ชีวิตใหม่ 2 พ่อลูก “ชินวัตร” แพทองธารขึ้นเป็นนายกฯ หญิง ทักษิณพ้นโทษ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
18 ส.ค. จะเป็นวันเริ่มต้นชีวิตใหม่ของ 2 พ่อลูกจากตระกูล “ชินวัตร” น.ส.แพทองธาร อยู่ระหว่างรอรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ คนใหม่ ส่วนนายทักษิณนับถอยหลังรอเวลาพ้นโทษ ได้กลับมาเป็นผู้บริสุทธิ์ หลังมี พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษฯ
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ 319 ต่อ 145 เสียง เห็นชอบให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร วัย 37 ปี เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 เมื่อ 16 ส.ค.
พิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี จะจัดขึ้นที่อาคารวอยส์สเปซ ถ.วิภาวดีรังสิต ซึ่งถูกใช้เป็นที่ทำการพรรค พท. ชั่วคราว โดยมีการตระเตรียมสถานที่ตั้งแต่ทราบผลโหวตเลือกนายกฯ และแจ้ง สส. เพื่อไทยผ่านห้องสนทนากลุ่มในแอปพลิเคชันไลน์ ให้เข้าร่วมพิธีในวันที่ 18 ส.ค. เริ่มตั้งแถวรอรับพระบรมราชโองการในเวลา 09.00 น.
ถึงขณะนี้ยังไม่มีคำยืนยันว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บิดา กับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ มารดา จะเดินทางไปที่อาคารวอยส์สเปซด้วยหรือไม่
แต่ในวันเดียวกัน (18 ส.ค.) นายทักษิณ วัย 75 ปี จะได้รับการ “ปล่อยตัวพ้นโทษทันที เป็นผู้บริสุทธิ์” ตามการเปิดเผยของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม
วันนี้ (17 ก.ค.) ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยกำหนดให้มีผลใช้บังคับในวันถัดไป (18 ส.ค.)
ผู้ต้องโทษที่ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปมี 3 กลุ่ม ในจำนวนนี้คือ ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ (มาตรา 6 (3))
นายทักษิณเป็นผู้ต้องขังตามคำพิพากษาศาลฎีกา 3 คดีทุจริต รวมโทษจำคุก 8 ปี ทว่าเขาได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา และได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี จากนั้นในวันที่ 18 ก.พ. นายทักษิณได้รับการพักโทษตามหลักเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ ทำให้มีโอกาสออกจาก รพ.ตำรวจ มาพักอยู่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ในฐานะ “ผู้ถูกคุมประพฤติตามมาตรการพักโทษ” ซึ่งจะครบกำหนดพักการลงโทษในวันที่ 31 ส.ค. นี้
พ.ต.อ.ทวี กล่าวกับไทยโพสต์ว่า นายทักษิณถือเป็นหนึ่งในจำนวนผู้ที่ได้รับการอภัยโทษด้วย โดยเป็นการ “ปล่อยตัวพ้นโทษทันที เป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว” พร้อมระบุว่าการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะรายนายทักษิณเท่านั้น แต่เป็นเพื่อผู้ต้องขังทุกรายที่ผ่านเกณฑ์พิจารณา ซึ่งทราบว่าเบื้องต้นมีจำนวนประมาณ 31,000 รายที่ได้รับประโยชน์จาก พ.ร.ฎ. นี้ แต่ไม่ได้พ้นโทษทุกราย
คดี 112 ที่รอ ทักษิณ อยู่
แม้พ้นโทษในคดีเดิมก่อนครบกำหนด 14 วัน แต่วิบากกรรมของบิดาว่าที่นายกฯ คนใหม่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ในวันที่ 19 ส.ค. นายทักษิณ ต้องเดินทางไปศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ตามนัดหมายตรวจพยานหลักฐานคดีที่เขาตกเป็นจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
หนึ่งวันก่อนโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 31 (15 ส.ค.) แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลอย่างน้อย 4 พรรค จากทั้งหมด 11 พรรค ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย (ภท.), พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.), พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.), พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ได้ออกมาแถลงและให้สัมภาษณ์ย้ำจุดยืนเดิมเรื่องห้ามแตะต้องมาตรา 112 โดยไม่ได้พูดถึงกรณีหนึ่งกรณีใดเป็นการเฉพาะ
นี่ถือเป็นการย้ำเงื่อนไขเดิมที่เคยใช้มาแล้วในการโหวตเลือกนายกฯ ครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้ง 2566 เมื่อ 13 เดือนก่อน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ก่อนเข้าร่วมประชุมสภาเพื่อเลือกผู้นำฝ่ายบริหารคนใหม่ (16 ส.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า ไม่ต้องแจ้งจุดยืนเรื่องมาตรา 112 ต่อพรรคแกนนำ “เพราะว่าทุกพรรคร่วมรัฐบาลเห็นพ้องต้องกันหมดว่าไม่แตะ 112”
ส่วนกรณีที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ตกเป็นจำเลยคดี 112 จะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลหรือไม่นั้น นายอนุทินบอกเพียงว่า “ก็เป็นกระบวนการตามกฎหมายไป นี่เป็นเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล”
นายทักษิณ อดีตนายกฯ คนที่ 23 ผู้เป็นบิดาของ น.ส.แพทองธาร ว่าที่นายกฯ คนที่ 31 ตกเป็นจำเลยในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และฝ่าฝืน พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จากการให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ในกรุงโซล เมื่อ 21-22 พ.ค. 2558
ศาลประทับรับฟ้อง คดีหมายเลขคดีดำที่ อ.1860/2567 เมื่อ 18 มิ.ย. ตามที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง แต่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณา ตีราคาหลักประกัน 5 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยวางหนังสือเดินทาง ยึดหนังสือเดินทางและหลักประกัน ทำสัญญา และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล
ต่อมาในช่วงปลายเดือน ก.ค. นายทักษิณยื่นคำร้องขอเดินทางไปดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่าง 1-16 ส.ค. เพื่อพบแพทย์ซึ่งเคยตรวจรักษาอาการป่วยเกี่ยวกับปอดอักเสบเรื้อรัง ระบบหายใจและหลอดเลือดหัวใจ เอ็นไหล่ขวาฉีกขาด และหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน และมีนัดหมายกับบุคคลสำคัญหลายคน แต่ศาลไต่สวนและมีคำสั่งเมื่อ 30 ก.ค. ให้ยกคำร้อง โดยสรุปเหตุผลได้ว่า 1. อาการป่วยของจำเลยเป็นโรคที่เกิดแก่บุคคลทั่วไป และแพทย์ในประเทซไทยตรวจรักษาเป็นประจำอยู่แล้ว 2. การเดินทางไปพบบุคคลสำคัญเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลย ทั้งไม่มีพยานหลักฐานยืนยันชัดแจ้งถึงความจำเป็น 3. ช่วงระยะเวลาที่เดินทาง ใกล้กับวันนัดตรวจพยานหลักฐาน
“ในชั้นนี้ไม่สมควรอนุญาตให้จำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ยกคำร้อง”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร เคยพูดถึงคดี 112 ของบิดา ว่า “ส่วนตัวมองว่ามีการบิดเบือนความเป็นจริงตั้งแต่แรกที่ฟ้อง เรื่องนี้เรามั่นใจว่าไม่มีทางที่จะโดนคดีนี้ และคุณพ่อบอกว่าดีที่จะได้ขึ้นศาล เพราะจะได้อธิบายข้อเท็จจริงไปเลย”
ในระหว่างตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนเมื่อ 1 มิ.ย. ซึ่งขณะนั้นยังไม่ชัดเจนว่าอัยการสูงสุด (อสส.) จะสั่งฟ้องหรือไม่ น.ส.แพทองธาร บอกว่า คดีนี้ถูกฟ้องหลังปฏิวัติรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่ง อสส. ขณะนั้นถูกแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉะนั้นก็พิจารณาเอาเอง
เงื่อนไขห้ามแตะ ม. 112 ของพรรคร่วมฯ
มาตรา 112 เคยถูกนักการเมืองจากพรรคขั้วอำนาจเดิมที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” ใช้เป็นเงื่อนไขในการกระทำการทางการเมืองมาแล้ว 3 ครั้ง
ครั้งแรก เพื่อสกัดกั้นการขึ้นสู่อำนาจของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) โดย สส. ขั้วอำนาจเดิมร่วมกับ สว. โหวตคว่ำชื่อนายพิธากลางรัฐสภา 13 ก.ค. 2566 เพราะไม่ยอมรับนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ที่ก้าวไกลใช้หาเสียงเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ครั้งที่สอง เพื่อสกัดกั้นการตั้งรัฐบาลที่มีพรรค ก.ก. เป็นส่วนผสม ภายหลังเพื่อไทยพลิกมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต่อจากก้าวไกล และมีการเปิดที่ทำการพรรค พท. ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ เชิญแกนนำพรรคต่าง ๆ มาพูดคุยระหว่าง 22-23 ก.ค. 2566
ผลปรากฏว่า 5 พรรคเมือง ประกอบด้วย พรรค ภท., พรรค พปชร., พรรค รทสช., พรรค ชทพ. และพรรคชาติพัฒนา (ชพน. ในขณะนั้นใช้ชื่อว่า ชาติพัฒนากล้า) ได้ออกมาสื่อสารต่อสังคมด้วยประโยคทำนองเดียวกันว่า “ถ้ายังมีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ก็ไม่สามารถร่วมได้” และ “ต้องไม่มีพรรคที่มีแนวคิดแก้ไขมาตรา 112”
หนึ่งวันก่อนโหวตเลือกนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ จากพรรค พท. เป็นนายกฯ คนที่ 30 (21 ส.ค. 2566) แกนนำ 11 พรรค รวม 314 เสียง ร่วมกันเปิดแถลงข่าว โดยแถลงการณ์จัดตั้งรัฐบาลเริ่มต้นด้วยการยืนยันว่า “ไม่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และไม่มีพรรคก้าวไกลเข้าร่วมรัฐบาล”
ครั้งที่สาม ก่อนโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 31 แกนนำ 4 พรรคร่วมฯ ซึ่งมีเสียงในสภารวมกัน 146 เสียง ได้ออกทบทวนเงื่อนไขเดิมราวกับนัดหมายกันมา ซึ่งต่อมาถูกตีความว่าเป็นไปเพื่อ “เขี่ย” ชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ จากเพื่อไทย ให้พ้นทางหรือไม่ หลังปรากฏข่าวทางหน้าสื่อกระแสหลักตรงกันทุกสำนักว่านักกฎหมายวัย 75 ปีจะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ คนใหม่
บิ๊กการเมืองทั้งจากเพื่อไทยและพรรคร่วมฯ ที่ไปร่วมวงพบปะหารือที่บ้านจันทร์ส่องหล้าของนายทักษิณ ชินวัตร ในช่วงเย็น 14 ส.ค. ออกมายอมรับว่ามีการเสนอชื่อนายชัยเกษมจริง
กลางดึกคืนนั้น เริ่มมีการทำงานของชาวเน็ตในการขุด-คุ้ย-เขี่ยสิ่งที่นายชัยเกษมเคยทำไว้ในอดีต ทำให้มีการแชร์แถลงการณ์พรรค พท. 31 ต.ค. 2564 ลงนามโดยนายชัยเกษม ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรค พท.
เนื้อหาของแถลงการณ์พรรค พท. บรรยายถึง “ปัญหาการใช้กฎหมายอาญาดำเนินคดีเพื่อจำกัดความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างอย่างล้นเกิน” ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาตรา 116 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายอื่น ๆ พร้อมระบุตอนหนึ่งว่า “ตามที่ภาคประชาชนได้เรียกร้องและเสนอร่างแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคที่มีเสียงสมาชิกมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมรัฐสภา...”
ทั้งที่แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำในนามพรรค พท. ในช่วงที่มีการดำเนินคดีกับนักศึกษาและประชาชนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงปี 2563-2564 โดยมีนายชัยเกษมเป็นผู้ลงนามทางเอกสาร หาใช่เป็นจุดยืนส่วนตัวของนายชัยเกษมไม่
ขณะนั้นกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ราษฎรประสงค์ยกเลิก 112" จัดชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เปิดรณรงค์รวบรวมรายชื่อ 10,000 ชื่อ เพื่อเสนอร่างกฎหมายยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อสภา หลังมีผู้ถูกดำเนินคดี 112 จากการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองกว่า 150 คน (ณ 31 ต.ค. 2564)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค พปชร. ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเมื่อ 15 ส.ค. เกี่ยวกับจุดยืนเรื่องมาตรา 112 และข้อครหาที่นายชัยเกษมเคยเสนอแก้กฎหมาย โดยบอกว่า ไม่ต้องกังวล เรื่องนี้แก้ได้ เรามีจุดยืนชัดเจนว่าเราจะรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์
เลขาธิการพรรค พปชร. นำทีม สส. แถลงจุดยืนแนวทางในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล 3 ข้อ ในจำนวนนี้คือ “ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เทิดทูนและธำรงซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พรรคพลังประชารัฐยังคงมีจุดยืนที่ไม่เปลี่ยนแปลงที่จะไม่ร่วมกับพรรคที่มีนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112”
เช่นเดียวกับพรรค รทสช. นำโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ที่ออกมาประกาศสนับสนุนให้แคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ แต่ “ยืนยันหลักการเดิมคือจะต้องไม่มีการแก้ไขมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา”
นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ชทพ. ทบทวนว่า รัฐบาลนี้ถือกำเนิดมาจากจุดยืนเดียวกัน คือจะไม่แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยระบุว่า พรรค ชทพ. ยืนยันมาตลอดทั้งในขั้นตอนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ไม่ควรนำคดี 112 เข้ามาอยู่ในการพิจารณา, การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องไม่ไปเกี่ยวข้องกับหมวด 1 หมวด 2 และไม่มีการแก้ไขมาตรา 112

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. กล่าวว่า ไม่สนับสนุนพรรคการเมือง หรือไม่สามารถสนับสนุนบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ตามเจตนารมณ์ของพรรคที่ออกแถลงการณ์ไว้เมื่อ 15 พ.ค. 2566
เมื่อการห้ามแตะต้องมาตรา 112 กลายเป็นเงื่อนไขเดิมที่นักการเมืองจากพรรคร่วมฯ หยิบมาใช้ซ้ำอีกครั้งในการตั้งรัฐบาลเพื่อไทยยก 2 นายณัฐวุฒิ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชช.) กล่าวว่า ก็เป็นเงื่อนไขเดิม ๆ เคารพความเห็นของพรรคร่วมฯ การทำงานการเมืองเป็นการแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง ในเรื่องจุดต่างก็เคารพท่าทีของเขา แต่เรายังมีจุดร่วมกันในการต้องแก้ไขกฎกติกาบ้านเมือง เพื่อจัดวางตำแหน่งแห่งที่ขององค์กรต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น
ดิจิทัลฟุตปรินต์ของ อุ๊งอิ๊ง
เมื่อย้อนไปทบทวนรอยเท้าบนโลกดิจิทัล (Digital Footprint) ของ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ที่พูดถึงมาตรา 112 ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2566 จะพบว่า เธอพยายามสงวนคำ-สงวนท่าที โดยบอกเพียงว่า เธอและพรรค พท. มีจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่ยกเลิก” ส่วนข้อเสนอแก้ไข “ให้ไปถกกันที่สภา”
การให้ความเห็นของ น.ส.แพทองธาร ที่ถือว่า “มาก” สำหรับเธอเกิดขึ้นในระหว่างไลฟ์สดกับ คชาภา ตันเจริญ หรือ “มดดำ” โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน ร่วมรายการรายการด้วย
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับมาตรา 112 เธอยืนยันชัดเจนว่าทั้งตัวเธอและพรรคเพื่อไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าไม่ยกเลิกมาตรา 112
“ทันทีที่เราเป็นรัฐบาล เราก็จะขอความเมตตาจากศาลที่มีน้อง ๆ ที่ไปติดคุกอยู่หรืออะไรอย่างนี้ให้พิจารณาว่าอย่างไรต่อ เราต้องกำหนดตัวบทกฎหมาย ใครฟ้อง โทษของมัน maximum (ขั้นสูงสุด) อยู่ที่ตรงไหน เพราะว่าตอนนี้มันถูกดึงเอามาเป็นเกมการเมือง อันนี้คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความสุขเรื่องนี้ ถ้าเราดึงมาเล่นแบบนี้มันไม่ใช่ มันต้องคิดว่าคนที่ฟ้องได้ สำนักพระราชวังไหม”
“คือบ้านเมืองเราต้องมีกษัตริย์ เราก็ต้องมีกฎหมายที่คุ้มครองท่าน แต่ไม่ใช่ให้ประชาชนเอากฎหมายนี้มาเป็นเกมการเมือง ใครฟ้องอะไร ตาสีตาสาฟ้องได้หมด มันก็ไม่ใช่ เราต้องฟังเสียงประชาชน” น.ส.แพทองธาร กล่าวในไลฟ์สดดังกล่าว
อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้คือความเห็นก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งให้ยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรค 10 ปี เมื่อ 7 ส.ค. จากการเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง











