ชุมนุม 17 พฤศจิกา: ตร. ยืนยันมีผู้ถูกยิงที่แยกเกียกกายระหว่างการชุมนุมกลุ่ม "ราษฎร" เร่งสอบสวนหาผู้ก่อเหตุ

รถตู้ตำรวจได้รับความเสียหายหลังเหตุปะทะที่แยกเกียกกายและหน้ารัฐสภา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, รถตู้ตำรวจได้รับความเสียหายหลังเหตุปะทะที่แยกเกียกกายและหน้ารัฐสภา

เหตุปะทะบริเวณด้านหน้ารัฐสภาและแยกเกียกกายระหว่างที่มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 7 ฉบับเมื่อวานนี้ (17 พ.ย.) ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากถึง 55 คน ในจำนวนนี้มี 6 คนมีบาดแผลจากการถูกยิง หากนับจากจำนวนผู้บาดเจ็บ เหตุการณ์นี้จึงนับว่ามีความรุนแรงมากที่สุดนับตั้งแต่กลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยเริ่มชุมนุมเมื่อเดือน ก.ค.

นอกจากนี้ยังเป็นครั้งที่สองที่มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกลุ่ม "ราษฎร" และกลุ่มคนเสื้อเหลือง โดยก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายเคยปะทะกันมาแล้วในการชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 14 ต.ค.

เหตุชุลมุนเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14.10 น. เมื่อกลุ่มการ์ดอาสาของผู้ชุมนุมพยายามทำลายแนวป้องกันของตำรวจที่ตั้งอยู่บน ถ.สามเสน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนจากแยกเกียกกายและฝั่งสามเสน เข้ามาบริเวณถนนด้านหน้ารัฐสภา

พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงข่าวชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศเตือนหลายครั้งให้ผู้ชุมนุมหยุดการกระทำดังกล่าวแต่ไม่เป็นผล จึงต้องยกระดับด้วยการฉีดน้ำ น้ำผสมสารเคมีและยิงแก๊สน้ำตาในที่สุด

รอง ผบช.น. ยืนยันว่าปฏิบัติการควบคุมฝูงชนด้านนอกรัฐสภาเป็นไปตามกฎหมาย ตามระเบียบ ตามแนวหลักสากล และ "ไม่มีการใช้กระสุนยาง ไม่มีการเตรียมอาวุธปืนหรือกระสุนจริงไปใช้ในการปฏิบัติการ"

อย่างไรก็ตาม เหตุรุนแรงด้านนอกรัฐสภาวันที่ 17 พ.ย. ยังมีหลายประเด็นที่สังคมมีความเคลือบแคลงสงสัยต่อการปฏิบัติงานของตำรวจ โดยเฉพาะเหตุปะทะกันของมวลชนทั้งสองฝ่าย และกรณีที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง

ศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร สรุปช่วงเช้าวันนี้ (18 พ.ย.) มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ด้านนอกรัฐสภาทั้งหมด 55 ราย ทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากแก๊สน้ำตา บางคนศีรษะแตก มีบาดแผลจากการโดนรั้วลวดหนาม และ 6 รายมีบาดแผลจากการถูกยิง แต่ศูนย์เอราวัณไม่ยืนยันว่าเป็นบาดแผลจากกระสุนชนิดใด โดย 3 คนยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

บีบีซีไทยสรุปประเด็นที่กลุ่มผู้ชุมนุมและผู้ใช้โซเชียลมีเดียตั้งคำถามกับปฏิบัติการของตำรวจ และสิ่งที่ รอง ผบช.น. ชี้แจงในการแถลงข่าวเมื่อเวลา 11.00 น. ดังนี้

ตำรวจอำนวยความสะดวกผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อเหลือง แต่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มราษฎร

มีการเผยแพร่ภาพในโซเชียลมีเดีย เป็นภาพที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดทางให้มวลชนกลุ่มเสื้อเหลืองเดินเข้าสู่ถนนที่อยู่ด้านข้างรัฐสภา

พล.ต.ต.ปิยะยืนยันว่าตำรวจดำเนินการกับผู้ชุมนุมกลุ่ม "ราษฎร" และกลุ่มคนเสื้อเหลืองอย่างเท่าเทียมกัน และปฏิเสธว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการอำนวยความสะดวกให้กลุ่มคนรักสถาบันฯ เข้ามาชุมนุมใกล้รัฐสภาตามที่ถูกวิจารณ์

"ขอยืนยันว่าการปฏิบัติหน้าที่ยึดถือกฎหมายเป็นหลัก เราเป็นคนกลาง ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง และได้ดำเนินการกับผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายตามข้อกำหนดของกฎหมายโดยเท่าเทียมกัน" พล.ต.ต.ปิยะกล่าว

รอง ผบช.น. กล่าวว่าตำรวจได้ประกาศให้พื้นที่ในรัศมี 50 เมตรจากรัฐสภาเป็นพื้นที่ห้ามการชุมนุม ตำรวจจึงได้ประสานงานและนำกลุ่มมวลชนเสื้อเหลืองที่อยู่บริเวณด้านหน้ารัฐสภาเข้าไปอยู่บริเวณ ถ.ทหาร

"มีผู้ไม่หวังดีนำภาพนี้ไปทำเฟคนิวส์ โดยบอกว่าเป็นการอำนวยความสะดวกกับผู้ชุมนุม (เสื้อเหลือง) ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นการประสานงานให้กลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ในพื้นที่ที่จัดไว้" พล.ต.ต. ปิยะกล่าว

คำพูดรอง ผบช.น.

ข้อกล่าวหาเรื่องพบยาเสพติดในรถของตำรวจ

หลังกลุ่มราษฎรยุติการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อเวลา 21.00 น. วานนี้ ได้มีการเผยแพร่ภาพยาเสพติดและอุปกรณ์เสพในรถของตำรวจ หนึ่งในผู้เผยแพร่ข้อความคือนายรังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคก้าวไกลซึ่งโพสต์ข้อความและภาพในทวิตเตอร์ว่า "เมื่อยึดพื้นที่ได้และค้นรถเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทิ้งเอาไว้ ได้พบยาไอซ์พร้อมอุปกรณ์เสพในรถตำรวจ"

เขาเรียกร้องให้ตำรวจตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง

รอง ผบช.น. ชี้แจงว่า ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลได้ดำเนินการเรื่องนี้โดยนำข้าราชการตำรวจ 7 นาย สังกัด สน. บุคคโล ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในรถ นำส่งพนักงานสอบสวนตรวจยาเสพติดเบื้องต้น ผลการตรวจเป็นลบ จึงส่งตัวไปตรวจซ้ำที่ รพ.วชิรพยาบาล ผลเป็นลบเช่นกัน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ภาพซึ่งถือว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จแล้ว

"ทั้ง 7 คนยืนยันว่า (ยาเสพติด) ไม่ใช่ของตัวเอง และไม่เคยมีวัตถุดังกล่าวอยู่ในรถ จึงเชื่อได้ว่าการพบวัตถุดังกล่าวเกิดขึ้นในภายหลัง ต้องตรวจพิสูจน์หาลายนิ้วมือว่าใครเป็นผู้นำพามา แต่ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นำยาเสพติดเข้าพื้นที่ชุมนุม" รอง ผบช.น. กล่าว

ตำรวจไม่เข้าระงับเหตุปะทะของผู้ชุมนุม 2 ฝ่าย

เหตุปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกลุ่ม "ราษฎร" และมวลชนกลุ่มเสื้อเหลืองเมื่อเวลา 17.10 น. ของวันที่ 17 พ.ย. หลายคนตั้งคำถามว่าเหตุใดตำรวจจึงปล่อยให้เกิดขึ้นและไม่พยายามเข้าระงับเหตุ

พล.ต.ต. ปิยะกล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎรรื้อแนวป้องกันของตำรวจบริเวณแยกเกียกกายออก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องถอยร่นเพื่อป้องกันการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม ขณะนั้นเองผู้ชุมนุมบางส่วนได้พยายามรื้อแนวป้องกันด้าน ถ.ทหาร ซึ่งเป็นจุดที่มวลชนกลุ่มเสื้อเหลืองรวมตัวอยู่ และได้ขว้างปาสิ่งของ ก้อนหิน เศษเหล็กเข้าไป จากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มขว้างปาสิ่งของใส่กันและเกิดการกระทบกระทั่งกัน

เจ้าหน้าที่ได้ประสานงานกับผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย และสามารถนำรั้วเหล็กมาปิดกั้นไม่ให้สองฝ่ายมาปะทะกัน เหตุการณ์จึงยุติในเวลา 17.16 น.

มวลชนกลุ่มเสื้อเหลืองรวมตัวกันอยู่บริเวณ ถ.ทหาร ใกล้แยกเกียกกาย

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, มวลชนกลุ่มเสื้อเหลืองรวมตัวกันอยู่บริเวณ ถ.ทหาร ใกล้แยกเกียกกาย

เหตุยิงที่แยกเกียกกาย

พล.ต.ต.ปิยะยังได้เล่าเหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. ในจุดเดียวกับที่ผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎรปะทะกับกลุ่มเสื้อเหลืองในช่วงเย็น โดยระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่พบกลุ่มควันลอยขึ้นมาจากรถประจำทางคันหนึ่งที่จอดอยู่บริเวณนั้น จึงได้เข้าไปตรวจสอบระงับเหตุแล้วจึงถอนกำลังออกมา

หลังจากนั้นได้มีกลุ่มมวลชนกลุ่มหนึ่งพยายามล้ำไปในแนว ถ.ทหาร และพยายามทำร้ายร่างกายกลุ่มมวลชนที่อยู่บริเวณนั้น บุกรุกเข้าไปจนถึงทางเข้าชุมชนวัดใหม่ทองเสน ห่างจากจุดที่กลุ่มราษฎรชุมนุมอยู่ประมาณ 300 เมตร และมีการกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้น มีผู้บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและกลุ่มราษฎร

รอง ผบช.น.ระบุว่าเบื้องต้นยืนยันได้ว่ามีผู้ถูกกระสุนปืน 2 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บรายอื่น ๆ อยู่ระหว่างการสอบสวน

"ตอนนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนว่าอาวุธมาจากไหน มาจากผู้ชุมนุมหรือคนในชุมชนวัดใหม่ทองเสนที่ไม่พอใจและก่อเหตุยิงหรือไม่" พล.ต.ต.ปิยะกล่าว

ส่วนภาพปลอกกระสุนที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียพร้อมอ้างว่าพบในที่ชุมนุมนั้น พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า "อาจจะนำมาจากที่อื่นก็ได้ เพราะบริเวณนั้นใกล้กับสนามยิงปืนของหน่วยยานเกราะ"

ผู้ชุมนุมหลบน้ำแรงดันสูง

ที่มาของภาพ, Reuters

รถฉีดน้ำแรงดันสูงและรถตำรวจเสียหาย 30 คัน

รอง ผบช.น.กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบความเสียหายของทรัพย์สินทางราชการเบื้องต้นพบว่า มีรถฉีดน้ำของทางราชการเสียหาย 4 คัน รถน้ำ 2 คัน รถควบคุมผู้ต้องหา 2 คัน รถบัส 3 คัน รถตู้ 13 คัน รถกระบะ 3 คัน และรถเอนกประสงค์อีก 3 คัน รวมทั้งหมด 30 คัน

"สำหรับรถฉีดน้ำซึ่งเป็นรถที่มีราคาแพงและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ตามมาตรฐานสากล ได้ถูกตัดทำลายอุปกรณ์บางอย่าง มีการนำเอาวัสดุอื่น ๆ เช่น ทราย เศษอาหาร เศษเหล็กไปใส่ในเครื่องยนต์กลไก ทำให้เสียหาย"

ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนร้องเรียน ตร.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

วันนี้ (18 พ.ย.) ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนส่งจดหมายเปิดผนึกถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เรื่องการจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และ/หรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จดหมายระบุว่าในการชุมนุมหลายครั้งก่อนเหตุการร์วันที่ 17 พ.ย. มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพิสูจน์ทราบได้ว่าจะเกิดการทำร้ายร่างกายระหว่างที่มีการเผชิญหน้าของมวลชนทั้งสองกลุ่ม ผบ.ตร. หรือ ผบ.ชน. สามารถออกคำสั่งให้มีการดูแลความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ณ จุดที่มีมวลชนทั้งสองฝ่ายปักหลักอยู่

คำบรรยายวิดีโอ, สรุปเหตุสลายการชุมนุม-ประชุมสภา 17 พ.ย. เต็มวัน

"ปรากฏชัดเจนว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแนวกั้นอยู่ระหว่างผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ต่อมากลับมีการถอนกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากจุดดังกล่าว จนเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายในเวลาประมาณ 17.00 น. เศษ แต่ท่านก็ยังเพิกเฉย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อไม่เข้าระงับเหตุ จนกระทั่งมีการปะทะกันอีกครั้งในช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. เศษ ทำให้ผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎรได้รับบาดเจ็บ และเป็นการบาดเจ็บที่เกิดจากกระสุนปืนถึง 5 ราย"

"ข้อเท็จจริงดังกล่าว ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และ/หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ซึ่งท่านมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา" ภาคีนักกฎหมายฯ ระบุ