โควิด-19 : แรงงานเมียนมาสมุทรสาคร รอวันตลาดกลางกุ้งกลับมาเปิดอีกครั้ง

ที่มาของภาพ, สมหมาย
ทันทีที่ข่าวการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เริ่มต้นที่ตลาดกลางกุ้ง จ.สมุทรสาคร เมื่อเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา กลุ่มแรงงานชาวเมียนมากว่า 3,000 คน ที่ทำงานและอาศัยอยู่ในตลาดกลางกุ้งคือเป้าที่ถูกจับตา และควบคุมการระบาดของโรคที่จนถึงวันนี้ยังไม่มีการพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าใครคือผู้ที่นำโรคกลับมาแพร่อีกครั้ง ในเวลาเดียวกันไทยกลับพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งจากแหล่งพนัน และแหล่งที่ไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ กับกลุ่มแรงงานชาวเมียนมา
"คนที่ติดเชื้อคนแรกรู้ตัวว่าเอาเชื้อมาจากไหน หากว่ามาจากคนเมียนมาที่ลักลอบเข้ามา ถ้าเป็นแบบนั้น ทำไมเชื้อถึงมาเริ่มต้นระบาดที่สมุทรสาครก่อน" สมหมายบอกบีบีซีไทยทางโทรศัพท์
นับตั้งแต่เกิดการระบาดระลอกใหม่ในไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศกร้าวว่าจะจัดการกับกระบวนการลักลอบนำแรงงานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด ในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดในวันนี้ (11 ม.ค.) ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 249 ราย ในจำนวนนี้ 13 ราย เป็นคนไทยที่ไปเล่นการพนันและเดินทางกลับมาจากเมียนมา เข้ามาทาง จ. ตาก
ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2563 ทางการไทยกันพื้นที่ตลาดกลางกุ้งเป็น "พื้นที่สีแดง" กักบริเวณไม่ให้กลุ่มแรงงานชาวเมียนมาออกนอกพื้นที่ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ภาพกำแพงลวดหนามกั้นเขต และเจ้าหน้าที่ประจำการ 24 ชั่วโมง ทำให้แรงงานที่ถูกกักบริเวณพากันตกใจ คำอธิบายของทางการไทยคือต้องการจำกัดบริเวณคุมการระบาดตามแบบ "สิงคโปร์โมเดล" ทว่าแรงงานชาวเมียนมาไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงในตลาดกลางกุ้งเท่านั้น แต่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และคนที่อยู่นอกตลาดกุ้งคือกลุ่มที่ถูกตั้งป้อมรังเกียจ
สมหมาย (ชื่อไทยตามที่นายจ้างหลายคนเรียก) ชาวเมียนมาเชื้อสายมอญบอกว่า "เสียใจมากและเห็นใจเพื่อนแรงงานด้วยกันที่ทำงานและอาศัยอยู่นอกตลาดกุ้งที่ถูกมองด้วยสายตาแย่มาก มองว่าน่ารังเกียจ เพื่อนเล่าว่าหลายคนไปหาซื้ออะไรกินก็ลำบาก"
เกือบ14 ปีที่ใช้ชีวิตในเมืองไทย ทำให้ชายหนุ่มวัย 25 ปี พูดภาษาไทยได้คล่องแคล่วกว่าเมื่อ 12 ปีก่อน ที่เขาเพิ่งเริ่มทำงานแกะกุ้งที่ตลาดกุ้งเก่า อาชีพที่ทั้งพ่อและแม่ของเขาเคยทำมาก่อน

ที่มาของภาพ, ยีซอมทู
ตั้งแต่สมหมายอายุได้ 5 เดือน พ่อกับแม่ก็มาทำงานที่สมุทรสาครแล้ว เขาต้องอยู่กับยายจนอายุได้ 1 ขวบ แม่ถึงไปรับมาอยู่ด้วย แต่เขาต้องกลับไปเรียนหนังสือที่บ้านเกิดนอกตัวเมืองเมาะลำไย เมื่อถึงวัยเข้าโรงเรียนตอน 5 ขวบ ก่อนจะกลับมาเมืองไทยอีกครั้งเมื่ออายุได้ 12 ปี
"ตอนนั้นแม่กลับไปเมียนมาไปทำงานบวชให้พี่ชาย ผมกำลังเรียนอยู่ แต่เรายากจน ผมอยากช่วยเลยตามแม่มาเมืองไทย มาถึงก็ไปเรียนหนังสือได้สองสามเดือน แต่เห็นแม่แกะกุ้งเหนื่อยมากผมก็ออกจากโรงเรียนมาช่วยแม่ทำงาน"
หลังแกะกุ้งอยู่สามปี หนุ่มวัย 15 ปี ในขณะนั้นก็หันไปทำงานให้เถ้าแก่คนไทย ก่อนจะไปทำงานในโรงงานอาหารทะเลในสมุทรสาคร และมาลงเอยที่งานรับจ้างดองของ ซึ่งเป็นงานอิสระ ที่ทำมาได้สองปี และมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ

ที่มาของภาพ, EPA
"ตอนที่ผมกลับมาไทยใหม่ ๆ ก็รู้สึกเหงา แม้เราอยู่กับครอบครัว แต่ก็ไม่กล้าออกไปไหน ตลาดกุ้งเก่าสมุทรสาครตอนนั้นนักเลงเยอะมาก ผมไม่ได้ออกไปไหนเลยถึง 6 ปี ไปทำงานแล้วก็กลับมาอยู่ที่ห้อง ถ้าจะไปข้างนอกก็แค่ไปตลาดกับแม่ เพราะกลัวนักเลงมืด แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว"
ทุกวันนี้สมหมายอาศัยอยู่ในห้องเช่าส่วนตัว ในตึกแถวสี่ชั้นที่พี่สาว 2 คน และพี่เขยที่พักในตึกเดียวกัน ส่วนพ่อและแม่เดินทางกลับไปเมียนมาหลายปีแล้ว
เขาทำงานวันละสองกะ กะแรกเริ่มตั้งแต่ก่อนรุ่งสางไปจนถึงราวเที่ยงวัน ก่อนจะเริ่มงานอีกครั้งหลังบ่ายสองโมง และไปเสร็จราวสี่หรือห้าทุ่ม
"ทำงานหนักมาก" เขาบอก แต่นั่นนำมาซึ่งรายได้ประมาณ 24,000 บาทต่อเดือน เมื่อหักค่าเช่าห้องและอาหาร ก็มีเงินเหลือใช้จ่ายราว 18,000 บาท
งานดองของที่ทำคือ "ปูน้ำแข็งล่าง กลาง บน สลับกับกุ้งสด ใส่ในถังขนาด 150 ลิตร แล้วก็ถังละ40-50 โล ใส่ในตะกร้าก็มี ตะกร้าละ 30 ลัง ทั้งหมดนี้เราต้องยกขึ้นรถกระบะ คันหนึ่งก็ประมาณ 30-38 ถัง วันหนึ่ง ๆ ยกของร้อยกว่าโล"
แม้งานที่ทำต้องใช้แรงอย่างหนัก แต่สมหมายยังออกกำลังกายเป็นประจำ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเชื่อว่าตัวเองจะไม่ติดโรคโควิด-19 ได้ง่าย "เอาจริง ๆ คนในตลาดกลางกุ้งเขาแข็งแรง"
เขาบอกว่าเขาโชคดีที่ตลอดการทำงานที่ผ่านมา นายจ้างชาวไทยดูแลเป็นอย่างดี "นายจ้างไม่ได้คิดว่าเราเป็นแค่ลูกจ้าง แต่เป็นเหมือนคนในครอบครัว เราเลยเอาแรงที่มีทำงานให้เขาเต็มที่"
Test
แต่เมื่อถูกถามถึงภาพพจน์ของแรงงานเมียนมาในสายตาเจ้าบ้านคนอื่น หนุ่มเมียนมาที่อยู่ในไทยมาเกินครึ่งชีวิตบอกว่า "แรก ๆ ก็เสียใจและโกรธที่มองเราแบบนี้ คนข้างนอกไม่รู้ว่าคนข้างในจะรู้สึกอย่างไร เขาไม่ได้ใช้ชีวิตในกลุ่มเรา ไม่รู้ว่าชีวิตประจำวันเราเป็นยังไง แต่ก็รู้ว่าเขาอ่านแค่ข่าวที่ออกไปเท่านั้น"
เป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนแล้วที่สมหมายต้องหยุดทำงาน แม้จะดีใจที่ได้ใช้โอกาสนี้พักผ่อนและอยู่ใกล้ชิดพี่สาวและพี่ชายรวม 5 คน ที่ทำงานในตลาดกลางกุ้งด้วยกัน แต่ทุกคนก็อยากให้ตลาดกลางกุ้งกลับมาเปิดโดยเร็ว
"เราไม่ได้อยากเอาปัญหามาให้คนในไทย เรามาหากินอย่างสุจริต มาช่วยพวกเขาในการทำงานเศรษฐกิจไทยดีขึ้นเราเองก็จะได้มีงานเยอะ ๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มร่างสันทัดสะท้อนความรู้สึกของเขาต่อเมืองไทยได้ดี
"ผมอยู่ที่นี่แล้วมีความสุข และคิดว่าจะทำงานในไทยไปเรื่อย ๆ บางคนอาจรังเกียจเรา แต่คนไทยที่ทำงานด้วยกันก็มีใจตรงกัน เขารู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร เราเป็นมนุษย์ เรามีจิตใจ เราคิดแบบพุทธ ใช้ความดีเข้าช่วย ความดีก็จะกลับมาหาเรา"









