20 ปีการสูญหายของ "ทนายสมชาย" กับ 1 ปีการบังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ จะป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอยได้หรือไม่

a poster of lawyer Somchai Neelapaijit

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

วันนี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว (12 มี.ค. 2547) นายสมชาย นีละไพจิตร ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ราว 5-6 คน ทำร้ายและลักพาตัวไป ระหว่างที่เขากำลังเดินทางไปพบเพื่อนที่โรงแรมชาลีนา ใน ซ.มหาดไทย ถ.รามคำแหง กรุงเทพมหานคร

นายสมชาย หรือที่มักถูกเรียกด้วยสัมมาอาชีพของเขาว่า “ทนายสมชาย” เป็นที่รู้จักกันดีในเวลานั้นในฐานะนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนในพื้นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เขาต่อสู้ในชั้นศาลให้กับเหยื่อที่เขามองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือถูกเจ้าหน้าที่รัฐกลั่นแกล้ง ทั้งยังคอยเป็นกระบอกเสียงถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นให้กับสังคมวงกว้างได้รับรู้

ทนายสมชายว่าความในหลายคดีสำคัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ

  • คดี โต๊ะกูเฮง หรือ กูมะนาเส กอตอนีลอ จากคดีเผาโรงเรียนเมื่อปี 2537
  • คดีหมอแว นายแพทย์ แวมาหะดี แวดาโอ๊ะ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับกลุ่มก่อการร้ายเจไอ
  • คดีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดโรงเรียนเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2547

การหายตัวไปของทนายสมชายเกิดขึ้นเพียง 3 วัน ก่อนที่เขาจะต้องเดินทางไปว่าความที่ จ.นราธิวาส ในช่วงเวลาดังกล่าว เขายังเตรียมที่จะยื่นรายชื่อคัดค้านการใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ ให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งมีกำหนดเดินทางไป จ.ปัตตานี ในวันที่ 16 มี.ค. 2547

หลายฝ่ายเชื่อว่าฟางเส้นสุดท้ายก่อนการหายตัวไป มาจากกรณีการซ้อมทรมานผู้ต้องหา 5 คน ในคดีปล้นปืนจากกองพันพัฒนาที่ 4 ซึ่งทนายสมชายเพิ่งยื่นหนังสือร้องเรียนถึงกระทรวงมหาดไทยให้มีการตรวจสอบกรณีดังกล่าว 1 วัน ก่อนที่เขาจะหายตัวไป

YALA, THAILAND: Thailand's Prime Minister Thaksin talks with Muslim students of a religious school in troubled southern Yala province, 07 May 2004.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพแสดงให้เห็น นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เดินทางไปยังจ.ยะลา เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2547

สอบสวน 8 ปี กับคนทำผิดที่จับไม่ได้

ย้อนกลับไปในช่วงต้นของการสืบสวนสอบสวนหาตัวคนผิด พบความเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด 5 นาย ทว่าในตอนท้ายมีเพียงแค่ พ.ต.ต.เงิน ทองสุก อดีต สว.กอ.รมน. เท่านั้นที่ถูกศาลอาญาตัดสินจำคุกเป็นเวลา 3 ปี เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2549 ขณะที่ศาลยกฟ้องข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหารายอื่น โดยให้ความเห็นว่ามีหลักฐานไม่เพียงพอ

หลังจากนั้น พ.ต.ต.เงิน ยื่นเรื่องประกันตัวเพื่อออกมาสู้คดี โดยเมื่อเขาถูกให้ออกจากราชการ ก็ได้เดินทางไปอยู่กับญาติที่ จ.พิษณุโลก อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมา ญาติแจ้งว่า พ.ต.ต.เงิน ถูกกระแสน้ำพัดหายตัวไปพร้อมกับหลานชาย จากเหตุการณ์คันกั้นน้ำถล่มที่เขื่อนแควน้อยในเดือน ก.ย. ปี 2551 โดยที่ไม่มีใครหาศพของเขาพบ

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง

ที่มาของภาพ, DSI

คำบรรยายภาพ, พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อดีตอธิบดีดีเอสไอในช่วงปี 2558-63

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554 ศาลอุทธรณ์พิจารณายกฟ้อง พ.ต.ต.เงิน เนื่องจากไม่มีพยานเห็นว่าจำเลยกระทำความผิด จึงยกประโยชน์แห้งความสงสัยให้กับจำเลย เช่นเดียวกับศาลฎีกา ที่มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2558 ให้ยืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คือยกฟ้องนายตำรวจทั้ง 5 นาย

ขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนที่กินเวลาทั้งสิ้นราว 8 ปีจึงจบลง โดยสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ดีเอสไอ ส่งหนังสือแจ้งมายังนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของทนายสมชาย ระบุว่า "บัดนี้การสอบสวนได้เสร็จสิ้นแล้ว โดยกรมการสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นควรงดการสอบสวน เนื่องจากไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิด และส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา"

เมื่อหนังสือจากดีเอสไอเดินทางมาถึงภรรยาอย่างนางอังคณา เธอยื่นหนังสือคัดค้านไปยัง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอในขณะนั้น ทว่าสุดท้ายก็ไม่เป็นผล

“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา บางครั้งฉันรู้สึกหมดแรง รู้สึกราวกับว่าเป็นขอทานที่ขอความเมตตา” นางอังคณา กล่าวในงานครอบรอบ 20 ปี การหายตัวไปของทนายสมชายเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา

พ.ร.บ.อุ้มหาย: จาก 4 ร่าง ผสมเป็นกฎหมาย 1 ฉบับ

แม่ของสยาม ธีรวุฒิ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, มารดาของสยาม ธีรวุฒิ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองคดีมาตรา 112 ที่สูญหายตั้งแต่ปี 2562 หลังจากลี้ภัยไปอยู่ประเทศเวียดนาม

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือที่รู้จักกันในชื่อ พ.ร.บ.อุ้มหาย มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. 2566

แม้ในช่วงแรก สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะออกมาขอเลื่อนเวลาบังคับใช้มาตรา 22-25 โดยอ้างความไม่พร้อมเรื่องงบประมาณ ขณะที่คณะรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออก พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 พ.ศ. 2566 เพื่อให้มีประกาศเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายออกไป สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 ชี้ว่า พ.ร.ก.เลื่อนบังคับใช้กฎหมายอุ้มหายฯ ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ให้ถือว่าไม่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ต้น

ย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้น ตามข้อมูลจากกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศไทยได้ไปลงนามในตราสารระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ถือเป็นสนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ภายใต้สหประชาชาติ 2 ฉบับ ได้แก่

ตามข้อมูลจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า เมื่อประเทศให้สัตยาบันไปแล้วหรืออยู่ระหว่างการเตรียมตัวให้สัตยาบันนั้น ต้องมีการปรับเปลี่ยนกฎหมายให้สอดคล้องไปอนุสัญญาที่ไปลงนามไว้

สำหรับ พ.ร.บ.อุ้มหาย ฉบับนี้ ถูกร่างขึ้นมาจาก ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและอุ้มหายฯ 4 ฉบับ ได้แก่ ร่างจากคณะรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ร่างจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์, ร่างจาก ส.ส.พรรคประชาชาติ และร่างจากคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษนชน (กมธ.กฎหมายฯ) ซึ่งนำร่างของภาคประชาชนมากผลักดันเข้าสภาอีกทีหนึ่ง โดยภาพใหญ่แล้ว พ.ร.บ.ฉบับนี้ ตั้งอยู่บนฐานของร่างที่มาจาก ครม. เป็นหลัก

ประเมินผล พ.ร.บ.อุ้มหาย หลังบังคับใช้ครบ 1 ปี

Angkhana Neelapaijit

ที่มาของภาพ, n Bangkok on August 29, 2023

คำบรรยายภาพ, “ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา บางครั้งฉันรู้สึกหมดแรง รู้สึกราวกับว่าเป็นขอทานที่ขอความเมตตา” นางอังคณา นีละไพจิตร กล่าว

รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมหลังกฎหมายบังคับใช้มาครบ 1 ปี คือการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐระหว่างการจับกุมหรือสอบสวนที่มีการบันทึกวิดีโอเป็นหลักฐานตามที่กฎหมายระบุ นอกจากนี้ยังมีพัฒนาการเรื่องการแจ้งการจับกุมบุคคลไปยังสำนักงานอัยการและฝ่ายปกครอง

“ในอดีตเขา[เจ้าหน้าที่ตำรวจ]จับแล้วไม่ต้องแจ้งใครเลย” รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว

มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามมาตราที่ 22 ของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ที่มีใจความท่อนหนึ่งระบุว่า “ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบแจ้งต่อพนักงานอัยการและนายอำเภอในท้องที่ที่มีการควบคุมตัวโดยทันที”

เช่นเดียวกับมาตราที่ 23 ที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐต้องบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว โดยต้องมีรายละเอียดอย่างน้อยดังต่อไปนี้ ได้แก่ ชื่อ นามสกุล หรือตำหนิรูปพรรณ วัน เวลา และสถานที่ที่ถูกจับกุมตัว รวมถึงกรณีที่มีการย้ายสถานที่ต้องระบุสถานที่ปลายทางที่รับตัวด้วย ต้องมีคำสั่งควบคุมตัว เจ้าหน้าที่รัฐผู้ออกคำสั่งนั้น วัน เวลา และสถานที่ของการปล่อยผู้ถูกควบคุมตัว ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพร่างกายและจิตของผู้ถูกควบคุมตัวทั้งก่อนและหลังการคุมตัว รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ

สำหรับ รศ.ดร.ปกป้อง มาตรวัดความสำเร็จที่สุดของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการทำความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมาย อาทิ เมื่อกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการติดกล้องเพื่อบันทึกหลักฐานระหว่างการจับกุม หากไม่มีการติดกล้อง และการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกลงโทษ ก็มองว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นผล

“ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐมีทัศนคติเรื่องสิทธิมนุษยชนและเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าการอุ้มหายกับการซ้อมทรมาน มันเป็นสิทธิมนษยชนสูงสุดที่ละเมิดไม่ได้ไม่ว่าสถานการณ์ใด ๆ แม้แต่ภาวะสงคราม มันก็วัดความสำเร็จของตัวกฎหมาย ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ซ้อมทรมาน ไม่อุ้มหาย กฎหมายนี้มันก็สำเร็จในตัวของมันเอง”

ทว่าในมุมมองของสุณัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติฮิวแมนไรต์วอทช์ ตั้งคำถามว่า ขณะที่กฎหมายฉบับดังกล่าวกำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เหตุใดถึงไม่มีการหยิบคดีที่เกิดขึ้นในอดีตกลับขึ้นมาค้นหาความจริง

ตามข้อมูลจากคณะทำงานขององค์การสหประชาชาติต่อกรณีการบังคับสูญหายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นับตั้งแต่ช่วงปี 1980 ถึงเดือน ส.ค. 2023 มีประวัติผู้ถูกบังคับสูญหายทั้งสิ้น 93 กรณี ในจำนวนนี้ เป็นกรณีที่ยังไม่ได้ปิดลง 77 คดี

“การลงมือทำอยู่ที่ไหน ในเมื่อคดียังไม่สิ้นอายุความ นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่าความล้มเหลวของระบบยุติธรรม” สุณัย กล่าว

ด้านนางอังคณากล่าวเสริมในมิติที่คล้ายคลึงกันว่า ตลอดหนึ่งปีนับตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้เริ่มบังคับใช้ “พวกเขา[คณะกรรมการฯ]ไม่เคยเชิญครอบครัว (ของเหยื่อ/ผู้สูญหาย) หรือถามว่าพวกเขาต้องเผชิญอะไรบ้าง”

เธอกล่าวว่า แม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วถึง 20 ปี “และแม้ความยุติธรรมจะนำชีวิตของสมชายกลับมาไม่ได้ แต่ฉันก็วิงวอน ให้รัฐบาลไทยเปิดความจริงเกี่ยวกับการหายตัวไปของสมชาย”

คำเรียกร้องของนางอังคณาสอดคล้องกับแถลงการณ์จากสหประชาชาติ ลงวันที่ 11 มี.ค. 2024 ที่เรียกร้องให้รัฐบาลไทยต้องออกมาเปิดเผยถึงชะตากรรมของทนายสมชาย “โดยไม่ให้ล่าช้าไปกว่านี้อีกแล้ว”

3 ประเด็นน่าสนใจของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ: ป้องกัน-สอบสวน-ศาล

ในงานเสวนาวิชาการเรื่อง “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 : แนวทางการตีความและการบังคับใช้” ที่จัดโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่าประเด็นสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการมุ่งควบคุมการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการเอาผิดต่อผู้บังคับบัญชาด้วย แม้จะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีก็ตาม

มาตราที่ 42 วรรคหนึ่ง ระบุว่า “ผู้บังคับบัญชาผู้ใดทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตนจะกระทำหรือได้กระทำความผิดตามมาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 37 หรือมาตรา 38 และไม่ดำเนินการที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อป้องกันหรือระงับการกระทำความผิด หรือไม่ดำเนินการหรือส่งเรื่องให้ดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น”

PATTANI, THAILAND - 2023/08/17: Armed troops with assault rifles stand guard at a checkpoint along a rural highway in Pattani.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ผู้กระทำผิดฐานกระทำการทรมาน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี และปรับตั้งแต่ 1-3 แสนบาท

สำหรับผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ฉบับนี้ จะได้รับโทษดังต่อไปนี้

  • ผู้กระทำผิดฐานกระทำการทรมาน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี และปรับตั้งแต่ 1-3 แสนบาท
  • หากผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำจะมีโทษหนักขึ้น จำคุก 10-25 ปี และปรับตั้งแต่ 2-5 แสนบาท
  • หากถึงขั้นเสียชีวิต มีโทษจำคุก 15-30 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 3 แสน-1 ล้านบาท

สามประเด็นสำคัญที่วงเสวนามองว่าเป็นเรื่องน่าสนใจ ประการแรกคือการกำหนดหน้าที่ต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐเอาไว้ อาทิ การบันทึกภาพและเสียงระหว่างการจับและการควบคุมตัวบุคคล ซึ่งถือเป็นมาตรการป้องกันทั้งสำหรับผู้ถูกควบคุมตัวและเจ้าหน้าที่เอง

ประการที่สองคือ การกำหนดให้องค์กรที่สอบสวนกับถูกสอบสวนเป็นคนละองค์กรกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ทั้งยังมีกลไกที่กฎหมายกำหนดไว้โดยให้สิทธิผู้ที่เกี่ยวข้องของบุคคลผู้ถูกบังคับให้สูญหายในการร้องขอให้เจ้าหน้าที่ติดตามญาติของเขาจนกว่าจะพบตัวหรือไม่มีทางจะพบได้อีกแล้ว และญาติพึงพอใจได้อีกด้วย

ประการสุดท้ายคือ การให้อำนาจศาลออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเปิดเผยรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัวได้ รวมทั้งมีอำนาจในการเรียกให้ส่งเอกสารต่าง ๆ เพื่อประกอบการไต่สวนหรือสั่งให้นำตัวผู้ถูกควบคุมตัวมาศาลด้วยก็ได้ นอกจากนี้ ศาลอาจออกคำสั่งให้มีการยุติการกระทำต่าง ๆ หรืออาจสั่งให้ปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวได้ ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายให้อำนาจศาลเพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ผู้ที่ถูกควบคุมและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ เพราะการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องใช้ระยะเวลานาน การออกคำสั่งของศาลจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

ด้านแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นองค์กรที่ผลักดันเรื่องสิทธิมนุษยชนทั่วโลก สะท้อนอีกหนึ่งมิติสำคัญของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ เกี่ยวกับการเยียวยาเหยื่อที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐทรมาน หรือครอบครัวของผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐอุ้มหายว่า นอกจากมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากรัฐแล้ว ยังมีสิทธิได้รับการเยียวยาประการอื่นด้วย เช่น การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ