โควิด-19: แรงงานภาคกลางคืน ต้นเหตุหรือเหยื่อของการระบาดระลอกสาม?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เรื่องโดย ชัยยศ ยงค์เจริญชัย ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย ราชพล เหรียญศิริ ผู้สื่อข่าววิดีโอบีบีซีไทย
หลังจากยึดอาชีพพีอาร์ตามบาร์และคาราโอเกะมา 8 ปี "แอนนา" ตัดสินใจมองหาอาชีพใหม่ที่มั่นคงกว่านี้เพราะการที่สถานบันเทิงถูกสั่งปิดเป็นระยะๆ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เธอไม่สามารถแบกรับความไม่แน่นอนของรายได้ รวมทั้งความเสี่ยงจากการติดเชื้อได้
สถานบันเทิงยามค่ำคืนประเภทผับ บาร์ คาราโอเกะและร้านอาหารถูกบันทึกไว้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดของโควิด-19 ระลอกสามในประเทศไทย ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. จนถึงปัจจุบัน หลังจากพบการติดเชื้อในกลุ่มนักท่องราตรีและพนักงานในสถานประกอบการเหล่านี้ตลอดจนผู้สัมผัสใกล้ชิดของพวกเขา หรือที่เรียกกันว่า "คลัสเตอร์สถานบันเทิง"
จึงไม่แปลกที่สถานบันเทิงกลางคืนจะเป็นสถานประกอบการประเภทแรก ๆ ที่ถูกสั่งปิดในฐานะต้นตอของการระบาดระลอกเดือน เม.ย. และอาจจะเป็นสถานประกอบการประเภทสุดท้ายที่ได้รับอนุญาตให้กลับมาให้บริการได้ตามปกติหากสถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่
"พอโดนปิดก็คิดว่าจะไปทำมาหากินอะไร จะเปลี่ยนอาชีพดีมั้ย เพราะเริ่มรู้สึกว่างานไม่มั่นคงและมีความเสี่ยงมาก" แอนนา พีอาร์สาววัย 28 ปี ประจำบาร์แห่งหนึ่งย่านเอกมัยบอกกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
แม้ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการระบาดระลอกนี้เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร-จากใคร-ที่ไหน แต่ข้อมูลจากทางการทำให้สถานประกอบการและแรงงานกลางคืนถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของการระบาด ทั้งที่จริง ๆ แล้วเขาและเธอก็เป็นเหยื่อหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดไม่น้อยไปกว่าแรงงานในภาคอื่น ๆ หลายคนโอดครวญว่าไม่ได้รับเงินเยียวยาหรือการดูแลจากภาครัฐเหมือนธุรกิจอื่น ๆ อีกด้วย
บางคนบอกว่าการระบาดระลอกที่ 3 ทำให้สถานการณ์ทางการเงินของพวกเขาอยู่ในขั้น "วิกฤติ" และบางคน อย่างเช่นแอนนา กำลังคิดเปลี่ยนอาชีพด้วยความหวังว่าจะมีรายได้ที่มั่นคง ไม่ถูกตีตราและได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐมากกว่านี้
โควิดเป็นจุดเปลี่ยนอาชีพ
ในช่วงแรกที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยเมื่อต้นปี 2563 แอนนาเป็นหนึ่งในคนไทยกลุ่มแรก ๆ ที่ติดโควิด-19 จากการไม่ป้องกันตัวเอง
"ตรวจพบว่าติด (โควิด-19) ในช่วงเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าติดมาจากลูกค้าหรือจากสถานบันเทิงย่านทองหล่อที่ไปเที่ยวหลังเลิกงานกับเพื่อน ๆ ตอนนั้นร้านปิดไปได้ 2 วัน เริ่มมีอาการไอ มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ นอนไม่ได้ เลยไปหาหมอแล้วตรวจพบว่าติดเชื้อ" แอนนาเล่าประสบการณ์เป็นผู้ติดเชื้อที่มาพร้อม ๆ กับการเป็นคนตกงาน
เธอใช้เวลารักษาตัวนานถึง 1 เดือน กว่าที่ร่างกายจะฟื้นกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปรกติ รายได้กลายเป็นศูนย์จากที่เคยทำงานได้เงินเฉลี่ยเดือนละประมาณ 50,000 บาทจากการทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน โชคดีที่เธอทำประกันโควิด-19 เอาไว้ จึงได้รับเงินจากบริษัทประกันมาก้อนหนึ่งพอเป็นค่าใช้จ่ายและรักษาตัว

ที่มาของภาพ, Getty Images
แอนนาว่างงานอยู่ถึง 4 เดือน จนกระทั่งสถานการณ์การระบาดคลี่คลายลง รัฐบาลประกาศให้สถานบันเทิงเปิดบริการได้ในช่วงกลางปี 2563 เธอรีรออยู่พักหนึ่งกว่าที่จะกลับไปเริ่มงานเพราะกลัวว่าจะกลับมาติดโควิด-19 อีก
แต่กลับไปทำงานได้ไม่กี่เดือน ก็เกิดการระบาดระลอกที่ 2 (ธ.ค. 2563-มี.ค. 2564) สถานบันเทิงที่เธอทำงานก็ถูกสั่งปิดในเดือน ม.ค. เธอได้กลับไปทำงานอีกครั้งต้นเดือน มี.ค. แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันบาร์ก็ถูกสั่งปิดอีกเมื่อวันที่ 26 มี.ค.
"รอบนี้มาแบบไม่ทันตั้งตัวเลย ข่าวมาอีกทีคนก็ติดกันเยอะมากแล้ว เลยกลัวมาก ๆ เพราะเราอยู่ด่านหน้าในการรับเชื้อจริง ๆ ระลอกที่ 3 นี้มีเพื่อนที่ทำงานที่บาร์เดียวกันติดโควิด-19 ทำให้เรารู้สึกกลัวเข้าไปใหญ่" แอนนาบรรยายความรู้สึก
แอนนาบอกกับบีบีซีไทยว่าในการทำงานช่วงที่ผ่านมา เธอแทบไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยในระหว่างทำงาน เครื่องป้องกันเพียงอย่างเดียวที่ใช้คือเฟซชีลด์ เพราะด้วยหน้าที่ของพีอาร์ประจำร้านที่ต้องทักทาย ต้อนรับ พูดคุยกับลูกค้า นั่งดื่ม สังสรรค์ เอ็นเตอร์เทน ร้องเพลงกับลูกค้า การใส่หน้ากากอนามัยจึงกลายเป็นอุปสรรคในการทำงาน
"ตอนนี้ต้องเอาเงินเก็บมาประทังชีวิตในช่วงที่ไม่ได้ทำงานและช่วงนี้ก็เริ่มหางานกลางวันไว้บ้างแล้ว เพราะอายุก็เริ่มเยอะขึ้นสำหรับวงการนี้ เลยคิดว่านี่เป็นช่วงเวลาที่น่าจะเหมาะในการเปลี่ยนสายอาชีพ เปลี่ยนมาทำงานกลางวันที่มีความปลอดภัยและมั่นคงกว่า แต่ช่วงแรกอาจจะทำงานทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนเพื่อหาเงินชดเชยรายได้ที่หายไปในช่วงนี้ก่อน" แอนนาเล่าถึงแผนการในอนาคต

ที่มาของภาพ, Getty Images
เวลาลด รายได้ลด
ลักษณ์ พึ่งพระ มือเบสอายุ 30 ปี เริ่มเส้นทางการเป็นนักดนตรีกลางคืนมาได้ 9 ปี และนี่เป็นอาชีพที่เขารักและมีความสุขที่ได้ทำ แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 บีบบังคับให้เขาต้องคิดถึงอนาคตของตัวเองใหม่
ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ลักษณ์มีรายได้คืนละ 800-1,500 บาทจากการเล่นตามร้านอาหารและบาร์ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่พอเกิดการระบาดรายได้ของเขาลดลงถึงครึ่ง เพราะแม้ในช่วงที่ทางการอนุญาตให้ร้านเปิดบริการ แต่ลูกค้าก็เหลือน้อยเต็มทน
นอกจากลูกค้าจะหายไปแล้ว ระเบียบของภาครัฐที่จำกัดเวลาการให้บริการของร้านอาหารช่วงกลางคืน ทำให้ระยะเวลาในการเล่นสั้นลง ค่าตอบแทนที่ได้จึงน้อยตามไปด้วย
"ตอนนี้ไม่ได้เล่นดนตรีเลย พอโควิดมาปุ๊บ เขาก็สั่งปิดร้านอาหารกลางคืน เลยทำให้ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ จากเคยมีรายได้ ตอนนี้ก็ไม่มีรายได้เลย" ลักษณ์กล่าว
"ครั้งแรกที่โดนปิดใหม่ ๆ คิดว่าจะไม่นานมาก แต่ก็โดนปิดไปถึง 3 เดือนซึ่งมันแย่มาก ๆ รู้สึกได้เลยว่าเราต้องหาอาชีพอื่นทำ แต่สุดท้ายก็กลับมาเปิดได้อีกครั้งหนึ่ง พอทำได้ 3 เดือนก็ถูกปิดอีก 2 เดือน ซึ่งก็แย่มาก ล่าสุดกลับมาเล่นดนตรีได้อีก 1 เดือน แต่ก็ถูกปิดไปอีกครั้งในเดือน มี.ค."

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri/BBC Thai
เขาบ่นว่ารู้สึกน้อยใจที่แรงงานภาคกลางคืนมักจะต้อง "รับกรรม" เพราะสถานบันเทิงกลางคืนมักเป็นธุรกิจแรกที่ถูกปิดเมื่อเกิดการระบาด ขณะที่กิจการกลางวันยังทำมาหากินได้ตามปกติ
นักดนตรีเป็นอาชีพหลักอาชีพเดียวของลักษณ์ รายได้จากการเล่นดนตรีทำให้เขาสามารถดูแลครอบครัวได้ แต่พอกลายเป็นนักดนตรีตกงานในช่วงโควิด เขาไม่เพียงขาดเงินมาจุนเจือครอบครัว แต่ยังกลับกลายเป็นว่าต้องไปขอเงินคนอื่นในครอบครัวใช้ ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกแย่มาก
"ก่อนหน้านี้เคยทำงานอย่างอื่นมา แต่เป็นคนไม่ชอบอยู่ในกฎระเบียบ ประกอบกับความรักในดนตรีด้วย พอมีเพื่อน ๆ มาชักชวนก็เลยตัดสินใจทำอาชีพนี้เป็นอาชีพหลัก แต่พอโดนปิดจากโควิดไปหลายรอบเริ่มมานั่งคิดแล้วว่างานนี้มั่นคงจริงหรือเปล่า เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตจะเจอกับอะไรอีก และอาชีพนักดนตรีอย่างพวกผมก็จะเป็นอาชีพแรก ๆ ที่ต้องหยุด" ลักษณ์กล่าว
"ตอนนี้ยังคิดไม่ออกเลยว่านอกจากเล่นดนตรีแล้วจะไปทำอะไร...อาจจะไปหางานประจำทำ แต่ว่าด้วยข้อจำกัดหลายหลายอย่าง เช่น ผมมีรอยสัก การเลือกอาชีพในการทำงานก็อาจจะแคบลง ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ว่าคนอย่างพวกผมจะไปทำอะไรได้บ้าง"
"ตอนนี้ได้แต่หวังว่าจะได้กลับไปเล่นดนตรีอีก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าต้องรออีกกี่เดือน" เขาพูดเศร้า ๆ
"เดือดร้อนมากจริง ๆ"
นิว พนักงานเสริ์ฟ อายุ 26 ปี ทำงานในร้านอาหารกึ่งบาร์แห่งหนึ่งใน จ.นครปฐมมาได้ 6 ปีตั้งแต่เรียนจบ ถึงแม้ว่าเธอจะได้รับปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ แต่นิวเลือกที่จะประกอบวิชาชีพนี้เพราะรายได้ดี โดยนอกจากเงินเดือนปรกติแล้ว เธอยังได้ทิปคืนละ 1,000 บาท
ในช่วงที่ร้านโดนปิดตอนการระบาดระรอกแรก นิวยังไม่ค่อยได้รับกระทบเท่าไหร่เพราะยังมีเงินเก็บอยู่ และยังได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล 15,000 บาท ช่วงนั้นร้านอาหารที่เธอทำงานอยู่ปิดไป 3 เดือนตั้งแต่เดือน มี.ค. กลับมาเปิดได้ราว 5 เดือนก็ปิดอีกครั้งเมื่อมีการระบาดระลอก 2 พอกลับมาเปิดหลังปีใหม่ได้ไม่นานก็ต้องปิดอีกครั้งเพราะการระบาดระลอก 3
"ตอนนี้ไม่ได้ทำงานมาเกือบเดือนนึงแล้ว ถึงแม้ที่ร้านยังให้เงินเดือนครึ่งหนึ่งช่วงที่ยังทำงานไม่ได้ แต่ก็มีภาระต้องผ่อนรถและเลี้ยงดูลูก ตอนนี้คิดว่าเริ่มวิกฤตแล้ว เพราะการขายอาหารที่ทำเป็นอาชีพเสริมก็เริ่มขายไม่ดีแล้วเพราะคนไม่ค่อยออกจากบ้านกัน" นิวเล่า

ที่มาของภาพ, Getty Images
นิวบอกว่าถ้าร้านอาหารกลับมาเปิดได้เหมือนเดิมเธอก็จะทำงานกลางคืนต่อไป เพราะคิดว่ารายได้ดีกว่าการทำงานกลางวัน
"อย่างไรก็ยังจะยึดอาชีพงานกลางคืนต่อไป" นิวกล่าวพร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการที่ชัดเจนในการจ่ายเงินเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในระลอกนี้
จำเลยของสังคม?
นอกจากผลกระทบเรื่องไม่มีงานทำและขาดรายได้แล้ว แรงงานภาคกลางคืนยังแบกรับความรู้สึกที่ถูกตีตราว่าเป็นต้นเหตุของการระบาดระลอกนี้
"จริง ๆ ทุกอาชีพมีความเสี่ยงที่จะติดโควิดกันได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะทำในช่วงกลางวันหรือกลางคืน ทุกคนติดเชื้อได้หมดถ้าไม่ป้องกันตัวเอง แต่ก็แปลกที่ภาคธุรกิจกลางคืนจะถูกปิดก่อนและเปิดเป็นสถานที่สุดท้ายตลอด" นิวให้ความเห็นกล่าว
ส่วนแอนนาบอกกับบีบีซีไทยว่า "รู้สึกแย่" ที่คนบางส่วนในสังคมโยนความผิดให้คนในสถานบริการภาคกลางคืนว่าเป็นตัวการในการแพร่เชื้อในการระบาดระลอกนี้ แต่เธออยากให้เข้าใจทุกคนก็ต้องทำมาหากินและอาชีพของพวกเธอก็เป็นอาชีพที่สุจริต
"ถ้าจะให้ว่าใครสักคนจริง ๆ ควรไปดูที่ผู้บริหารประเทศมากกว่า" แอนนากล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
"อยากให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ประเทศไทยมีประชาชนหลายกลุ่มที่ต้องอาศัยธุรกิจนี้ เช่น นักร้อง นักดนตรี พนักงานเสิร์ฟ เพื่อนนั่งดื่ม...อยากให้รัฐบาลช่วยคนงานในภาคกลางคืนด้วยเพราะพวกเราก็มีกันอยู่เยอะ" แอนนาเสนอ
เธอบอกว่าในการระบาดรอบแรกได้รับเงินเยียวยา 15,000 บาท แต่รอบนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีเงินเยียวยาหรือไม่ ขณะที่เจ้าของสถานประกบอการก็ไม่มีเงินช่วยเหลือใด ๆ ให้
ส่วนลักษณ์ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลในช่วงการระบาดรอบแรกเช่นกัน แต่การระบาดระลอก 2 ไม่ได้รับ เพราะลงทะเบียนไม่ทัน
เขาบอกว่าไม่เห็นด้วยกับระบบการจัดการจ่ายเงินเยียวยาของรัฐบาลเพราะ"เหมือนกับว่าประชาชนต้องเป็นคนดิ้นรนในการรับเงินเยียวยา มันเหมือนการจับฉลากชิงโชค"
"ผมยินดีถ้าจะบอกว่าคนกลางคืนต้องพักแต่ควรจะมีการเยียวยาที่ดีกว่านี้ คนทำงานภาคกลางคืนอย่างพวกเราก็พร้อมจะให้ความร่วมมือเพื่อให้สถานการณ์มันดีกว่านี้" เขากล่าวทิ้งท้าย










