ย้อนอดีตเหตุเชื้อร้ายหลุดจากห้องแล็บ

ที่มาของภาพ, Reuters
ข้อกล่าวหาล่าสุดของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าโควิด-19 อาจมีต้นกำเนิดมาจากห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ หรือห้องแล็บที่ควบคุมโดยรัฐบาลจีนนั้นได้นำไปสู่การตั้งคำถามครั้งใหม่เกี่ยวกับต้นกำเนิดของโรคนี้ที่แพร่ระบาดและสร้างวิกฤตทางสาธารณสุขไปทั่วโลกเมื่อ 3 ปีก่อน
นายแพทย์ โรเบิร์ต เรดฟิลด์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ หรือ ซีดีซี ระหว่างปี 2018-2021 ให้การต่อคณะกรรมการสภากองเกรสเมื่อ 8 มี.ค.ว่าเขาเชื่อว่า โควิด-19 น่าจะเป็นผลมาจากอุบัติเหตุการรั่วไหลในห้องทดลองของจีน
ความเห็นของ นพ.เรดฟิลด์ สอดคล้องกับของนายคริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ ซึ่งให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ว่า “เอฟบีไอได้ประเมินถึงต้นตอของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 มานานแล้วว่ามีแนวโน้มสูงที่จะเป็นอุบัติเหตุในห้องทดลอง"
นักวิทยาศาสตร์หลายคนชี้ว่า ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ก่อให้เกิดโรคโควิดรั่วไหลออกมาจากห้องแล็บ ขณะที่หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ มีข้อสรุปเรื่องนี้ต่าง ๆ กัน
แล้วที่ผ่านมามีข้อสรุปเกี่ยวกับต้นกำเนิดของโควิดที่สอดคล้องกันหรือไม่จากองค์กรอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของรัฐบาลสหรัฐฯ และง่ายแค่ไหนที่เชื้อไวรัสจะหลุดรอดออกจากห้องแล็บ แล้วเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดมาก่อนหรือไม่
การระบาดมรณะ
ที่ผ่านมาเคยมีเชื้อไวรัสชนิดร้ายแรงหลุดออกจากห้องแล็บใจกลางเมืองใหญ่มาก่อน และไม่มีชนิดไหนที่อันตรายไปกว่าเชื้อโรคไข้ทรพิษ หรือโรคฝีดาษ
ก่อนที่ไข้ทรพิษจะถูกขจัดหมดไปจากโลกในปี 1977 เชื่อกันว่า โรคนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 300 ล้านคนเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 20 เพียงอย่างเดียว
นี่จึงอธิบายว่าทำไมจู่ ๆ การที่เจเน็ต พาร์เกอร์ ช่างภาพการแพทย์ของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม วัย 40 ปีได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อไข้ทรพิษในเดือน ส.ค. 1978 จึงสร้างความแตกตื่นไปทั่วโลก
ศาสตราจารย์ อลิสเตอร์ เกดเดส ซึ่งเป็นแพทย์ด้านโรคติดเชื้อที่โรงพยาบาลอีสต์เบอร์มิงแฮมในช่วงเกิดเหตุกล่าวว่า “มันเป็นโรคที่น่ากลัว จึงไม่ได้สร้างความแตกตื่นให้เฉพาะผู้คนในเมืองเบอร์มิงแฮมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรัฐบาลและองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่จู่ ๆ โรคนี้ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง”
ไข้ทรพิษซึ่งแพร่สู่กันได้ง่าย และราว 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อมักเสียชีวิต ได้ถูกนำมาทดลองในห้องแล็บของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม

ที่มาของภาพ, Getty Images
จนถึงบัดนี้ยังไม่มีคำตอบอย่างชัดเจนว่านางพาร์เกอร์ติดเชื้อดังกล่าวได้อย่างไร
รายงานของรัฐบาลอังกฤษระบุว่า เชื้อไวรัสอาจแพร่ได้โดย 1 ใน 3 ช่องทาง คือ ทางอากาศ, ทางการสัมผัสโดยตรง หรือทางการสัมผัสอุปกรณ์ที่มีเชื้อปนเปื้อน
เนื่องจากมีการใช้มาตรการกักโรคและการแยกผู้ป่วยออกมา จึงทำให้ผู้ติดเชื้อมีเพียงนางพาร์เกอร์และมารดาของเธอ
นางพาร์เกอร์เสียชีวิต ขณะที่แม่ของเธอมีอาการติดเชื้อไม่รุนแรงและได้รับการรักษาจนหาย อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้คร่าชีวิตคนอื่นอีก 2 ราย
นายเฟรดริก พาร์เกอร์ พ่อวัย 77 ปีของนางพาร์เกอร์เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันขณะอยู่ระหว่างการกักโรค โดยเชื่อว่าน่าจะเป็นผลมาจากความเครียดเรื่องการป่วยของลูกสาว ขณะที่ศาสตราจารย์เฮนรี เบดสัน หัวหน้าห้องทดลองไข้ทรพิษของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมได้ปลิดชีวิตตัวเอง
ความปลอดภัยสูงสุด

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลังเกิดเหตุดังกล่าว ทางการอังกฤษได้ประเมินความอันตรายเรื่องเชื้อโรคร้ายรั่วไหลออกจากห้องแล็บต่าง ๆ อีกครั้ง และได้ดำเนินมาตรการเพื่อลดจำนวนห้องทดลองที่เก็บเชื้อโรคไข้ทรพิษ
ภายใต้ข้อตกลงของ WHO ในปี 1979 มีสถานที่อย่างเป็นทางการ 2 แห่งที่เก็บรักษาเชื้อเป็นของไข้ทรพิษ คือที่ซีดีซี ในเมืองแอตแลนตา ของสหรัฐฯ และห้องปฏิบัติการเวคเตอร์ ในแคว้นโนโวซีบีสค์ เขตไซบีเรีย ของรัสเซีย
ห้องแล็บทั้งสองได้รับเลือกเนื่องจากมีระบบที่ดีและปลอดภัยเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ถึงอย่างนั้นก็เคยเกิดเหตุการณ์เสี่ยงอันตรายของตนเองมาแล้วเช่นกัน
ในปี 2014 พนักงานของซีดีซีไม่ได้ทำลายตัวอย่างเชื้อโรคแอนแทรกซ์ที่ใช้ในการทดลองอย่างเหมาะสม ทำให้ผู้เกี่ยวข้องหลายสิบชีวิตตกอยู่ในความเสี่ยง แม้ว่าในท้ายที่สุดจะไม่มีใครติดเชื้อก็ตาม
ส่วนในปี 2019 เกิดเหตุแก๊สระเบิดที่ห้องปฏิบัติการเวคเตอร์ ทำให้หน้าต่างบานหนึ่งของตึกได้รับความเสียหาย และทำให้พนักงานคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากบาดแผลไฟไหม้ อย่างไรก็ตาม ทางการรัสเซียระบุว่าไม่มีการปนเปื้อนทางชีวภาพเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุครั้งนี้
ความผิดพลาดที่คร่าชีวิต

ที่มาของภาพ, Getty Images
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในห้องแล็บความปลอดภัยสูงแห่งอื่น ๆ ยังส่งผลให้เจ้าหน้าที่และผู้อาศัยอยู่ใกล้เคียงติดเชื้อโรคอันตราย
ห้องทดลองในฝรั่งเศสได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย หลังจากนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งเสียชีวิตลง 10 ปีหลังจากถูกอุปกรณ์บาดขณะทำงานในห้องแล็บ
เอมิลี โจมอง เสียชีวิตในปี 2019 ขณะมีอายุ 33 ปี หรือ 10 ปีหลังจากสัมผัสโปรตีนพรีออน (prion) ซึ่งก่อให้เกิดโรควัวบ้า (BSE) ในปศุสัตว์ หรือโรคสมองฝ่อ (CJD) ในมนุษย์
แม้จะทราบว่าเธอเสี่ยงติดเชื้อ แต่ก็ไม่มีวัคซีนหรือการรักษาใดที่แพทย์จะใช้ช่วยชีวิตเธอได้
ความผิดพลาดที่โรงงานชีวเภสัชภัณฑ์ในเมืองหลานโจว ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนทำให้มีผู้ได้รับเชื้ออันตรายกว่า 10,000 คน
เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีการใช้ยาฆ่าเชื้อหมดอายุเพื่อบำบัดก๊าซเสียในโรงงานซึ่งผลิตวัคซีนป้องกันเชื้อแบคทีเรียบรูเซลลา ในสัตว์ ส่งผลให้คนงานที่สถาบันวิจัยใกล้เคียงได้รับก๊าซเสีย ก่อนจะแพร่ไปสู่ประชาชนหลายพันคนในเมือง
แม้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็ทำให้เกิดอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว ก๊าซชนิดนี้ยังเคยถูกสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตนำไปใช้พัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพในช่วงสงครามเย็นด้วย
ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนหลายพันคนต้องเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ และได้รับค่าชดเชย
กรณีเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และความผิดพลาดในห้องแล็บหลายครั้งได้ส่งผลให้พนักงานและประชาชนใกล้เคียงได้รับอันตราย
การรั่วไหลปริศนา
นอกจากนี้ยังมีกรณีที่เชื้อโรครั่วไหลโดยที่ไม่สามารถระบุสาเหตุได้
ในปี 2021 พนักงานที่ห้องแล็บแห่งหนึ่งในกรุงไทเป ของไต้หวัน ติดเชื้อโรคโควิด-19 ขณะทำการศึกษาเชื้อไวรัสชนิดนี้
การสอบสวนพบว่ามาตรการควบคุมในห้องแล็บ “ไม่เข้มงวดพอ” แต่ก็ไม่มีการชี้ชัดว่าเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้น
มีข้อสันนิษฐานว่าการติดเชื้ออาจมาจากการสูดหายใจเอาเชื้อไวรัสในห้องแล็บ หรือมาจากการถอดอุปกรณ์ป้องกันเชื้อไม่ตรงตามขั้นตอนที่กำหนด
การรั่วไหลอย่างปริศนาของเชื้อโรคในห้องทดลองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้โควิด-19 แพร่ระบาดในจีนแล้วลุกลามไปทั่วโลกหรือไม่ หรืออาจเป็นการแพร่เชื้อตามธรรมชาติจากสัตว์ป่า ก็ยังเป็นประเด็นที่ไม่มีการสรุปได้อย่างแน่ชัด











