วันนอร์นั่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติแบบไร้คู่แข่ง ปดิพัทธ์เป็นรองฯ 1 ด้วยมติ “ไม่แตกแถว”

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคการเมือง และ Thai News Pix
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) เป็นประธานสภา หลังจากไม่มีการเสนอชื่อบุคคลอื่นแข่งขัน ส่วนการเลือกนายปดิพัทธ์ สันติภาดา จากก้าวไกลเป็นรองประธานสภา คนที่ 1 เสียงของ 8 พรรคการเมืองออกมาแบบ "ไม่แตกแถว" ส่วนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เป็นรองประธานสภา คนที่ 2
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เกิดขึ้นในเวลา 09.30 น. วันนี้ (4 ก.ค.) โดยมี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ผู้มีอาวุโสสูงสุดวัย 89 ปี ขึ้นทำหน้าที่ประธานที่ประชุมชั่วคราว ก่อนโหวตเลือกประธานตัวจริง
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นผู้เสนอชื่อนายวันมูหะมัดนอร์ เป็นประธานสภา โดยไม่มีสมาชิกคนอื่นเสนอชื่อแข่ง
ในการเลือกประธานสภา ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ถ้ามีการเสนอชื่อเพียงคนเดียว ให้ถือว่าผู้ถูกเสนอชื่อนั้นเป็นผู้ได้รับเลือก ถ้ามีการเสนอชื่อหลายคน ต้องลงคะแนนลับ ด้วยการขานหมายเลขประจำตัว ส.ส. ให้รับบัตรลงคะแนน เขียนชื่อประธานที่พึงประสงค์ลงไป ใส่ซองปิดผนึก แล้วหย่อนลงหีบลงคะแนน จากนั้นที่ประชุมจะตั้งคณะกรรมการตรวจนับคะแนน ก่อนประกาศผลต่อไป
การลงมติลับ ทำให้ “ยากแก่การควบคุมทิศทาง” และ “ไม่มีทางรู้ว่าใครเลือกใคร”
สุดท้ายก็เป็นหัวหน้าพรรค 9 เสียง ที่ได้รับแรงสนับสนุนจาก 2 พรรคใหญ่อย่างพรรค ก.ก. และพรรค พท. ให้เป็น “คนกลาง” ทำหน้าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ หลังจากแกนนำ 2 พรรคที่มีเสียงในสภารวมกัน 292 เสียง ใช้เวลาเจรจากันนับเดือน แต่ไม่อาจตกลง-ต่อรองกันได้ จึงตัดสินใจยกเก้าอี้ประธานสภาให้แก่หัวหน้าพรรค ปช.
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค ปช. เปิดเผยภายหลังการประชุมสภาว่า โดยหลักการ เมื่อนายวันมูหะมัดนอร์ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภา ก็ต้องลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปช. เพื่อความเป็นกลางทางการเมือง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ต่อจากนั้น เป็นวาระเลือกรองประธานสภา คนที่ 1 ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของสภาโหวตสนับสนุนนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรค ก.ก.

ส่วนการเลือกรองประธานสภา คนที่ 2 มีการเสนอชื่อนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย เพียงผู้เดียว จึงได้เป็นรองประธานสภา โดยไม่ต้องมีการลงคะแนนแบบลับ

อดิศร “ยืนยันล้านเปอร์เซ็นต์” พิธาได้เป็นนายกฯ
มติเลือกประธานสภา เป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย เพราะจะเป็นเครื่องสะท้อนเอกภาพของ 8 พรรคการเมืองที่ประกาศเจตนารมณ์จัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน และสนับสนุนให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. เป็นนายกฯ คนที่ 30 ซึ่งนายพิธาตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงโอกาสเป็นนายกฯ ว่า “สดใส และมั่นใจครับ”
ด้านนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. กล่าวว่า 2 พรรคคงไม่มีใครแหกโค้งในการเลือกนายพิธาเป็นนายกฯ เพราะทาง "ลาดยาง" หมดแล้ว
ก่อนหน้านี้ นายอดิศรเป็น “ตัวละครเอก” ของพรรค พท. ในการออกมาคัดค้านการยึดเก้าอี้ประธานสภาของก้าวไกล โดยให้เหตุผลว่า “ไม่ควรให้พระบวชใหม่เป็นเจ้าอาวาส” และอ้างว่าพรรค ก.ก. กับพรรค พท. มีคะแนนห่างกันเพียง 10 เสียงเท่านั้น ในเมื่อพรรค ก.ก. ได้แคนดิเดตนายกฯ ไปแล้ว ก็ควรให้พรรค พท. เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พท. ไม่ยอมพรรค 151 เสียง ทำไมกลับยอมให้พรรค 9 เสียงเป็นประธานสภา นายอดิศรตอบว่า “นั่นเป็นอดีตไปแล้ว จบไปแล้ว มันเหมือนเพื่อไทยกับก้าวไกลแข่งกัน แย่งกันไปมาแบบรักบี้ เลยต้องให้ท่านวันนอร์มาเป็นคนกลาง” เมื่อถามย้ำว่า ขนาดประธานสภา พรรค พท. ยังไม่ยอม จะมีอะไรการันตีว่านายพิธาจะได้เป็นนายกฯ จริง ๆ นายอดิศรตอบว่า “เมื่อวาน (3 ก.ค.) ได้เจอคุณพิธา ผมก็ไปจับมือ บอกว่าสวัสดีท่านนายกฯ” ยืนยันล้านเปอร์เซ็นต์
ประชุมสภานัดแรก ส.ส.ปฏิบัติหน้าที่ได้ 498 คน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ในการประชุมสภานัดแรก เหลือ ส.ส. ปฏิบัติหน้าที่ได้ 498 คน จากสมาชิกที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง 500 คน เนื่องจาก น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. สิ้นสมาชิกภาพจากการต้องคดีถึงที่สุด ในความผิดฐาน “เมาแล้วขับ”
ส่วนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ก็ชิงลาออกตั้งแต่ยังไม่เข้าสภา โดยให้เหตุผลว่า “ผมเลือกที่จะอยู่กับท่านจนวินาทีสุดท้ายของท่าน ในการทำงานและการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของคนไทยและประเทศไทย” ทั้งนี้หัวหน้าพรรค รทสช. เลือกทำหน้าที่เลขาธิการนายกฯ คู่ใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อมีคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ส่วนการเลื่อนลำดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับถัดไปขึ้นมาแทนทั้ง 2 คน ทางเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเคยชี้แจงไว้ว่า ต้องรอให้มีประธานสภาคนใหม่ก่อน โดยใช้ระยะเวลา 7 วัน
อย่างไรก็ตามมีสมาชิกเข้าประชุมในวันนี้ 497 คน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
วิสัยทัศน์ของว่าที่ประธานสภาจาก “พรรคต่ำสิบ”
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา วัย 79 ปี กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม โดยไม่มีการอภิปราย
ส.ส. 10 สมัย ผู้เคยทำหน้าที่ประธานสภามาแล้ว กล่าวขอบคุณสมาชิกที่เสนอชื่อของเขาเป็นประธานสภา พร้อมยืนยันว่าหากได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ จะดำเนินการ 6 ประการ สรุปได้ดังนี้
- จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางทางการเมือง และจะน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานให้กับสมาชิกรัฐสภาชุดที่ 26 มาเป็นแนวทางการปฺฏิบัติของพวกเราต่อไป
- จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส สุจริต ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และข้อบังคับของสภาทุกประการ
- จะกำหนดแนวทางร่วมกันกับผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นรองประธานสภาทั้ง 2 คน ในการพิจารณาร่างกฎหมาย ญัตติ กระทู้ถาม อย่างเป็นระบบ เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและเพื่อประโยชน์ของประชาชน
- จะให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทุกคณะ เพื่อไปแก้ไขบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกกรณี
- จะร่วมกับสมาชิกเพื่อดำเนินการนโยบายด้านนโยบายต่างประเทศของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมุ่งเน้นความร่วมมือของงานระบบรัฐสภา เพื่อประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพของฝ่ายนิติบัญญัติ
- จะทำหน้าที่กำกับดูแลงานของสถาบันพระปกเกล้าให้มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมงานของฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึงจะสนับสนุนให้สถานีวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐสภาเป็นของประชาชน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยในทุกภาคส่วนให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป
ขั้วรัฐบาลเดิมไม่โหวตให้ ปธ. จากพรรคที่แก้ ม. 112
ในช่วงที่สองพรรคใหญ่กำลังขับเคี่ยวกันอย่างหนักเพื่อช่วงชิงเก้าอี้ประธานสภา แกนนำพรรค พท. ไม่เคยเอ่ยชื่อแคนดิเดตประธานสภาของพรรคออกมาอย่างเป็นทางการ มีเพียง “แหล่งข่าว” ทำหน้าที่ปล่อยชื่อบุคคลต่าง ๆ เท่านั้น
ต่างจากพรรค ก.ก. ที่นายพิธาเปิดชื่อ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา หรือ "หมออ๋อง" ส.ส.พิษณุโลก 2 สมัย เป็นแคนดิเดตประธานสภาของพรรค โดยนักการเมืองวัย 42 ปีได้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์ “สร้างรัฐสภาไทยให้เปิดเผยโปร่งใส” (Open Parliament) และทำให้ระบบนิติบัญญัติเข้มแข็ง มีอำนาจตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างแท้จริง แต่สุดท้ายนายปดิพัทธ์ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันบนเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ
ศึกชิงเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติคล้ายเป็นภาพจำลองให้เห็นอุปสรรคก่อนการลงมติเลือกนายกฯ คนใหม่จะมาถึง เมื่อ ส.ส. ขั้วรัฐบาลเดิมให้เหตุผลว่า “ไม่สนับสนุนประธานสภาจากพรรคที่มีนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112” ซึ่งเป็นจุดยืนเดียวกับสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มีอำนาจร่วมกับ ส.ส. ในการโหวตเลือกประมุขฝ่ายบริหาร ที่ประกาศไม่สนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคที่มีนโยบายแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
แม้เนื้อหาในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (เอ็มโอยู) ในการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อ 22 พ.ค. จะไม่บรรจุเรื่องมาตรา 112 เป็น “วาระร่วม” ของ 8 พรรค แต่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ยืนยันว่า การแก้ไขมาตรา 112 เป็น “วาระเฉพาะ” ของก้าวไกลที่จะผลักดันตามนโยบายที่หาเสียงไว้

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล
สำหรับพรรคการเมืองที่ใช้เงื่อนไขมาตรา 112 เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งในการตัดสินใจเลือกตัวประธานสภาและรองประธานสภา อาทิ
- พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการ กล่าวว่า “พรรคมีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่โหวตให้ประธานสภา หรือนายกฯ จากพรรคการเมืองที่มีวาระแก้ไข มาตรา 112”
- พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ที่ย้ำจุดยืนเดิมตามแถลงการณ์ของพรรค ภท. เมื่อ 17 พ.ค. ที่จะไม่รวมกับพรรคที่เสนอแก้ไขมาตรา 112
- พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดยนายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ส่วนตัวจะลงมติให้นายวันมูหะมัดนอร์เป็นประธาน และลงคะแนนให้รองประธาน คนที่ 2 แต่เชื่อว่าพรรคจะไม่ลงมติให้รองประธานสภา คนที่ 1 ที่มาจากพรรคที่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112
8 พรรค “ไม่แตกแถว” เลือกปดิพัทธ์นั่งรองประธานสภา
ตามข้อตกลงของพรรคอันดับ 1 และอันดับ 2 ตำแหน่งรองประธานสภา คนที่ 1 จะเป็นของพรรค ก.ก. และรองประธานสภา คนที่ 2 เป็นโควตาของพรรค พท.
ผลปรากฏว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค พท. เป็นผู้เสนอชื่อนายปดิพัทธ์ สันติภาดา เป็นรองประธานสภา คนที่ 1 โดยมีนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี รทสช. เสนอชื่อเพื่อนร่วมพรรค นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลงชิงเก้าอี้แข่ง ทำให้ต้องโหวตแข่งกันในที่ประชุม
ในระหว่างแสดงวิสัยทัศน์ นายปดิพัทธ์ และนายวิทยา ต่างยืนยันว่าจะทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง และทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในกลไกของสภา
ที่สุดแล้ว สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกนายปดิพัทธ์เป็นรองประธานสภา คนที่ 1 ด้วยคะแนน 312 ต่อ 105 งดออกเสียง 77 และมีบัตรเสีย 2 ใบ รวมมีผู้ลงคะแนน 496 คน จากสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมด 497 คน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สำหรับ 8 พรรคการเมืองนำโดยพรรค ก.ก. มีเสียงในสภารวมกัน 312 เสียง ประกอบด้วย พรรค ก.ก. 151 เสียง, พรรค พท. 141 เสียง, พรรค ปช. 9 เสียง, พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง, พรรคเพื่อไทรวมพลัง 2 เสียง, พรรคเสรีรวมไทย พรรคเป็นธรรม และพรรคพลังสังคมใหม่ พรรคละ 1 เสียง แต่เหลือสมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 311 คน
ขณะที่อีกขั้วหนึ่งมี 10 พรรคการเมือง มีเสียงรวมกัน 188 เสียง แต่เหลือสมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 187 คน และหัก ส.ส. พปชร. ที่ไม่มาประชุมอีกคน เหลือเสียงเต็ม 186 เสียง
นั่นหมายความว่า นายปดิพัทธ์ได้คะแนนเสียงสนับสนุนแบบ “ไม่แตกแถว” จากพันธมิตรขั้วเดียวกัน มิหนำซ้ำยังมีคะแนนเกินมา 1 เสียงด้วย
ส่วนคะแนนของนายวิทยาที่ได้มา 105 เสียง อนุมานได้ว่าพรรคขั้วรัฐบาลเดิมก็ไม่ได้ร่วมลงมติสนับสนุนให้นักการเมืองจาก รทสช. เป็นรองประธานสภาเช่นกัน โดยคะแนนหายไป 82 เสียง
อย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. ออกมาเปิดเผยว่า ได้ปล่อยให้ ส.ส. ของพรรคฟรีโหวต และพิจารณาด้วยตนเอง เนื่องจากพรรคไม่ได้เสนอชื่อ
นายวิทยากล่าวภายหลังแพ้โหวตชิงเก้าอี้รองประธานสภาว่า พรรค รทสช. ต้องการแสดงความรู้สึกแทนประชาชน และยืนตรงกันข้ามกับก้าวไกลที่มีประเด็นเรื่องการแก้ไขมาตรา 112, การแยกดินแดน และการเปลี่ยนวันชาติ “หลายเรื่องเรารับไม่ได้ และประชาชนก็รับไม่ได้ เราจึงมีหน้าที่สะท้อนแทนประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับก้าวไกล” โดยไม่ได้หารือกับพรรคอื่น ๆ เพื่อขอเสียงสนับสนุนอย่างจริงจัง
ส่วนตำแหน่งประธานสภาที่ตกเป็นของนายวันมูหะมัดนอร์นั้น นายวิทยาให้ความเห็นว่า " อาจารย์วันนอร์ก็คือเพื่อไทย เป็นคนของเพื่อไทย เพราะท่านแยกมาจากที่นั่น และผมคิดว่ายังมีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อไทย ดีกว่าก้าวไกล ในความรู้สึกผม ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยได้ชัยชนะเริ่มก้าวที่หนึ่ง ดังนั้นก้าวที่สอง ที่สาม ก็พอดูออกกันแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
เขาขยายความว่า รู้จักนายวันมูหะมัดนอร์ตั้งแต่อยู่พรรคความหวังใหม่ และย้ายไปอยู่พรรคไทยรักไทย ดังนั้นจึงพอจะเข้าใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าพรรค พท. ไม่ได้ถอยจริง ๆ เรื่องตำแหน่งประธานสภาใช่หรือไม่ นายวิทยาตอบว่า “ถอยยังไงอะ เขาเรียกว่าเดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ สักพักเดี๋ยวก็หมดจาน”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix











