สายใยไม่เคยจางหาย ย้อนอดีต “วัชเรศร วิวัชรวงศ์” ในวันหวนคืนแผ่นดินไทย

FACEBOOK / VACHARAESORN VIVACHARAWONGSE

ที่มาของภาพ, FACEBOOK / VACHARAESORN VIVACHARAWONGSE

คำบรรยายภาพ, วัชเรศร วิวัชรวงศ์ ปัจจุบัน อายุ 42 ปี

“คุณค่าของมรดก มาจากผู้สืบทอด” (The value of heritage comes from its inheritors.) คือข้อความที่ วัชเรศร วิวัชรวงศ์ เผยแพร่ผ่านทางบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวในวันที่ 9 ส.ค. 2566 พร้อมโพสต์รูปขณะเดินทางไป “บ้านแห่งความหวัง” ของมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ วัชเรศร ทำระหว่างเดินทางกลับประเทศไทยเป็นครั้งแรก หลังรอคอยกลับแผ่นดินเกิดมายาวนานกว่า 27 ปี

วัชเรศร วิวัชรวงศ์ หรือที่ประชาชนคนไทยคุ้นเคยในชื่อ "ท่านอ้น" เกิดเมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2524 เป็นโอรสหรือลูกชายคนรอง ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ซึ่งเกิดกับ สุจาริณี วิวัชรวงศ์ โดยมีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันอีก 4 คน ได้แก่ จุฑาวัชร วิวัชรวงศ์ พี่ชายคนโต, นพ.จักรีวัชร วิวัชรวงศ์ น้องชายคนกลาง, ดร.วัชรวีร์ วิวัชรวงศ์ น้องชายคนเล็ก และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา กนิษฐาองค์สุดท้อง

จากบทความ “อ่านประวัติศาสตร์ ‘สาธิตจุฬาฯ’ เรื่องเล่าลบเลือนของศิษย์เก่าผู้เกือบจะได้เป็นเจ้าฟ้า (?)” โดย เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ The 101.World เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2565 ระบุว่า วัชเรศร เริ่มเข้ารับการศึกษาชั้นปฐมวัยที่โรงเรียนอนุบาลจุไรรัตน์ในกรุงเทพมหานคร

และเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในช่วงสั้น ๆ ระหว่างปี 2530-2532 จากนั้นย้ายไปเข้าโรงเรียนจิตรลดาเป็นเวลา 1 ปี ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักรในปี 2534

.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, “ผมไม่ได้กลับมาในฐานะอะไรเป็นพิเศษ กลับมาในฐานะสามัญชนธรรมดา แต่ยังมีคนมารับและมาดูแลอย่างอบอุ่น” ไทยรัฐ รายงานคำกล่าวของ วัชเรศร

บทความดังกล่าวระบุว่า “เรื่องที่ทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ก็เป็นที่รู้กันดีในหมู่นักเรียนสาธิตจุฬาฯ ที่ทันรุ่นนั้น เนื่องจากในช่วงเช้าของทุกวันจะมีเสียงหวอของรถเจ้าหน้าที่นำขบวนเสด็จฯ ซึ่งจะมาส่งท่านในช่วงหลังเวลากิจกรรมหน้าเสาธง”

“พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ขณะนั้นดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) เคยเสด็จฯ มาที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เพื่อทอดพระเนตรละครพ่อขุนผาเมืองที่แสดงโดยนักเรียน เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมายุครบ 5 รอบ ในปี 2530 จึงอาจสันนิษฐานได้ว่า เป็นไปได้ที่เสด็จฯ มาทอดพระเนตรพระราชโอรสของพระองค์คือหม่อมเจ้าวัชเรศร ซึ่งน่าจะเป็นพระราชโอรสเพียงองค์เดียวที่ทรงศึกษาที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแห่งนี้”

FACEBOOK / VACHARAESORN VIVACHARAWONGSE

ที่มาของภาพ, FACEBOOK / VACHARAESORN VIVACHARAWONGSE

คำบรรยายภาพ, วัชเรศร เคยเป็นนักรักบี้ของโรงเรียนมัธยมฮาร์โรว์ที่อังกฤษ และได้ลงแข่งให้ทีมมหาวิทยาลัยสเต็ตสันที่สหรัฐฯ ด้วย

เมื่อ วัชเรศร เดินทางมาถึงสหราชอาณาจักรในปี 2534 ก็ได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนซันนิงเดล (Sunningdale School) ใกล้พระตำหนักคิงส์บีเชส (King’s Beeches) ซึ่งเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของพระราชวงศ์ไทยในเมืองซันนิงฮิลล์ (Sunninghill) มณฑลเบิร์กเชียร์ของอังกฤษมาอย่างยาวนาน จนกระทั่ง วัชเรศร จบชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนซันนิงเดล

ในระดับมัธยมศึกษา วัชเรศร และพี่ชายคนโตได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมฮาร์โรว์ (Harrow School) ในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำสำหรับนักเรียนชายล้วนที่เก่าแก่และมีชื่อเสียง จนกระทั่งปี 2540 สี่พี่น้องจึงได้โยกย้ายไปใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนที่สหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยมารดา โดยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามสกุล “วิวัชรวงศ์” แก่พวกเขาทั้งหมด

หลังลงหลักปักฐานในดินแดนแห่งใหม่ วัชเรศร ได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาทรินิตี (Trinity Preparatory School) รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ จนจบชั้นมัธยมปลาย โดยต้องทำงานพิเศษนอกเวลาเรียนเพื่อหาเงินมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวและเก็บเป็นค่าเล่าเรียนของตนเองด้วย

แม้จะต้องเผชิญความยากลำบาก แต่ วัชเรศร ก็ประสบความสำเร็จในการศึกษาเป็นอย่างดี โดยสามารถคว้าปริญญาตรีและโท สาขานิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยสเต็ตสัน (Stetson University) และเข้าสู่เส้นทางอาชีพทนายความ

ปัจจุบัน วัชเรศร ทำงานกับบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย แมนีย์ กอร์ดอน เซลเลอร์ (Maney Gordon Zeller, P.A.) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองแทมปา รัฐฟลอริดา

สานสายใยข้ามขอบฟ้า

วัชเรศรมีความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกิจการผู้ลี้ภัย ทั้งยังเป็นประธานและผู้ก่อตั้งกองทุนการศึกษา Thai Heritage Scholarship Fund of New York ซึ่งมอบทุนการศึกษา “มรดกไทย” ให้กับนักเรียนไทยที่ขาดแคลน เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนไทยได้ระลึกถึงประเทศบ้านเกิดของตัวเองและทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

เว็บไซต์ของกองทุนระบุว่า ในปัจจุบันมีนักเรียนไทยในอเมริกาที่ยังขาดแคลนทุนทรัพย์ในระหว่างการศึกษาอยู่อีกเป็นจำนวนมาก และเพื่อสนองนโยบายของกองทุนที่มุ่งส่งเสริมวัฒนธรรมไทย รวมทั้งเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนไทย จึงได้จัดให้มีการรับบริจาคทุนการศึกษา โดยมีเป้าหมายที่จะมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนผู้มีความภาคภูมิใจและมีความสนใจในมรดกวัฒนธรรมไทยเป็นประจำทุกปี เพื่อใช้สำหรับการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับภาษาและวัฒนธรรมไทย

SIAMTOWNUS

ที่มาของภาพ, SIAMTOWNUS

คำบรรยายภาพ, งานระดมทุนในหมู่ชาวไทยเพื่อมอบเป็นทุนการศึกษา Thai Heritage Scholarship Fund of New York

ในงานระดมทุนครั้งที่ 7 ที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2562 วัชเรศร กล่าวเปิดใจกับสมาชิกชุมชนคนไทยในต่างแดนที่มาร่วมงานว่า

“มีคนหลายคนถามว่า มีแรงบันดาลใจอะไร อะไรเป็นแรงผลักดันให้เปิดไทยสกอลาร์ชิปฟันด์นะครับ... ก็มาจากประสบการณ์ของตัวเองนะฮะ เวลาเราผ่านความลำบากมาเนี่ย เราก็จะเข้าใจว่าคนอื่นที่กำลังลำบากอยู่ก็ต้องการความช่วยเหลือด้วยนะครับ”

“ผมมาอเมริกา 22 ปีที่แล้ว มีแต่คุณแม่ มีแต่น้อง ๆ มีแต่พี่ชาย ไม่รู้จักใคร ไม่มีใครอยากจะช่วยเหลือ ไม่มีทรัพยากรนะครับ มาในฐานะผู้ลี้ภัยเรฟิวจี (refugee) ไม่มีที่จะอยู่ มาในประเทศใหม่ที่ไม่รู้ภาษานะครับ เป็นเวลาที่ลำบากมาก ไม่มีทางออก ยกเว้นจะต้องช่วยเหลือตัวเอง ต้องหาความรู้เข้าตัว ต้องหาอะไรที่มาเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองให้ได้ มันไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลยนะครับ”

“ก็ต้องทำงานช่วยเหลือตัวเอง ต้องยืมเงินเรียนนะครับ ไม่มีค่าซื้อหนังสือก็ต้องทำงาน ผมยังจำได้งานแรกของผมเลยในอเมริกาเนี่ย ก็ไม่พ้นการทำอาหารขาย งานแรกของผมคือขายฮอตดอกที่เดย์โทนาไฟว์ฮันเดรด ที่เดย์โทนาบีชนะครับ เป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน งานที่สองคือขายเครื่องดูดฝุ่น เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อไม่เป็นทนายเนี่ย ผมก็เป็นแม่บ้านได้ ทั้งทำความสะอาดทั้งทำอาหารนะครับ คือเวลาผ่านมากับตัวเอง แล้วได้รู้สึกประสบการณ์ชีวิตเนี่ย นับว่าชีวิตนี้เป็นครูเป็นอาจารย์จริง ๆ”

คำบรรยายวิดีโอ, วัชเรศร วิวัชรวงศ์ "เหมือนฝันที่เป็นจริง"

“ตอนสมัยอยู่เมืองไทย โตขึ้นมาในวังเนี่ย ผมไม่เคยนึกเลยว่ามหาดเล็กคนที่มาวันนี้เขาตื่นกี่โมง เขาเหนื่อยไหม เขาง่วงไหม กว่าที่เขาจะยกอาหารมาที่โต๊ะทานข้าวเนี่ย เขาเดินกี่ก้าว เขาทำช้อนหล่นไหม หรือว่าทหารตำรวจที่เดินเป็นอารักขาเนี่ย เขาต้องมาถึงที่ทำงานกี่โมง ที่บ้านเขาต้องดูแลลูกหรือเปล่า ไม่เคยนึกเลย” วัชเรศร กล่าว

“แต่ตอนมาอยู่เมืองนอกใช้ชีวิตเหมือนสามัญชน ทำให้นึกขึ้นได้ว่าต้องเอาใจเขาไปใส่ใจเรา ต้องรู้ว่าการเซอร์วิส (บริการ) คนอื่นนี่เป็นยังไง การเป็นทนายก็นับว่าเป็นเซอร์วิสอินดัสทรี (อุตสาหกรรมการบริการ) นะครับ เราก็ต้องบริการลูกค้า”

“การที่มีความรู้หรือประสบการณ์ว่า เราต้องช่วยเหลือคนอื่นหรือทำเพื่อคนอื่นเนี่ย เป็นสิ่งที่ต้องประสบกับตนเอง ไม่มีใครสอนได้ ซึ่งผมก็รู้สึกตื้นตันใจจริง ๆ ที่ชีวิตนี้มีโอกาสเรียนรู้ว่า หิวแปลว่าอะไร เหนื่อยแปลว่าอะไร การทำเพื่อคนอื่นแปลว่าอะไร”

Vacharaesorn Vivacharawongse

ที่มาของภาพ, Facebook/Vacharaesorn Vivacharawongse

วัชเรศร ยังมีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมงานเผยแผ่พุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมไทยในต่างแดน โดยเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่แสดงออกถึงความสามัคคีและยึดมั่นในสถาบันที่เป็นศูนย์รวมใจของชาวไทย ทั้งในนครนิวยอร์ก นครลอสแอนเจลิส และในประเทศอื่น ๆ ซึ่งในปี 2560 วัชเรศร ยังได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้เป็น “ทูลกระหม่อมปู่” ด้วย

วัชเรศร กล่าวในงานระดมทุนเพื่อการศึกษาของนักเรียนไทย เมื่อปี 2562 ว่า “สังคมเราเป็นพี่น้องกัน สิ่งที่ผมไม่มีทางลืมเลยในชีวิตนี้นะฮะ ทูลกระหม่อมพ่อเคยสั่งสอนผมกับพี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนว่า เราต้องรักพี่เราต้องรักน้อง ถ้าเผื่อเราไม่รักพี่รักน้องเนี่ย จะมีใครมารักเรา สังคมนี้ก็เหมือนพี่ ๆ น้อง ๆ ผมทุกคน ผมมีพี่ชายหนึ่งคน น้องชายสองคน พี่สาวหนึ่งคน น้องสาวอีกหนึ่งคน ถึงจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน ทุกคนก็ต้องรักกันด้วยใจ เหมือนกับสังคมนี้”

ห่วงใยสถานการณ์ในประเทศไทย

แม้ตัวจะอยู่ต่างแดน แต่วัชเรศรก็ติดตามความเป็นไปของสถานการณ์ในประเทศบ้านเกิดอย่างใกล้ชิด และได้ส่งข้อความแสดงความห่วงใยประชาชนชาวไทยอยู่เสมอ เช่นในวิกฤตการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 วัชเรศรได้ลงคลิปวิดีโอในหน้าเฟซบุ๊ก Vacharaesorn Vivacharawongse เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2563 ซึ่งเขากล่าวในคลิปวิดีโอดังกล่าวว่า

“ในเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลควรจะให้ข้อมูลสำคัญกับประชาชน มีความโปร่งใสและก็นึกถึงประชาชน ควรจะมีนโยบายต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือประชาชนที่เสียรายได้ ที่ตกงาน และช่วยเหลือธุรกิจต่าง ๆ ให้กลับมาได้ หลังจากโรคร้ายนี้ไปแล้ว”

“ในการนี้ พวกเราทุกคนก็ทำตัวให้เป็นประโยชน์ได้กับสังคม การที่เราไม่ออกไปข้างนอก เก็บตัว และทำตามนโยบายของรัฐบาลนั้น ก็เป็นการละทิ้งในสิทธิส่วนบุคคลของเราเพื่อส่วนรวม ขอให้ทางรัฐบาลและข้าราชการทุกท่านจงซาบซึ้งว่า สิ่งที่ท่านได้รับจากประชาชนนั้นมีคุณค่า และตอบสนองประชาชนด้วยนโยบายและการปฏิบัติ ที่จะตอบสนองความเชื่อมั่นและความเสียสละจากประชาชนด้วย”

“ผมก็เข้าใจว่าช่วงนี้เป็นเวลาที่เราจะหวาดเกรง ตัวผมเองก็เป็นคนที่ทำงานเลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่มาประเทศนี้ ก็เข้าใจว่าการที่เราไม่มีงานทำหรือการที่เราเสียรายได้ มันเป็นสิ่งที่น่ากลัว และผมก็มีความเชื่อว่า ประชาชนชาวไทยทุกคนเป็นผู้แข็งแกร่ง ทำงานด้วยกันได้ และจะประสบผลสำเร็จ”

FACEBOOK / VACHARAESORN VIVACHARAWONGSE

ที่มาของภาพ, FACEBOOK / VACHARAESORN VIVACHARAWONGSE

คำบรรยายภาพ, วัชเรศร กับคริสเตียน วูล์ฟ อดีตประธานาธิบดีเยอรมนี

นอกจากนี้ วัชเรศร ยังได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2566 เขาได้โพสต์ภาพและข้อความทางเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับการพบปะนายคริสเตียน วูล์ฟ (Christian Wulff) อดีตประธานาธิบดีเยอรมนี ผู้มีบทบาทอย่างสูงในการให้ความช่วยเหลือผู้อพยพลี้ภัย ทั้งเคยเป็นผู้แทนของเยอรมนีเข้าร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9

วัชเรศร บอกว่านายวูล์ฟ “หวังว่าผลการจัดตั้งรัฐบาลของประเทศไทยจะเป็นที่พึงพอใจ และเคารพการตัดสินใจของประชาชนคนไทย”

ก่อนหน้านั้นในวันที่ 10 ก.ค. 2566 วัชเรศรได้โพสต์ข้อความว่า “ทั่วโลกกำลังจับตามองประเทศไทย อยากจะให้ประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลายมองเห็นว่ากฎหมายและความยุติธรรมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในประเทศไทย” พร้อมกับลงข้อความบางส่วนจากนิตยสาร The Economist ซึ่งเขียนวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นสมาชิกวุฒิสภาใช้สิทธิออกเสียงคัดค้าน เพื่อยับยั้งการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลที่ชนะการเลือกตั้ง

ข้อความจาก The Economist ที่วัชเรศรนำมาเผยแพร่ต่อ ชี้ว่า “การกระทำของบรรดา ส.ว.เป็นเรื่องวู่วามและเป็นสิ่งที่ผิด เพราะไม่ช้าก็เร็วระบอบประชาธิปไตยของไทยจะต้องฟื้นคืนกลับมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การสกัดกั้นกระแสประชาธิปไตยนั้น เสี่ยงจะทำให้เกิดความวุ่นวายในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะความโกรธแค้นที่ชาวไทยแสดงออกผ่านการเลือกตั้ง จะแปรรูปกลายเป็นการแสดงออกด้วยความรุนแรงบนท้องถนนแทน”