ศาลปกครองสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ 3.5 หมื่นล้าน คดีจำนำข้าว

ปูแดง

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อครั้งยังต่อสู้คดีรับจำนำข้าวอยู่ในประเทศไทย ก่อนเดินทางออกไปต่างประเทศก่อนศาลฎีกาฯ อ่านคำพิพากษาปี 2560

ศาลปกครองกลางสั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว เป็นเงิน 35,717.2 ล้านบาท และเพิกถอนคำสั่ง ประกาศ และการดำเนินการยึด อายัดทรัพย์สินเพื่อดำเนินการขายทอดตลาด

แต่ถึงกระนั้น ศาลปกครองเห็นว่า การกระทำของกระทรวงการคลัง และกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย และเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีเจตนากลั่นแกล้งให้อดีตนายกฯ ต้องรับผิด จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดที่ทั้ง 2 หน่วยงานต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ น.ส. ยิ่งลักษณ์

สำหรับสาระสำคัญของคำสั่งศาลปกครองสรุปได้ ดังนี้

  • การดำเนินโครงการรับจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ต้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา ลำพังอดีตนายกฯ "ไม่มีอำนาจยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวได้" และมีอำนาจหน้าที่เพียงการกำกับดูแลนโยบายโดยทั่วไประดับมหภาคของโครงการ มิได้มีอำนาจหน้าที่ในการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) "ไม่อาจรับรู้รับทราบข้อมูล การปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้กระทำผิดในระดับปฏิบติ"
  • เมื่อมีการทุจริต น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง, มีการใช้มาตรการทางอาญากับผู้ทุจริตหรือผู้กระทำผิดควบคู่กับการใช้มาตรการทางปกครองตัดสิทธิผู้สวมสิทธิเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว จึงถือได้ว่าอดีตนายกฯ "มิได้เพิกเฉยละเลย แต่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่วิสัยและพฤติการณ์เพื่อป้องกันยับยั้งมิให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวแล้ว"
  • กรณีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำหนังสือถึงรัฐบาล เป็นเพียงข้อเสนอแนะนำให้รัฐบาลพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการต่อไป มิใช่เป็นคำสั่งทางปกครองที่อดีตนายกฯ ต้องปฏิบัติตามแต่อย่างใด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าละเว้น เพิกเฉย ละเลย ไม่ติดตามหรือสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลการตรวจสอบ
  • ไม่มีหลักฐานแน่ชัดในชั้นการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์เป็นผู้สั่งการทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นผู้มีส่วนร่วมโดยตรงในการกระทำละเมิด การกำหนดสัดส่วนให้อดีตนายกฯ รับผิด จึงมิได้เป็นไปตามมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 แห่ง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้ที่รัฐ พ.ศ. 2539 แต่อย่างใด ประกอบกับข้อ 8, 9, 10, 11 และ 17 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
นายกฯ สองคน

ที่มาของภาพ, Getty Images

สั่งเพิ่กถอนคำสั่งยึด อายัดทรัพย์

ปัจจุบัน น.ส. ยิ่งลักษณ์อยู่ระหว่างการหลบหนีหมายจับ ไปใช้ชีวิตในต่างแดนอยู่กับอดีตนายกฯ ผู้พี่ นายทักษิณ ชินวัตร ก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้จำคุก 5 ปี ในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว เมื่อ 27 ส.ค. 2560

รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังมีคำสั่งที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 ให้อดีตนายกฯ ชดใช้ค่าสินไหมเป็นเงิน 35,717 ล้านบาท คิดเป็น 20% ของมูลค่าความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวรวม 1.78 แสนล้านบาท ทว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์ได้ส่งทนายยื่นฟ้อง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กับพวกรวม 9 คน และขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง จนนำมาสู่คำตัดสินในวันนี้

ศาลปกครองยังให้เพิกถอนคำสั่งในการยึดและอายัดทรัพย์สินที่ขายทอดตลาด ของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ด้วย โดยชี้ว่า "คำสั่งรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" จึงไม่มีเหตุที่อดีตนายกฯ จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และกรมบังคับคดี, อธิบดีกรมบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร จึงไม่มีอำนาจที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติฯ ดำเนินการยึด อายัดทรัพย์สินของ น.ส. ยิ่งลักษณ์เพื่อดำเนินการขายทอดตลาด

ย้อนไปเมื่อปี 2560 กระทรวงการคลังขอให้กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม บังคับทรัพย์สินของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ โดยขออายัดเงินฝากในบัญชีธนาคาร หน่วยลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์และกองทุนต่าง ๆ ซึ่งมีการส่งเงินตามคำสั่งอายัด 7.9 ล้านบาท และการจ่ายเงินให้กระทรวงการคลังไปแล้ว นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้ขอให้กรมบังคับคดียึดที่ดิน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและห้องชุดอีกหลายรายการ รวมราคาประเมินทรัพย์สินเป็นเงิน 199.2 ล้านบาท

ข้อมูลจากกรมบังคับคดี ณ วันที่ 17 ธ.ค. 2562 ระบุว่ามีการนำทรัพย์สินของอดีตนายกฯ หญิงไปขายทอดตลาดไปแล้ว 3 รายการ รวมเป็นเงิน 49.51 ล้านบาท

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ มีสีหน้าไม่สู้ดีหลังรับทราบคำพิพากษาศาลเมื่อปี 2560 เขาเคยบอกกับเพื่อนที่ชื่อนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกฯ ว่า "กูพูดไม่ได้" หลังถูกขอให้เล่าให้ฟังว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ มีสีหน้าไม่สู้ดีหลังรับทราบคำพิพากษาศาลเมื่อปี 2560 เขาเคยบอกกับเพื่อนที่ชื่อนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกฯ ว่า "กูพูดไม่ได้" หลังถูกขอให้เล่าให้ฟังว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร

ก่อนหน้านี้เมื่อ 26 มี.ค. ศาลปกครองกลางได้ "ยกคำร้อง" ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พานิชย์ กับพวกรวม 5 คน ที่ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ที่ 457/2559 ลงวันที่ 19 ก.ย. 2559 ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีทุจริตโครงการรับจำนำและระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยเห็นว่า คำสั่งให้นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักบริหารการค้าข้าว และอดีตผู้ช่วยเลขานุการในคณะทำงานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พานิชย์ ต้องชดใช้ค่าสินไหมเป็นธรรมแล้ว

ทว่าศาลให้เพิกถอนคำสั่งเฉพาะในส่วนนายอัฐฐิติพงศ์ หรืออัครพงศ์ ทีปวัชระ หรือช่วยเกลี้ยง อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งขณะนั้นทำหน้าที่ล่าม ไม่ปรากฏชัดว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาโดยตรง ให้ชดใช้ในส่วนสัญญาฉบับที่ 1-2 จำนวน 10% และชดใช้สัญญาฉบับที่ 3-4 จำนวน 20% รวมชดใช้ 2,694 ล้านบาท

ปัจจุบันทั้ง 5 คน เป็นผู้ต้องขังอยู่ภายในเรือนจำ