบาทที่วางไว้ล่วงหน้า แต่เปลี่ยนมาใช้การจำลองสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น

ยุทธการซ้อมรบฮั่นกวงในปีนี้ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และกินเวลายาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีกำลังพลสำรอง 22,000 นายเข้าร่วม ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วถึง 50% โดยนอกจากจะมุ่งฝึกซ้อมเพื่อรับมือกับยุทธวิธีต่าง ๆ ในเขตสงครามสีเทา (grey zone warfare) ที่สู้รบกันโดยไม่เลือกว่าจะเป็นฝ่ายพลเรือนหรือทหารแล้ว ยังมุ่งเตรียมพร้อมให้ชาวไต้หวันทุกคน สามารถรับมือกับสงครามข่าวสารที่อาจมีการปล่อยข่าวลวง รวมทั้งการทำสงครามในเขตเมืองด้วย

Taiwanese military personnel listen to the speech by Taiwanese President Lai Ching-te (William Lai) (Not Pictured)

ที่มาของภาพ, RITCHIE B TONGO/EPA/Shutterstock

คำบรรยายภาพ, ปัจจุบันไต้หวันได้เพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการให้บุคลากรของกองทัพ

การซ้อมรบดังกล่าวฝึกให้ทหารสามารถต่อสู้ป้องกันศัตรูได้แม้ในเขตเมืองใหญ่ เช่นภายในระบบขนส่งมวลชน, บนทางด่วน, และในย่านที่อยู่อาศัยแถบชานเมือง แม้แต่ที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำในกรุงไทเป ก็ยังมีการฝึกซ้อมบรรจุขีปนาวุธเข้าไปในเฮลิคอปเตอร์โจมตี และยังมีการฝึกซ้อมที่ทำให้โรงเรียนแห่งหนึ่งกลายเป็นสถานีซ่อมรถถังได้อีกด้วย

ในส่วนของพลเรือนนั้น รัฐบาลไต้หวันได้เร่งเตรียมพร้อมประชาชน โดยเรียกฝึกป้องกันภัยพลเรือนในยามสงครามบ่อยครั้งขึ้น และจัดให้การฝึกซ้อมดังกล่าวมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

การฝึกอพยพ กู้ภัย และซ้อมรับมือการโจมตี

การฝึกสำหรับพลเรือนที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน เรียกว่าการซ้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตเมือง (Urban Resilience Exercise) ซึ่งมุ่งเน้นให้ประชาชนพร้อมรับมือกับการโจมตีทางอากาศจากจีน การฝึกซ้อมนี้มีขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้ว โดยย่านชุมชนเมืองที่สำคัญหลายแห่งของประเทศ จะผลัดกันทำการฝึกซ้อมดังกล่าวตลอดระยะเวลาหลายวัน

ประชาชนในเขตที่มีการฝึกซ้อมจะต้องรีบเข้าไปหลบในตัวอาคาร ส่วนร้านค้า ภัตตาคาร และโรงแรมต่าง ๆ จะต้องหยุดทำการในทันที ผู้โดยสารในระบบขนส่งมวลชน จะไม่สามารถขึ้นหรือลงจากรถไฟหรือแม้กระทั่งเครื่องบินได้ ผู้ใดที่ละเมิดคำสั่งนี้จะต้องถูกลงโทษด้วยการปรับ

Rescuers and volunteers secure a telecommunication facility as they participate in the Urban Resilience Exercise after the air raid drill, as part of the annual Han Kuang military exercises, in Taipei, Taiwan

ที่มาของภาพ, Ritchie B Tongo/ EPA/Shutterstock

คำบรรยายภาพ, ผู้คนในกรุงไทเปฝึกซ้อมการดับเพลิง รวมทั้งการหย่อนตัวลงมาจากอาคารสูง

ในย่านธุรกิจใจกลางกรุงไทเป ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยฉุกเฉินและเหล่าอาสาสมัคร ต่างฝึกซ้อมการอพยพเคลื่อนย้ายผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งฝึกซ้อมวิธีดับเพลิง และการหย่อนตัวลงมาจากอาคารสูง ที่ถูกตบแต่งให้ดูเหมือนกับว่าเพิ่งถูกโจมตีด้วยจรวดหรือขีปนาวุธ ด้านทีมแพทย์พยาบาลก็กำลังตรวจคัดกรองประเมินอาการของเหล่าผู้อพยพในลานจอดรถ พร้อมทั้งพันแผลและให้น้ำเกลือ ภายในเต็นท์ที่เป็นโรงพยาบาลชั่วคราว

ชาวไต้หวันบางคนอย่างนายสแตนลีย์ เว่ย พนักงานออฟฟิศวัยกลางคน บอกว่าการซ้อมป้องกันภัยสำหรับพลเรือนเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดี "เพราะผมเชื่อว่าความเสี่ยงที่เราจะถูกบุกโจมตี กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ คุณลองดูสิว่าจีนพยายามปิดล้อมเราอย่างไม่ลดละขนาดไหน" เว่ยกล่าวถึงการซ้อมรบทางทะเลของจีนที่เริ่มมีขึ้นบ่อยครั้ง โดยเป็นยุทธการที่ฝึกใช้เรือรบปิดล้อมเกาะไต้หวัน

เรย์ หยาง พนักงานฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอทีคนหนึ่ง แสดงความเห็นว่า "ผมเชื่อในการอยู่ร่วมอย่างสันติกับจีน แต่เราต้องเพิ่มมาตรการป้องกันตนเองขึ้นด้วย เพราะก่อนจะเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ผมไม่เคยกังวลเรื่องที่จีนจะโจมตีไต้หวันเลย แต่หลังจากที่มีกรณีของยูเครนเป็นตัวอย่าง ผมเริ่มแน่ใจแล้วว่ามันอาจจะเกิดขึ้นได้"

Stanley Wei

ที่มาของภาพ, Tessa Wong/ BBC

คำบรรยายภาพ, ชาวไต้หวันบางคน รวมถึงนายสแตนลีย์ เว่ย คิดว่าการซ้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งที่ดี

ทว่าชาวไต้หวันบางคน กลับไม่เห็นด้วยกับการฝึกซ้อมป้องกันภัยการโจมตีอย่างสิ้นเชิง "ถึงจีนจะมารุกรานเราจริง แล้วเราจะทำอะไรได้ ? โดยส่วนตัวแล้วผมไม่เชื่อว่าเหตุการณ์ในอนาคตจะเป็นเช่นนั้น เพราะคำขู่จากจีนในทำนองนี้มีมาโดยตลอด" นายหลิวที่ประกอบอาชีพวิศวกรกล่าว

"พวกเขาจะมาทำร้ายชาวบ้านธรรมดาทำไม ?"

แม้ความเห็นของชาวไต้หวันจะแตกต่างหลากหลายกันออกไป แต่สำหรับชาวบ้านบนเกาะคินเหมินหรือจินเหมินที่อยู่ใกล้กับจีนแล้ว คนส่วนใหญ่ที่นั่นต่างมองโลกในแง่ร้ายกันโดยถ้วนหน้า เพราะเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ เคยตกอยู่ท่ามกลางการสู้รบอันดุเดือดระหว่างกองทัพจีนกับไต้หวันมาแล้วหลายครั้ง ในช่วงทศวรรษ 1940-1950

สภาพทางภูมิศาสตร์ทำให้เกาะคินเหมินต้องกลายเป็นแนวหน้าในการสู้รบกับจีนเกือบทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม ผลของการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และการทูตระดับประชาชนต่อประชาชน ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีชาวเกาะคินเหมินจำนวนไม่น้อยที่มองว่า ทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับจีนแผ่นดินใหญ่เป็นเรื่องดี และไม่ได้ทำให้เสี่ยงต่อภัยคุกคามทางทหารแต่อย่างใด

ระบบเศรษฐกิจของเกาะคินเหมินในตอนนี้ ถูกวางแผนให้รองรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยวจีนเป็นส่วนใหญ่ โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะนั่งเรือโดยสารข้ามช่องแคบไต้หวัน มาจากเมืองเซี่ยเหมินของจีนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้กับไต้หวันมากที่สุด

Yang Peiling

ที่มาของภาพ, Tessa Wong/ BBC

คำบรรยายภาพ, หยาง เป่ยหลิง เคยอยู่ในเหตุการณ์ที่กองทัพจีนในเมืองเซี่ยเหมิน ยิงโจมตีเกาะคินเหมินเมื่อปี 1958

หยาง เป่ยหลิง เจ้าของร้านขายขนมพื้นเมืองแบบดั้งเดิมของเกาะคินเหมิน เล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีฟังว่า ในตอนที่ยังเป็นเด็กสาวแรกรุ่น เธออยู่ในเหตุการณ์ที่กองทัพจีนในเมืองเซี่ยเหมิน ระดมยิงโจมตีเกาะคินเหมินในปี 1958 ซึ่งก็คือช่วงวิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่สอง

"พวกเรากำลังเก็บผักป่าอยู่บนภูเขา ทันใดนั้นก็มองเห็นจีนยิงกระสุนปืนใหญ่มาโดนเกาะของเรา ผู้คนต่างร้องตะโกนว่าฝั่งเซี่ยเหมินเปิดฉากทำสงครามแล้ว ทุกสิ่งกลายเป็นสีแดงเพลิงไปในพริบตา"

คุณยายหยางและครอบครัวรอดชีวิตมาได้ เพราะไปซ่อนตัวในถ้ำบนภูเขา แต่ก็มีคนในหมู่บ้านเดียวกันต้องสังเวยชีวิตจากการโจมตีของกองทัพจีน อย่างไรก็ตามในอีกหลายสิบปีต่อมา คุณยายไม่รังเกียจและยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับจากจีนอย่างมาก "เพราะตอนนี้จีนไม่โจมตีเราแล้ว เราต่างก็เป็นชาวจีนและเป็นครอบครัวเดียวกัน พวกเขาจะมาทำร้ายชาวบ้านธรรมดาอย่างเรา ๆ ไปทำไมกัน"

นางเฉินที่เป็นพนักงานร้านขายของที่ระลึก ซึ่งอยู่ห่างจากร้านของคุณยายหยางไปไม่ไกลบนถนนสายเดียวกัน แสดงความเห็นด้วยว่า "ถ้าจีนมาระเบิดอาคารบ้านเรือนและเข่นฆ่าเรา พวกเขาจะได้อะไรจากการยึดครองแผ่นดินผืนเล็ก ๆ ที่เสียหายยับเยิน ? สิ่งที่พวกเขาได้คือไต้หวันที่ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย จีนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการกระทำเช่นนั้น"

แนวคิดที่ว่าการรุกรานเพื่อเข้ายึดครองไต้หวันมีต้นทุนสูง และจะทำให้จีนต้องประสบความเสียหายมากเกินไป จนไม่คุ้มที่จีนจะตัดสินใจลงมือทำสงครามจริง ๆ เป็นแนวคิดที่ชาวไต้หวันจำนวนไม่น้อยเห็นว่าเป็นไปได้มากที่สุด การที่จีนเฝ้าเน้นย้ำอยู่เรื่อย ๆ ว่าต้องการ "การรวมชาติอย่างสันติ" ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่หลายคนมองว่า จีนต้องการไต้หวันในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ใช่เศษซากที่เสียหายยับเยินจากสงคราม

Taiwanese President William Lai in army gear, including a green helmet

ที่มาของภาพ, Ritchie B Tongo / EPA/Shutterstock

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีวิลเลียม ไล บอกว่าจีนมีแผนจะ "ผนวก" ไต้หวัน เข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน

แต่ถึงกระนั้น ประธานาธิบดีไลของไต้หวันยังคงมองว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน "เป็นกองกำลังต่างชาติที่เป็นฝ่ายปฏิปักษ์" โดยจีนมีแผนจะ "ผนวก" ไต้หวัน เข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน และยังคงข่มขู่ไต้หวันทางการเมืองและการทหารอยู่โดยตลอด

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวไต้หวันบางส่วนอุ่นใจว่า จีนจะไม่บุกโจมตีง่าย ๆ ก็คือการที่สหรัฐฯ มีพันธะผูกพันทางกฎหมายในการป้องกันไต้หวัน และถึงแม้ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดจะชี้ว่า ความเชื่อมั่นนี้เริ่มลดลงไปบ้าง ในตอนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ แต่หลายคนก็ยังเชื่อว่า พันธมิตรอย่างสหรัฐฯ จะเข้าช่วยรักษาความมั่นคงของชาติให้ไต้หวันอย่างแน่นอน ซึ่งหลักประกันนี้จะทำให้จีนลังเลไม่กล้าเปิดฉากโจมตีไต้หวันก่อน เพราะเกรงจะก่อความขัดแย้งโดยตรงทางทหารกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ

"นี่ไม่ใช่ความคิดแบบใสซื่อไร้เดียงสา ชนิดที่เชื่ออย่างหมดใจว่า จีนไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของไต้หวัน และจะไม่โจมตีไต้หวันอย่างเด็ดขาด" ดร.เสิ่น หมิงซี นักวิเคราะห์ด้านการป้องกันประเทศจากสถาบัน INDSR ของไต้หวันกล่าว "จริงอยู่ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีแผนเชิงยุทธศาสตร์สำหรับจัดการกับไต้หวัน แต่ตอนนี้แสนยานุภาพทางทหารของจีน ยังไม่อาจเทียบเท่ากับสหรัฐฯ ได้"

Taiwan's new president takes oath of office to begin his serve as Taiwan's eighth president

ที่มาของภาพ, Shufu Liu / Office of the President/Anadolu via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีวิลเลียม ไล บอกว่ากองทัพจีนคือ "กองกำลังต่างชาติที่เป็นปฏิปักษ์"

นอกจากนี้ดร.เสิ่นยังเห็นว่า ความสำคัญใหญ่หลวงของไต้หวัน ที่มีต่ออุตสาหกรรมผลิตวัสดุกึ่งตัวนำหรือเซมิคอนดักเตอร์ในระดับโลก จะทำให้ประชาคมนานาชาติต้องเข้าช่วยเหลือในกรณีที่ถูกจีนรุกราน

ส่วนความเห็นของนายซุง เวิ่นถี นักรัฐศาสตร์จากศูนย์ศึกษาไต้หวันของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) มองว่าหลังจากที่จีนข่มขู่ไต้หวัน โดยไม่ลงมือใช้กำลังจริงเสียทีมานานหลายสิบปี "ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกว่า จีนเป็นเพียงเด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่แกล้งทำเสียงขู่ให้เหมือนหมาป่าเท่านั้น ซึ่งในทางจิตวิทยาแล้ว ผู้คนจะไม่เชื่อถือคำขู่แบบเป็นจริงเป็นจังไปเสียทุกครั้ง ไม่อย่างนั้นก็คงจะต้องเป็นบ้าไปเสียก่อน คนส่วนมากมีการเลือกรับฟัง เพื่อปรับสภาพจิตใจของตนเองให้เป็นปกติ"

วิวาทะเรื่องจีนจะโจมตีไต้หวันจริงหรือไม่

การอภิปรายโต้เถียงในประเด็นนี้มีมาเนิ่นนาน แต่เริ่มดุเดือดรุนแรงมากขึ้น ในตอนที่ความสัมพันธ์จีน-ไต้หวัน ยกระดับความตึงเครียดสูงขึ้นในระยะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ประธานาธิบดีไล ได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้นำไต้หวันคนใหม่เมื่อปีที่แล้ว

ประธานาธิบดีไลยืนกรานเสียงแข็งมาโดยตลอดว่า ไต้หวันไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจีน ส่วนพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าหรือดีพีพี (DPP) ของเขา ก็ถูกทางการจีนตราหน้าว่าเป็น "ขบวนการแบ่งแยกดินแดน"

จีนกล่าวหาว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีไลจงใจเป็นศัตรูกับจีน โดยเห็นได้ชัดจากแผนการเร่งผลักดันเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศ เมื่อเดือนที่แล้วกระทรวงกลาโหมของจีนแถลงว่า การซ้อมรบประจำปีฮั่นกวงของไต้หวันนั้น "มิใช่สิ่งใดนอกจากการอวดข่ม และกลอุบายหลอกตัวเองของรัฐบาลพรรคดีพีพี เพื่อจี้บังคับให้เพื่อนร่วมชาติชาวไต้หวัน ไม่อาจกระโดดหนีลงจากรถศึกที่ชื่อว่า "เอกราชไต้หวัน" ได้"

ตามกฎหมายของจีนแล้ว หากเมื่อใดที่ไต้หวันประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ จีนจะลงมือ "ดำเนินมาตรการที่ไม่ใช่สันติวิธี" ซึ่งก็คือการใช้กำลังทหารนั่นเอง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด "การแบ่งแยกดินแดนไต้หวัน" แต่ถึงกระนั้น ประธานาธิบดีไลก็ยังยืนยันคำเดิมว่า ในตอนนี้ไต้หวันเป็นชาติที่มีอธิปไตยของตนเองแล้ว จึงไม่จำเป็นจะต้องประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการอีก

Chinese President Xi Jinping

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, จีนเริ่มส่งเครื่องบินรบและเรือรบ ไปยังน่านฟ้าและน่านน้ำของไต้หวันเพิ่มมากขึ้น

นอกจากจะข่มขู่ด้วยวาจารุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จีนยังส่งเครื่องบินรบและเรือรบ ไปบินโฉบเฉี่ยวและแล่นในท้องทะเล เพื่อแสดงแสนยานุภาพในน่านฟ้าและน่านน้ำของไต้หวันบ่อยครั้งมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จีนไม่เคยยอมรับว่ากำลังเร่งสะสมสรรพกำลังเพื่อโจมตีไต้หวันภายในปี 2027 ตามที่สหรัฐฯ กล่าวอ้าง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าจีนกำลังเสริมความแข็งแกร่งให้ทัพบกและทัพเรือ รวมทั้งพัฒนาและสะสมสรรพาวุธจำนวนมาก ซึ่งจะนำออกมาเผยโฉมสู่สายตาชาวโลก ในพิธีสวนสนามครั้งใหญ่ที่จะจัดขึ้นในเดือนก.ย.นี้

แม้ความเห็นของบรรดาผู้เชี่ยวชาญจะยังแบ่งออกเป็นสองฝ่าย โดยยังไม่อาจให้คำตอบที่แน่ชัดได้ว่า จีนมีแผนจะรุกรานไต้หวันในเร็ววันนี้หรือไม่ ทว่าผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่กลับเห็นพ้องต้องกันว่า ความขัดแย้งตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ และความเคลื่อนไหวทางทหารล่าสุดของจีน ทำให้ความเป็นไปได้ที่ทั้งสองฝ่ายจะเผชิญหน้าทำสงครามกันเพิ่มสูงขึ้น

การยกพลขึ้นบก การโจมตีด้วยขีปนาวุธ และการทำลายสายเคเบิลสื่อสาร

จีนสามารถบุกโจมตีไต้หวันด้วยหลายวิธีการด้วยกัน ทั้งการยกพลขึ้นบกที่ชายหาดแห่งใดแห่งหนึ่ง หรือใช้ขีปนาวุธระดมยิงโจมตีจากแผ่นดินใหญ่ นอกจากนี้ จีนยังสามารถปิดล้อมไต้หวันทั้งทางอากาศและทางทะเล รวมทั้งทำลายสายเคเบิลเชื่อมต่อการสื่อสารใต้ทะเลได้อีกด้วย มีการจำลองฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ทั้งหมดนี้ ในละครซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่รัฐบาลไต้หวันเป็นผู้ให้ทุนสร้าง เพื่อให้ประชาชนได้เห็นภาพว่า หากการโจมตีจากจีนเกิดขึ้นจริงจะมีสภาพเป็นอย่างไร

รัฐบาลไต้หวันเชื่อว่า การรุกรานทางจิตวิทยาของจีนได้เกิดขึ้นแล้ว เพื่อพยายามเอาชนะใจประชาชนชาวไต้หวัน ด้วยการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้า เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม โดยหวังว่าสักวันหนึ่ง ชาวไต้หวันจะเปลี่ยนใจมาสนับสนุนการรวมชาติกับจีนในที่สุด

Chinese military personnel take part in a rehearsal

ที่มาของภาพ, PEDRO PARDO/AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า แรงขับที่กระตุ้นให้ไต้หวันเร่งเสริมการป้องกันตนเอง อาจเป็นการยั่วยุจีนได้

อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมกับประชาชนชาวไต้หวันอย่างเป็นทางการ แต่ในทางลับแล้วผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า จีนมีการโฆษณาชวนเชื่อและปล่อยข่าวเท็จ เพื่อโน้มน้าวใจชาวไต้หวันให้เอนเอียงมาอยู่ฝ่ายเดียวกับตน โดยผลการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยกอเทนเบิร์กในสวีเดน พบว่าไต้หวันคือสถานที่อันดับหนึ่งของโลก ที่ตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยข่าวลวงจากรัฐบาลต่างชาติ

เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไลกล่าวเตือนว่า จีนกำลังพยายามเข้ามาแผ่อิทธิพลอย่างลึกซึ้งในไต้หวัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ, วัฒนธรรม, สื่อมวลชน, หรือแม้แต่ในภาครัฐ ทำให้ผู้นำไต้หวันต้องประกาศมาตรการใหม่หลายข้อ เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติอย่างเข้มงวดขึ้น เหตุการณ์นี้ทำให้มีเจ้าหน้าที่และทหารในกองทัพหลายคนถูกจำคุก ในข้อหาเป็นสายลับให้จีน สมาชิกของพรรคดีพีพีบางคน รวมทั้งอดีตผู้ช่วยคนสนิทของประธานาธิบดีไล ก็ยังถูกดำเนินคดีในข้อหาเป็นสายลับให้จีนด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการตรวจสอบคู่สมรสชาวจีนของพลเมืองไต้หวัน รวมทั้งดาราและศิลปินคนดังชาวไต้หวัน ซึ่งมีท่าทีเป็นมิตรกับจีนเป็นพิเศษ โดยมีชาวจีนบางคนถึงกับถูกเนรเทศ หรือถูกบีบบังคับให้ต้องเดินทางออกจากไต้หวันด้วย

ประธานาธิบดีไลยังให้การสนับสนุนขบวนการรากหญ้าขบวนการหนึ่ง ซึ่งมุ่งถอดถอนนักการเมืองฝ่ายค้านที่ดูสนิทสนมกับจีนเกินเหตุ ให้พ้นจากการดำรงตำแหน่งทางการเมือง แม้ขบวนการดังกล่าวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงก็ตาม

"นายไลดูคลั่งเวลาที่พูดถึงจีน"

มีสัญญาณจากภาคประชาชนบางประการ ที่แสดงว่าพวกเขาสนับสนุนแผนผลักดันเพื่อยกระดับการป้องกันประเทศ ผลสำรวจของสถาบัน INDSR พบว่ากว่าครึ่งของชาวไต้หวันสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร โดยเห็นชอบให้จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม บางคนรู้สึกไม่สบายใจกับแผนการดังกล่าว รวมทั้งไม่ชอบใจคำพูดให้ร้ายโจมตีจีนของประธานาธิบดีไล เพราะเกรงว่าจะเป็นการยั่วยุจีนซึ่งนำไปสู่สงครามได้

People in Kinmen with their hands over the heads sitting on the floor, as part of one of the drills

ที่มาของภาพ, Tessa Wong/ BBC

คำบรรยายภาพ, ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า แรงขับที่กระตุ้นให้ไต้หวันเร่งเสริมการป้องกันตนเอง อาจเป็นการยั่วยุจีนได้

"ฉันว่าจีนนั้นเข้าใจได้ง่ายมาก ตราบใดที่คุณไม่ไปบอกเขาว่าต้องการเอกราช จีนจะไม่มาทำอะไรคุณแน่นอน" ป้าเจินที่เป็นพนักงานร้านขายของบนเกาะคินเหมินกล่าว "แต่วิลเลียม ไล นั้นดูบ้าคลั่งมากเวลาพูดถึงจีน มันจะยั่วให้จีนโกรธเข้าสักวันหนึ่ง เราไม่รู้หรอกว่าเมื่อไหร่ที่สี จิ้นผิง จะหมดความอดทนและลงมือโจมตีเรา"

ผลการสำรวจความคิดเห็นหลายครั้งชี้ว่า ชาวไต้หวันต้องการจะคงสถานะที่เป็นอยู่ของตนเองไว้ตามเดิม ซึ่งก็คือไม่ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่ต้องการจะรวมชาติกับจีนด้วย

ส่วนพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ที่เป็นฝ่ายค้านนั้น กล่าวหาว่ารัฐบาลของพรรคดีพีพี ใช้เรื่องที่จีนอาจบุกโจมตีมาขู่และข่มขวัญประชาชน เพื่อหาเสียงสนับสนุนทางการเมืองและเรียกคะแนนนิยมให้ได้เพิ่มขึ้น

อเล็กซานเดอร์ หวง ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการต่างประเทศของพรรคก๊กมินตั๋ง บอกว่ารัฐบาลของพรรคดีพีพีนั้น "ใช้วาจาข่มขู่จีนโดยไม่จำเป็น และทำลายเสถียรภาพในเขตช่องแคบไต้หวัน"

อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวไต้หวันอีกหลายคน รวมทั้งดร.เสิ่น ที่มองว่า "พลเมืองของไต้หวันจำเป็นต้องยอมรับ ว่าจีนนั้นเป็นภัยกับเราจริง และสามารถจะใช้กำลังกับเราได้ทุกเมื่อ ซึ่งปัจจุบันจีนก็กำลังเตรียมการในเรื่องนี้อยู่ ดังนั้นกองทัพและเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของชาติ จะต้องเป็นคนกลุ่มแรกที่เตรียมพร้อมรับมือจีน"