ซึมเศร้าหลังคลอด : ทำไมชายชาวออสเตรเลียถึงวิ่งเพื่อหญิงไทย

Hamish Magoffin

ที่มาของภาพ, Hamish Magoffin

คำบรรยายภาพ, เฮมิช มากอฟฟิน
    • Author, อิสสริยา พรายทองแย้ม
    • Role, บีบีซีไทย

"เธอบอกว่านี่เป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขที่สุด มีแค่เราสองคนเท่านั้น ไม่อยากมีอะไรหรือใครอื่นอีกแล้ว" หากฟังคำพูดนี้เผิน ๆ คนที่ได้ยินก็น่าจะมีความสุข แต่เฮมิช มากอฟฟิน กลับรู้สึกกังวลที่ภรรรยาไม่ได้รวมเอาอาร์เธอร์ ลูกชายวัยสามเดือน ให้อยู่ในห้วงเวลาแห่งความสุขนี้ด้วย

เฮมิช รู้ดีว่าโดยปกติแล้วคำพูดเช่นนี้ไม่มีทางหลุดจากปากของประณัยยา อุลปากร แต่เพราะภาวะซึมเศร้าหลังคลอดที่ครอบงำจิตใจของเธอในตอนนั้น ทำให้ภรรยาของเขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

ตอนที่พบกันระหว่างเรียนหลักสูตรเอ็มบีเอ (Master in Business Administration) ที่มหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด เมื่อปี 2010 ประณัยยาเป็นคนที่อาจารย์ผู้สอนชมว่าสุภาพอ่อนโยนน่าคบหาที่สุดในรุ่น

หลังจบการศึกษาและคบหาดูใจแบบทางไกลนานหกปีเพราะเฮมิชซึ่งเป็นชาวออสเตรเลียแต่ทำงานในกรุงลอนดอน ทั้งคู่แต่งงานลงหลักปักฐานที่เมืองไทย ปรับปรุงคอนโดมิเนียมย่านใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีอยู่แล้ว เพื่อเข้าอยู่อาศัยที่นั่น สถานที่เดียวกันกับที่ประณัยยา ตัดสินใจใช้จบชีวิต

Hamish Magoffin, his wife and Arthur

ที่มาของภาพ, Hamish Magoffin

โซ่คล้องใจ

หลังแต่งงานได้สองปี ประณัยยา และเฮมิช ตั้งใจมีลูก ครั้งแรกเธอตั้งท้องลม ตามมาด้วยอาการถุงน้ำในรังไข่แตก แม้จุดเริ่มต้นของการสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์จะไม่ราบรื่นนัก แต่ทั้งคู่ก็ไม่ละความพยายาม

ประณัยยา ตั้งครรภ์สำเร็จ เธอมีอาการแพ้ท้องหนักในช่วงสามเดือนแรก แต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น

"มีช่วงหนึ่งที่เธอทนไม่ได้แม้แต่กลิ่นตัวผม แต่ทุกอย่างก็ดีขึ้นไปจนถึงช่วงเวลาใกล้คลอด เราตั้งตารอยคอยอาร์เธอร์" ลูกชายที่เกิดจากการผ่าท้องคลอด โดยไม่มีเหตุผิดปกติใด ๆ

มีงานฉลองเล็ก ๆ ต้อนรับอาร์เธอร์ที่คอนโดมิเนียม เพื่อนของเฮมิช ที่เติบโตมาในสหราชอาณาจักร เคยมีคนรู้จักที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด แนะเขาให้จับตาดูอาการเผื่อว่าประณัยยาจะได้รับผลกระทบจากโรคนี้ และเพียงสองเดือนหลังจากนั้น เฮมิชก็เห็นว่าความกลัดกลุ้มกังวลเริ่มก่อตัว ในเวลานั้นประณัยยายังพยายามเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ขณะที่เขาเองย้ำว่าไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องกดดันตัวเองด้วยการพยายามปั๊มนมหากไม่มีน้ำนมเพียงพอ และเห็นว่าภรรยาต้องพักผ่อนให้มากที่สุด

"ประณัยยาต้องการให้ทุกอย่างที่ดีที่สุดกับอาเธอร์ ตอนตั้งครรภ์เธอพยายามทานอาหารคลีน อาหารที่มีประโยชน์และช่วยสร้างน้ำนม" เฮมิช เล่า และเสริมว่าในระหว่างนั้นภรรยาของเขาเริ่มสลับให้นมผงกับลูกด้วย

เรื่องของการให้นม เมื่อผสมกับเรื่องอื่น ๆ โดยรวมทำให้ประณัยยาเริ่มกังวลยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันการระบาดของโรคโควิด-19 และการล็อคดาวน์ เมื่อปี 2564 ซ้ำเติมทำให้สถานการณ์แย่ลง

ประณัยยามีความเป็นห่วงตั้งแต่เรื่องที่พี่เลี้ยงเด็กเข้าข่ายว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงผู้ติดเชื้อโควิด ทำให้คุณแม่ของประณัยยาซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ไม่สามารถมาหาที่คอนโดมิเนียมได้ราว 1 สัปดาห์ ประณัยยาต้องอยู่เพียงลำพัง ซึ่งหลังจากนั้นอาการของเธอก็แย่ลงไปอีก

นอกจากนี้เธอยังกังวลว่าจะทำหน้าที่แม่ได้ดีเพียงใด จะสามารถจัดเตรียมอาหารที่เด็กวัยทารกต้องการได้หรือไม่ เพราะเธอไม่เคยมีลูกมาก่อน

ประณัยยาและลูก

ที่มาของภาพ, Hamish Magoffin

คำบรรยายภาพ, ประณัยยาดูแลตัวเองเป็นอย่างดีในช่วงตั้งครรภ์ เพราะต้องการให้ทุกสิ่งที่ดีที่สุดแก่อาร์เธอร์

ช่วงนั้นเองที่ประณัยยาเริ่มมีพฤติกรรมที่เฮมิชรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ นั่นรวมถึงการอยากกลับไปมีชีวิตเหมือนตอนที่อาร์เธอร์ยังไม่เกิด ทั้งสองพูดคุยกันอย่างเปิดอกว่าหากเธอรู้สึกว่ามีอาการซึมเศร้าหลังคลอด ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ด้วยกัน แต่ตอนนั้นประณัยยายังเห็นว่าไม่มีความจำเป็น

ตอนที่อาร์เธอร์อายุได้ 4 เดือน เธอเลิกให้นมตัวเองกับลูก เลิกปั๊มนม และย้ายกลับมานอนห้องเดียวกับเฮมิช ด้วยความหวังว่าตัวเองจะรู้สึกดีขึ้น ทุกอย่างน่าจะกลับไปเป็นปกติเมื่อฮอร์โมนในร่างกายเริ่มปรับตัว แต่ความจริงกลับเป็นตรงกันข้าม ความกลัดกลุ้มกังวลที่เคยมี เริ่มเข้าข่ายกลายเป็นอาการซึมเศร้าหลังคลอด ประณัยยาซึ่งโดยปกติแล้วเป็นคนหลับง่าย กลับนอนไม่หลับ นั่นทำให้เธอรู้สึกแย่หนักขึ้นไปอีก ทั้งสองจึงจูงมือกันไปพบจิตแพทย์คนแรก ในเวลานั้นเฮมิชก็หาข้อมูลเกี่ยวกับอาการซึมเศร้าหลังคลอดจากเพื่อนและคนที่เคยใกล้ชิดกับผู้มีประสบการณ์ของโรค

"สำหรับผมแล้วในตอนนั้นคิดว่าเธอมีอาการซึมเศร้าหลังคลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และนี่เกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมนในร่างกาย ส่วนประณัยยา เธอต้องการรู้ว่าจะหายจากอาการนี้ไหม เราทั้งสองเข้าไปคุยกับจิตแพทย์ ผมยกสถิติของผู้ป่วยโรคนี้ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่จิตแพทย์ไม่ต้องการให้ผมพูดอะไร เพราะนั่นจะเป็นการใส่ความคิดส่วนตัวเข้าไปด้วย และเขาเองก็ไม่ต้องการให้คำตอบที่ใส่ความคิดส่วนตัวเข้าไปด้วยเช่นกัน ขอให้ทำการทดสอบ และจิตแพทย์ก็บอกว่านี่ไม่ใช่อาการซึมเศร้าหลังคลอด ตอนนั้นผมนั่งมองภรรยา ผมรู้ว่าเธอต้องการแน่ใจว่าอาการที่เธอเป็นจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่คำตอบที่ได้รับไม่ได้ยืนยันเช่นนั้น"

ทางเลือกที่ไม่ใช่ทางเลือก

ประณัยยาเปลี่ยนไปรับคำปรึกษาจากจิตแพทย์คนที่สอง และสาม ในเวลานั้นเธอเริ่มทานยารักษาอาการซึมเศร้าและยานอนหลับตามที่แพทย์สั่ง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็จะตื่นขึ้นในเวลาประมาณตีสอง เป็นเช่นนั้นทุกคืนนานสองถึงสามเดือน

จิตแพทย์คนที่สามแนะว่ามีทางเลือกคือให้เธอเข้ารักษาตัวที่สถาบันจิตเวช แต่นั่นคือทางเลือกที่ "ไม่ใช่ทางเลือก" สำหรับเฮมิช และประณัยยาที่จะต้องอยู่ห่างจากลูก

ดังนั้นประณัยยาจึงยังรักษาอาการป่วยอยู่ที่คอนโดมิเนียม โดยมีคุณแม่ และพี่สาวมาอยู่เป็นเพื่อน และช่วยเลี้ยงอาร์เธอร์ กับหาวิธีรักษาอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกรวมทั้งการใช้ศิลปะบำบัด เมื่อยารักษาอาการซึมเศร้าใช้ไม่ได้ผล

ในเวลานั้นประณัยยาไม่ได้ปิดบังเฮมิชและจิตแพทย์ว่าเธอมีความคิดจะจบชีวิตตัวเอง

และช่วงเช้าของวันที่ 1 ก.ย.2564 ขณะที่เฮมิชกำลังอาบน้ำ ประณัยยา ได้ตัดสินใจจากโลกนี้ไปพร้อมลูกชายวัย 6 เดือน

"หลังจากตื่นนอนในเช้าวันนั้น ผมรู้สึกว่าสถานการณ์มันค่อนข้างละเอียดอ่อน แต่ไม่มีอะไรส่อเค้าบ่งบอกว่าเธอจะจบชีวิต เรารู้ว่าจะเป็นวันที่ยากอีกวัน ไม่ต่างจากวันอื่น ๆ"

เมื่อย้อนนึกถึงเหตุการณ์เฮมิช เข้าใจดีว่าภรรยต้องทุกข์ใจมากเพียงใดที่สภาพจิตใจเปลี่ยนแปลงไปจากคนที่มีเหตุมีผล ไปเป็นคนที่ต้องอยู่ในสภาพเช่นนั้น โดยไม่อาจบอกเล่าให้คนนอกครอบครัวรู้ได้เพราะระดับการยอมรับและรับรู้เกี่ยวกับอาการซึมเศร้าหลังคลอดในสังคมไทยยังแตกต่างกัน และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เขาก่อตั้งมูลนิธิประณัยยาและอาร์เธอร์มากอฟฟิน (PAM Foundation) เพื่อสร้างการรับรู้ สนับสนุนการดูแลและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและอาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคลอดบุตรในไทย ซึ่งสิ่งนี้เป็นความปรารถนาของประณัยยาที่ทราบจากประสบการณ์ของตัวเองว่ายังมีช่องว่างทางความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่สามารถเติมเต็มให้คนไทยได้เรียนรู้ได้

"ผมมองว่าตัวเองและครอบครัวมีทุกอย่างที่เพียบพร้อม แต่ยังมีคนอีกมากที่ต้องเผชิญปัญหานี้โดยไร้แรงสนับสนุน"

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ ชี้ว่า ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดเกิดกับมารดามากกว่า 1 ใน 6 คน โดยระดับอาการอาจแตกต่างกันออกไป รวมทั้งยังสามารถพบอาการทางจิตเวชอื่น ๆ ร่วมด้วยได้

Hamish Magoffin

ที่มาของภาพ, Hamish Magoffin

คำบรรยายภาพ, การวิ่งช่วยบรรเทาความทุกข์โศกให้เฮมิช

เฮมิช ยังจะระดมทุนเพื่อมูลนิธิด้วยการออกวิ่งจากตอนเหนือสุดของสกอตแลนด์ ไปจนถึงจุดล่างสุดของเกาะอังกฤษ ระยะทางกว่า 1,400 กม. ภายในเวลา 17 วัน หรือคิดเป็นระยะทางเท่ากับการวิ่งมาราธอน 2 ครั้งต่อวัน เขาจะเริ่มวิ่งในวันที่ 18 ก.ค.นี้

"การวิ่งช่วยให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย...แต่ในเวลาเดียวกันการตั้งมูลนิธิ ระดมทุน พูดและนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับภรรยาและลูกมันเป็นค่าใช้จ่ายทางจิตใจ (emotional cost) ที่ผมต้องคิดถึงมันอยู่ตลอดเวลา แต่ผมแค่หวังว่าจะทำให้เกิดสิ่งดี ๆ จากสถานการณ์นี้ได้อย่างไร"

เฮมิช บอกว่าความทรงจำของเขาที่มีต่อภรรยาไม่ต่างจากเมื่อสิบปีที่แล้ว เขาไม่ลืมความรักความห่วงใยและความต้องการของเธอที่อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาและอาร์เธอร์

รู้จักภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

ข้อมูลจากเว็บไซต์สถาบันราชานุกูล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า"ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดเป็นภาวะที่พบได้ประมาณ 10-20% ของหญิงหลังคลอด ส่วนใหญ่มีอาการในช่วง 4-6 สัปดาห์หลังคลอด ช่วงที่อาการรุนแรงที่สุดอยู่ในช่วง 3 เดือนแรก โดยเสี่ยงทำร้ายตัวเอง รวมถึงการฆ่าตัวตายด้วย"

พญ.จันทร์อาภา สุขทัพภ์ จิตแพทย์สถาบันราชานุกูล กล่าวว่าผู้ป่วย "ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด" มีอาการไม่ได้แตกต่างจากโรคซึมเศร้าทั่วไป คือ มีอาการเบื่อหน่าย ท้อแท้ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายอย่าง คือ 1. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ 2. พื้นฐานด้านจิตใจของมารดา เช่น เป็นคนวิตกกังวลกับเรื่องต่าง ๆ ง่าย ความเครียด ทัศนคติ ความคาดหวังต่อการตั้งครรภ์ 3. สิ่งแวดล้อมและคนใกล้ชิด ซึ่งในกลุ่มประเทศประชากรมีรายได้ต่ำจะมีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้มากกว่าประเทศที่รายได้สูงประมาณ 4 เท่า

ขณะที่เว็บไซต์สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ เผยแพร่ผลการวิจัยของสถาบันราชานุกุล ที่จัดทำเพื่อพัฒนาและทดสอบคุณภาพโปรแกรมช่วยเหลือมารดาที่มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ในช่วงปี 2558-2560 โดยศึกษาในหญิงหลังคลอด 1 เดือน จำนวน 1,198 คน พบเสี่ยงภาวะซึมเศร้า 203 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 16.9 และเมื่อได้รับความช่วยเหลือ ให้ความรู้และแนวทางปฏิบัติตน พบว่าในภาพรวมแล้วอาการซึมเศร้าหลังคลอดมีแนวโน้มลดลง