โควิด-19 : แรงงานข้ามชาติถูกกฎหมายกับความยากลำบากในการเข้าถึงสวัสดิการรัฐ

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
- Author, ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
"ตอนนี้ลำบากมาก เงินก็ไม่มี งานก็ไม่มีทำ นี่ผมไม่ได้กินอะไรมา 3 วันติด ๆ แล้ว ได้แต่กินกับผงรสดีกับน้ำก๊อกให้อยู่ได้ไปวัน ๆ" จันเหน่ง เจิง ชาวกัมพูชา ลูกจ้างร้านหมูกระทะแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ตัดพ้อด้วยใบหน้าอันซีดเซียวและสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลถึงความลำบากที่ตนเผชิญ
การระบาดของโรคโควิด-19 กระทบต่อทุกชีวิตในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาคการท่องเที่ยวและบริการ ความลำบากของจันเหน่งเป็นเพียงหนึ่งในหลายกรณีที่แรงงานข้ามชาติทั่วไทยได้พบเจอ
ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติที่จดทะเบียนตามกฎหมายราว 1.6 ล้านคน แต่คนกลุ่มนี้ออกมาบอกว่าพวกเขาไม่ได้รับการช่วยเหลือผ่านระบบสวัสดิการของทางภาครัฐในยามตกงาน ทั้งที่พวกเขาจดทะเบียนถูกกฎหมาย และจ่ายเงินสมทบให้กับประกันสังคมทุกเดือน
คนเหล่านี้มีสิทธิที่รับเงินเยียวยาจากทางภาครัฐในช่วงถูกเลิกจ้างงานหรือไม่ และสวัสดิภาพตลอดจนคุณภาพชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นเป็นอย่างไร บีบีซีไทยไปคุยกับแรงงานข้ามชาติในย่านปริมณฑล เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงถึงอุปสรรคที่พวกเขาต้องพบเจอในช่วงนี้
อยากกลับไปตายที่บ้าน
จันเหน่ง ชายชาวกัมพูชาอายุ 28 ปี ย้ายมาจาก จ.พระตะบอง เพื่อมาทำงานที่ประเทศไทยตั้งแต่อายุ 18 ปี ชีวิตของเขาผ่านมรสุมต่าง ๆ มาตลอดตั้งแต่ถูกขายมาจากกัมพูชาให้มาใช้แรงงานตามโรงงานต่าง ๆ ในพื้นที่ จ.ระยอง แล้วดิ้นรนมาหาโอกาสใหม่ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร เพื่อส่งเงินกลับบ้านไปให้แม่และน้องอีก 3 คนที่กัมพูชา
แม้เขาผ่านมรสุมชีวิตมาหนัก แต่ เขาถือว่าวิกฤติที่กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้หนักที่สุดเท่าที่เคยพบมา

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
เมื่อ 6 เดือนก่อน จันเหน่งลาออกจากโรงงานแห่งหนึ่งย่านมหาชัยเมืองใหม่ และมาเริ่มทำงานที่ร้านหมูกระทะแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ต่อมาร้านนี้ปิดตัวลงเมื่อ 22 มี.ค. ทำให้เขาขาดรายได้ในทันที
"ถ้าวันไหนมีคนเอาของมาบริจาคให้ก็ดีหน่อย ผมก็จะเก็บของไว้กินหลาย ๆ วัน อย่างมาม่าหนึ่งซองผมก็จะกินได้สามวัน โดยแบ่งเส้นไว้กินดิบ ๆ สองวัน และกินเครื่องปรุงตักใส่ปากและดื่มน้ำตามมาก ๆ อีกวันหนึ่ง" จันเหน่งอธิบาย
ขณะนี้ จันเหน่งพักอยู่ในห้องแถวที่ติดกับร้านหมูกระทะที่ปิดไปแล้ว และประทังชีวิตอยู่ด้วยผงรสดี ที่เขาแบ่งรับประทานทีละครึ่งช้อนกินข้าว พร้อมกับน้ำจำนวนมาก เขาไม่ปรารถนาเงินทองหรือสิ่งของใด ๆ สิ่งที่เขาต้องการก็คือการได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวที่เขารัก
"ตอนนี้ไม่อยากได้อะไรเลย แค่ขอให้อยู่รอดไปวัน ๆ และอยากให้ชายแดนเปิด ผมจะได้กลับไปอยู่กับแม่ อยู่ที่นี่ก็คงอดตาย แต่ถ้ากลับบ้านไปผมอาจจะติดโรคตาย แต่อย่างน้อยผมก็ได้ไปตายที่บ้านกับแม่และน้อง ๆ"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ถูกเลิกจ้างกระทันหัน
ติ๊ดา อายุ 40 ปี กับสามีของเธอ ซอ อายุ 45 ปี ชาวเมียนมาร์ มาจากนครย่างกุ้ง ทั้งสองเข้ามาทำงานในเขต อ.เมือง จ.นครปฐม ได้ 2 ปีครึ่งแล้ว โดยการชักชวนของเพื่อนชาวเมียนมาร์ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่
ทั้งคู่ทำงานอยู่ที่โรงงานเฉาก๊วยแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.นครปฐม อย่างถูกต้องตามกฎหมายจ่ายเงินสมทบประกันสังคมทุกเดือนและสามารถเข้าถึงสิทธิ์การรักษาพยาบาลตามที่ระบุไว้โดยสำนักงานประกันสังคม
รายได้ 10,000 บาทต่อทุก 15 วัน เพียงพอที่จะจ่ายค่าเช่าห้องเดือนละ 2,000 บาท และมีเงินเหลือพอที่จะส่งกลับบ้านให้ลูก ๆ ได้ แต่เหตุการณ์พลิกผันชั่วข้ามคืน ทันทีที่โรงงานที่พวกเขาทำอยู่ขอเลิกจ้างโดยไม่ได้แจ้งล้วงหน้าในช่วงปลายเดือนมีนาคม ทำให้พวกเขาขาดรายได้ในทันที
"ที่โรงงานมีชาวเมียนมาร์ทำงานอยู่ 50 คน วันที่เจ้าของโรงงานมาบอกว่าไม่ต้องมาแล้วเพราะไม่มีคนส่งของ พวกเราตกใจมากและเสียใจมากเพราะรู้ว่าจะไม่ได้ทำงานและไม่มีเงิน" ติ๊ดาบอกบีบีซีไทยผ่านล่ามภาษาเมียนมาร์

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
"ตอนนี้อยากกลับบ้าน เป็นห่วงลูก แต่เงินก็ไม่มี คิดว่าถ้าทำงานได้อีกซักหน่อยจะได้มีเงินกลับบ้าน เราอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว" ติ๊ดากล่าวพร้อมน้ำตา
ซอบอกกับกับบีบีซีไทยว่าหลังจากที่เขาและภรรยาถูกเลิกจ้างก็พบว่าทางโรงงานยังคงจ้างคนไทยและเมียนมาร์ประมาณ 18 คนเพื่อทำงานอยู่และรับค่าจ้างอย่างปรกติ
"พวกผมไปถามนายว่าทำไมเขาได้ทำงาน แต่พวกเราไม่ได้ทำ เจ้านายก็แค่บอกว่าเงินไม่มีจ้าง พวกผมจึงติดต่อขอเงินประกันสังคมคืนแต่ทางโรงงานบอกว่าเป็นต่างด้าว เขาไม่ให้" ซอกล่าวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
"พวกเราจ่ายเงิน (ค่าประกันสังคม) กันทุกเดือนแต่พอเดือดร้อนเราไม่ได้เงินตรงนี้คืนมาเลย ผมอดข้าว ไม่มีเงิน กลับบ้านก็ไม่ได้ ตอนนี้ทำได้แค่ไปขอข้าววัดกิน พวกผมลำบากมาก"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
ภายในห้องแถวที่ติด ๆ กัน ยังมีชาวเมียนมาร์อยู่อีกหลายชีวิตที่ตกอยู่ในชะตาเดียวกัน แต่ตอนนี้ชุมชนชาวเมียนมาร์เล็ก ๆ แห่งนั้นเป็นห่วงอยู่ครอบครัวหนึ่งที่มีผู้หญิงท้อง 5 เดือนรวมอยู่ด้วย
มะเข่น หญิงมีครรภ์จากรัฐพะโควัย 41 ปี และสามี นายหย่นย่าง อายุ 47 ปีเข้ามาหางานทำและโอกาสทางการเงินที่ดีกว่า ที่ จ.นครปฐม เป็นเวลาหนึ่งปีครึ่งก่อนมาเจอวิกฤติครั้งนี้
"ท้องนี้เป็นท้องแรกและพวกเราอยากได้ลูกคนนี้มาก แต่ตอนนี้คิดว่าทั้งตัวเองและลูกจะไม่ปลอดภัย" มะเข่นกล่าวผ่านล่ามด้วยสีหน้ากังวล
"ถ้าติดโรคเราก็คงจะตายกันทั้งคู่ และถ้าเรากลับบ้านไม่ได้ เราก็คงตายเพราะความอดอยากอยู่ที่นี่ ตอนนี้ไม่รู้ต้องทำอย่างไรแล้ว" เธอร้องไห้ออกมาด้วยความสงสารชะตาชีวิตของครอบครัวตัวเอง

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
ไอแอลโอ : เขาจ่ายภาษีเหมือนคนไทย เขาควรได้สิทธิ์เช่นคนไทย
น.ส.ปฏิมา ตั้งปรัชญากุล ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน กล่าวว่า ได้รับการประสานงานจากสถานทูตของแรงงานข้ามชาติในไทยเพื่อให้ความช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้าง
ปฏิมาอธิบายว่ากระทรวงแรงงานมีเงินทุนเยียวยาฉุกเฉินที่มีไว้ใช้ส่งแรงงานผิดกฎหมายหรือผู้ได้รับความเดือดร้อนกลับประเทศต้นทาง ในภาวะเช่นนี้ กระทรวงแรงงาน ควรนำเงินก้อนนั้นมาใช้เพื่อช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ
"ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในระบบ 1.6 ล้านคน แต่ก็ยังมีแรงงานที่อยู่นอกระบบอีกกว่า 500,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งถ้าคำนึงถึงหลักทางมนุษยธรรมรัฐบาลก็ควรให้ความช่วยเหลือทุกคนไม่ว่าเขาจะอยู่ในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ก็ตาม ทุกคนควรมีสิทธิ์การเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมกัน" ปฏิมา กล่าวกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
อันนา อิงบลอม หัวหน้าที่ปรึกษาด้านเทคนิคเรื่องแรงงานข้ามชาติในอาเซียน จากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) บอกบีบีซีไทยว่าแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในระบบต่างก็จ่ายภาษีให้ประเทศไทยและเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่ม ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) พวกเขาควรได้รับเงินเยียวยาเฉกเช่นพลเมืองไทย
"แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อมาเติมช่องว่างของการขาดแรงงานภายในประเทศ เพื่อมาแทนที่แรงงานชาวไทย เมื่อตกอยู่ในภาวะวิกฤติแบบนี้ รัฐบาลไทยควรมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือแรงงานชาวไทยและต่างชาติ" อิงบลอม อธิบาย และเสริมว่า สถานทูตจากประเทศต้นทางของแรงงานข้ามชาติก็ควรให้การช่วยเหลือด้านคำแนะนำเรื่องเอกสารต่าง ๆ
"เราดูแลดีกว่าที่อื่น"
บีบีซีไทยติดต่อสำนักงานประกันสังคมผ่านสายด่วน 1506 เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติมในกรณีของเงินเยียวยาเพื่อแรงงานข้ามชาติ โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมท่านหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนามให้คำอธิบายมาว่าแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในระบบและจ่ายเงินสมทบเป็นประจำสามารถลงทะเบียนเพื่อขอเงินสบทบได้
ผู้ต้องการลงทะเบียนสามารถแจ้งนายจ้างเพื่อขอการรับรองจากบริษัทต้นสังกัดว่าทางบริษัทจำเป็นต้องหยุดทำการ และผู้ประกันตนสามารถลงทะเบียนขอเงินเยียวยาภายใต้กรณี "ว่างงานด้วยเหตุสุดวิสัย" โดยแรงงานข้ามชาติที่ได้รับการอนุมัติจะได้รับเงินเยียวยา 62% ของเงินเดือนเป็นเวลา 6 เดือน และผู้ที่ลงทะเบียนที่ได้รับเงินเยียวยาจากสำนักงานประกันสังคมต้องรายงานตัวกับกรมการจัดหางานทุก ๆ หนึ่งเดือน

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
ส่วนเงินในรูปแบบของเงินบำนาญนั้น แรงงานชาวต่างชาติสามารถขอรับได้ก็ต่อเมื่ออายุครบ 55 ปี และต้องจ่ายเงินสบทบกับสำนักงานประกันสังคมมาอย่างน้อย 15 ปี ถ้าน้อยกว่านั้นถือว่าไม่เข้าเกณฑ์และไม่สามารถของเงินคืนได้
จากการลงพื้นที่พูดคุยกับแรงงานข้ามชาติจำนวนหนึ่ง พบว่าพวกเขาทุกรายได้ทำการติดต่อสำนักงานประกันสังคมผ่านล่ามภาษาเมียนมาร์ที่เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือแรงงานฯ และสอบถามจากแผนกทรัพยากรบุคคลของบริษัทต้นสังกัด แต่คำตอบที่ได้มาคือพวกเขาไม่มีสิทธิ์ในการขอเงินคืนเพราะยังไม่เข้าเกณฑ์
เจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมยืนยันว่าแรงงานข้ามชาติที่อยู่สามารถลงทะเบียนขอเงินเยียวยารายเดือนได้ทุกคน แต่ทั้งนี้ทางบริษัทต้นสังกัดต้องเป็นคนยืนยันข้อมูลและลงทะเบียนให้
นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติในระบบทุกคนจะได้รับการคุ้มครองตามพรบ.คุ้มครองแรงงานเหมือนแรงงานไทยทุกประการ ไม่ว่าจะได้รับผลกระทบจากพิษโควิด-19 หรือปัจจัยอื่น

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
โดยทั่วไปแรงงานข้ามชาติจะมีการจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ซึ่งหากมีกรณีตกงาน ว่างงานจะได้เงินชดเชยตามระเบียบดังกล่าว แต่ขณะนี้จากการเลิกจ้างงานจากภาวะโรคระบาด กรมการจัดหางานจะเข้าไปดูแลลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง โดยการจัดหาที่ทำงานแห่งใหม่ให้ทดแทน ซึ่งขณะนี้ก็ยังมีความต้องการแรงงานจำนวนมากในกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
ส่วนแรงงานข้ามชาติที่เป็นข้อยกเว้นไม่สามารถเข้าร่วมกองทุนประกันสังคมได้ อย่างกรณีแรงงานภาคการเกษตร ประมง ป่าไม้ เลี้ยงสัตว์ โดยปกติก็จะถูกบังคับให้ทำประกันสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุขอยู่แล้ว ซึ่งจะได้รับการดูแลจากสิทธินั้น
"แรงงานข้ามชาติในไทย พูดตรงๆเราดูแลดีกว่าที่อื่น ๆมากเลยนะ ไม่ต่างกับแรงงานไทยเลย"
ปฏิมา ชี้แจงว่าแรงงานข้ามชาติหลายรายมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ส่วนมากไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ และเกือบทั้งหมดไม่สามารถอ่านภาษาไทยได้ ทำให้การรับรู้เรื่องสิทธิ์การเข้าถึงเงินเยียวยาตรงส่วนนี้มีจำกัด ถ้านายจ้างไม่เคยแจ้ง แรงงานก็จะไม่รู้สิทธิ์ของตนเอง
"นอกจากนี้ยังมีกลุ่มแรงงานที่ลงทะเบียนทำงานไม่ได้ ตกสำรวจ หรือรอพิสูจน์สัญชาติ และไม่ได้อยู่ในระบบ คนกลุ่มนี้น่าเป็นห่วงมากเพราะพวกเขาไม่มีสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรอิสระ พวกเขาก็จะไม่ได้อะไรเลย" ปฎิมาอธิบาย

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
ทำดีแล้วแต่ยังดีได้อีก
อิงบลอม เจ้าหน้าที่ไอแอลโอ เสริมว่ารัฐบาลไทยได้มีมาตรการช่วยเหลือเบื้องต้นออกมาได้ดี นั่นคือมาตรการการขยายเวลาในการต่อใบอนุญาตทำงานและวีซ่าของแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติอยู่ ให้ไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้
โดยสิ่งที่รัฐบาลควรพิจารณาเพิ่มเติมคือการให้ความช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติที่ตกงานในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นี้ และรัฐบาลควรขยายเวลาให้คนเหล่านี้ไปอีก 30 วันเพื่อให้เวลากับพวกเขาได้หางานใหม่
เธอกล่าวอีกว่า แรงงานข้ามชาติที่อยู่ในไทยไม่ว่าจะในระบบหรือนอกระบบควรได้รับความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเพื่อให้พวกเขาได้มีอาหาร ที่อยู่และอุปกรณ์การป้องกันตัวจากโรคระบาดเช่นหน้ากากและน้ำยาล้างมือ และพวกเขายังควรได้รับการช่วยเหลือด้านการเงิน อีกทั้งการเข้าถึงหลักประกันสังคม และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้หญิงในปัญหาเฉพาะด้าน
"แรงงานทุกคนควรได้รับความคุ้มครองโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติและสถานะทางกฎหมายของพวกเขาเช่นเดียวกันกับแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารหรือไม่ได้จดทะเบียน อย่างไรก็ตามในกรณีส่วนใหญ่แรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารถูกกีดกันจากความช่วยเหลือ เช่นผลประโยชน์การว่างงานเงินชดเชย"










