ชุมนุม 19 ตุลา : นายกฯย้ำ ปกป้องสถาบันกษัตริย์ เปิดสภาฯหารือ จับ-ให้ประกันผู้ชุมนุม

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri/BBC Thai
วันที่ 6 ของการชุมนุมรายวันของนักศึกษาและเยาวชนที่เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลาออก และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เป็นไปอย่างเรียบร้อย ส่วน พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าหน้าที่ของคนไทยทุกคน คือ "การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์"
ไม่กี่นาทีหลังจากที่กลุ่ม "เยาวชนปลดแอก" ประกาศจุดหมายแฟลชม็อบผ่านหน้าเพจเฟซบุ๊ก เยาวชนและผู้ชุมนุมก็เริ่มเดินทางไปรวมตัวกันในสามจุดในกรุงเทพฯ ได้แก่ แยกเกษตร เรือนจำพิเศษกรุงเทพ และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (เอ็มอาร์ที) กระทรวงสาธารณสุข โดยกลุ่มที่เดินทางไปถึงกลุ่มแรก ๆ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ยังอยู่ในเครื่องแบบพร้อมกระเป๋านักเรียน ตั้งแต่ 16.00 น
หากนับตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของกลุ่ม "คณะราษฎร" เมื่อวันที่ 14 ต.ค. การนัดรวมตัวในวันนี้ (19 ต.ค.) นับเป็นวันที่ 6 ของการชุมนุม แต่หากนับตั้งแต่การสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวันเมื่อวันที่ 17 ต.ค. อันเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการจัดการชุมนุมแบบดาวกระจาย ไม่ระบุสถานที่แน่ชัดจนกว่าจะใกล้ถึงเวลานัดหมาย กิจกรรมในวันนี้ก็นับเป็นวันที่ 3 ของการจัด "แฟลชม็อบแบบไร้แกนนำ" ของเยาวชนและประชาชน
- ชุมนุม 18 ตุลา: "คณะราษฎร" รวมตัวเป็นวันที่ 5 นัดแฟลชม็อบที่อนุสาวรีย์ชัยฯ - แยกอโศก
- ชุมนุม 17 ตุลา: สลายการชุมนุมแยกปทุมวัน นำมาสู่ "แฟลชม็อบ" ทั่วกรุง
- ชุมนุม 16 ตุลา : ปฏิบัติการสลายพลังเยาวชนคนหนุ่มสาวหลังนายกฯถาม "ผมผิดอะไร"
- ชุมนุม 15 ตุลา: แกนนำ "คณะราษฎร" นัดชุมนุมราชประสงค์ หลังนายกฯ ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินใน กทม. พร้อมจับอานนท์กับพวก
- ชุมนุม 14 ตุลา: ประมวลเหตุการณ์ จากปะทะ "เสื้อเหลือง" สู่ ชูสามนิ้วใส่ขบวนเสด็จฯ

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri/BBC Thai

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri/BBC Thai
ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
ช่วงเช้า ก่อนหน้าการชุมนุม พล.อ.ประยุทธ์ ได้เตือนผู้ชุมนุมอีกครั้งว่าอย่าทำผิดกฎหมาย อย่าทำลายทรัพย์สินของราชการและประชาชน และให้ระวังการกระทบกระทั่งกันในกลุ่มผู้ชุมนุม
นายกฯ กล่าวว่ารัฐบาลพยายามรับมือกับผู้ชุมนุมด้วยความประนีประนอมและหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง
"แต่ประเด็นที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำคือ เรื่องของการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน จึงขอร้องกันเพียงไม่กี่เรื่องนี่แหละ ขอให้เป็นการชุมนุมที่สงบ รัฐบาลก็ผ่อนคลายกันบ้างแล้ว การใช้กำลังต่าง ๆ ก็พยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด และขออย่าให้สร้างสถานการณ์จนนำไปสู่จุดนั้น" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่ารัฐบาลสนับสนุนให้มีการเปิดการประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องการทางลดความขัดแย้งร่วมกัน โดยในวันพรุ่งนี้ (20 ต.ค.) จะมีการนำวาระนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
"เอาข้อเท็จจริงมาพูดจากัน ดีกว่าจะให้ฟังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้เพื่อลดความขัดแย้งให้ได้มากที่สุด" นายกฯ กล่าว

ผู้ชุมนุมไม่พอใจ รัฐบาลปิดกั้นสื่อ-ปิดกั้นแอปฯ เทเลแกรม
บีบีซีไทยสัมภาษณ์ผู้ชุมนุมบางคนถึงกรณีที่กองอำนายการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (กอร.ฉ.) ออกคำสั่งระงับการเสนอข่าวของสื่อบางแห่งที่นำเสนอข่าวการชุมนุมในลักษณะที่มีเนื้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคง รวมทั้งการที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมขอความร่วมือจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือระงับการเข้าถึงแอปพลิเคชัน "เทเลแกรม" ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารของผู้ชุมนุมในขณะนี้
"ดี้" นักศึกษามหาวิทยาลัย อายุ 21 ปี บอกว่าเธอไม่เห็นด้วยกับการกีดกันการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อ เพราะสื่อเป็นช่องทางเดียวที่จะทำให้ประชาชนได้รับรู้ความจริง "ถ้าไม่มีสื่อคอยถ่ายทอดจากจุดที่เราไปม็อบกัน เราก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัยเพราะคนที่ไม่ได้มาอยู่ตรงนี้จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง" ดี้กล่าว "นี่เป็นข้อบ่งชี้ว่าการกระทำของรัฐบาลไม่ได้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย แล้วแบบนี้เราจะพึ่งพาใครกับการหาความเป็นธรรมได้" "หนูไปมาทุกม็อบ อย่างที่หน้าสยามพวกหนูก็ไป และถ้าไม่มีสื่อปฏิบัติหน้าที่ในวันที่พวกเราโดนฉีดน้ำใส่ โลกจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับพวกเราที่นี่" "มัส" นักเรียนชั้นมัธยมอธิบายว่าสื่อ "เป็นกลไกที่สำคัญมากสำหรับการชุมนุม" เขาและเพื่อน ๆ ในที่ชุมนุมจะรู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่พบเห็นนักข่าวอยู่ในพื้นที่ "ผมว่าสื่อมวลชนสำคัญมาก ๆ ต่อทุกการชุมนุม พอรัฐบาลประกาศปิดกั้นสื่อแบบนี้ผมก็ไม่สบายใจครับ เห็นไหมว่าเค้าปิดหูปิดตาประชาชนแบบนี้ แล้วจะให้เราอยู่เฉย ๆ กันได้อย่างไร" "ผมอยากจะฝากถึงพี่ ๆ สื่อมวลชนว่าอยากให้พวกพี่ ๆ อยู่ข้างประชาชน และพวกผมอยากเป็นกำลังใจให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป อย่าทิ้งพวกเรานะครับ" "สายพิณ" อายุ 25 ปี แสดงความกังวลว่าถ้าช่องทางในการสื่อสารอย่างแอปฯ เทเลแกรมถูกปิดไป ประชาชนจะลุกฮือขึ้นมาอีก
"อย่าทำอะไรให้พวกเราเชื่อถือคุณได้น้อยลงไปอีกเลย เราอยู่ในประเทศประชาธิปไตย เราพึงมีเสรีมากกว่านี้"
นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียของฮิวแมนไรท์วอทช์ ออกแถลงการณ์วิจารณ์คำสั่งตรวจสอบสื่อและเทเลแกรมว่า เป็นความพยายามแสดง "กรงเล็บเผด็จการ" ของรัฐบาลไทย
"การกระทำเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความสำคัญเรื่องการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าการลงมาพูดคุยอย่างจริงใจกับประชาชนที่กำลังเรียกร้องการปฏิรูป"
เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญคลี่คลายปัญหาบ้านเมือง
ขณะที่เยาวชนและประชาชนจัดการชุมนุมรายวัน ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นตลอดสัปดาห์นี้ ที่สภาผู้แทนราษฎร นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา เปิดเผยภายหลัง หารือร่วมกับวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านนานกว่า 2 ชั่วโมงว่า ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่าจำเป็นจะต้องเปิดประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ เพื่อร่วมกันหาทางออกประเทศ ซึ่งวันนี้ (19 ต.ค.) จะลงนามส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี
นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) พร้อมด้วยนายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่าทั้งสองฝ่ายเห็นร่วมกันที่จะเสนอความเห็นไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อขอเปิดประชุมสภาสมัยวิมัญ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ซึ่งจะเปิดประชุมได้เร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการดำเนินการ
ทั้งนี้หากสมาชิกวุฒิสภามีส่วนร่วมด้วยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 เพื่อเปิดอภิปรายทั่วไป ก็เป็นเรื่องที่ดี นายวิรัชกล่าว
ส่วนการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายวิรัชกล่าวว่าในฐานะประธานคณะกรรมาธิการประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ก่อนรับหลักการ ขอยืนยันว่ารัฐสภาจะเร่งพิจารณา หากสามารถเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญได้ ก็พร้อมนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อลงมติทันที
ด้านนายสุทินเห็นว่า ระยะเวลาแม้เพียง 1-2 วัน ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งรัฐบาล ควรดำเนินการให้เร็ว โดยสนับสนุนให้เป็นการเปิดประชุมร่วมรัฐสภา ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. เพื่อหารือการแก้ไขปัญหาร่วมกัน พูดคุยถึงสาระสำคัญเป็นหลัก ไม่ใช่การทะเลาะทางการเมือง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์
"เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่สามารถเล่มเกมทางการเมืองใด ๆ ได้แล้ว" นายสุทินกล่าว
แกนนำ-ผู้ชุมนุมถูกจับกุมแล้วอย่างน้อย 86 คน
วันนี้ (19 ต.ค.) ทีมทนายสิทธิมนุษยชนที่ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้ชุมนุมกลุ่ม "คณะราษฎร 2563" ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ราษฎร" เพื่อสื่อว่าเป็นการชุมนุมของประชาชนโดยไม่มีแกนนำชัดเจน ร่วมกันแถลงข่าว โดยเปิดเผยว่านับตั้งแต่วันที่ 13-18 ต.ค. มีผู้ถูกจับกุมอันเนื่องมาจากการชุมนุมทั่วประเทศ 86 ราย เป็นชาย 78 ราย หญิง 8 ราย ข้อหาที่หนักที่สุดคือ มาตรา 110 ของประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยการประทุษร้ายพระราชินี นอกนั้นเป็นข้อหาเกี่ยวกับการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
ในจำนวน 86 รายนี้ มี 80 รายที่ถูกดำเนินคดี ส่วนอีก 6 ราย ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่แจ้งข้อหา
ในจำนวนผู้ที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมด มี 27 รายที่ศาลอนุมัติให้ฝากขังตามคำร้องของตำรวจ ถูกควบคุมตัวในสถานที่คุมขังหลัก ๆ ดังนี้
- เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแกนนำที่ถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 13 และ 14 ต.ค.
- ทัณฑสถานหญิงกลาง 3 คน โดย 2 คนเป็นนักศึกษา
- เรือนจำกลาง จ.เชียงใหม่ 2 คน คือ นายอานนท์ นำภา และนายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ นักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- เรือนจำอำเภอธัญบุรี 3 ราย คือ นายพริษฐ์ "เพนกวิ้น" ชิวารักษ์, น.ส. ปนัสยา "รุ้ง" สิทธิจิรวัฒนกุล รุ้ง และนายนายณัฐชนน ไพโรจน์
ส่วนนายภาณุพงศ์ จาดนอก ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 17 ต.ค. นั้นยังถูกควบคุมตัวภายใต้อำนาจของพนักงานสอบสวน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความที่ให้ความช่วยเหลือผู้ชุมนุมกล่าวว่า สิ่งทีทีมทนายความกังวลเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ คือ ผู้ต้องหาไม่ได้รับสิทธิให้พบทนายและญาติ ตามที่กฎหมายกำหนด
น.ส. คอรีเยาะ มานุแช นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่ากฎหมายรับรองสิทธิของลูกความที่จะพบทนายความ
"จริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ต้องจัดหา (ทนาย) ให้ด้วยซ้ำไป ในเมื่อเราลดภาระในการจัดหาเนื่องจากมีทนายความอาสาเข้าไปช่วย เจ้าหน้าที่ก็ควรจะอำนวยความสะดวกให้ทนายความและลูกความได้พบ ได้ปรึกษาคดีกัน" น.ส. คอรีเยาะกล่าว
นายกสมาคมฯ ให้ข้อมูลด้วยว่าเจ้าหน้าที่ได้เก็บโทรศัพท์ของทนายความก่อนเข้าพบผู้ชุมนุม โดยอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้เท่านั้น และยังปิดกั้นการติดต่อของทีมทนายความ ทำให้การประสานงานระหว่างทนายความเป็นไปด้วยความยากลำบาก
นอกจากนี้ผู้ต้องหายังไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อญาติและผู้ปกครองก็มีอุปสรรคในการเข้าเยี่ยมอีกด้วย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สรุป จับ-ปล่อย 19 ต.ค.
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานเมื่อ 17.45 น. ศาลอุทธรณ์ให้ประกัน 19 ผู้ต้องหาคดี #คณะราษฎรอีสาน ที่ถูกคุมขังในเรือนจำมา 6 วัน ตีราคาประกันคนละ 2 หมื่นบาท หลังทนายยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันของศาลแขวงดุสิต
ศาลมีเงื่อนไขห้ามกระทำการให้เกิดความวุ่นวาย หรือกระทำการอันเป็นการละเมิดต่อกม. ให้รายงานตัวทุก 2 สัปดาห์
เมื่อเวลา 21.30 น. ที่ประตูใหญ่หน้าเรือนจำคลองเปรม กลุ่มผู้ชุมุนุมจำนวน 19 คนที่ถูกจับเมื่อ 13 ต.ค. จากการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว โดยมีมวลชนจำนวนมากโห่ร้องต้อนรับ
ผู้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ผลัดกันขึ้นปราศรัยขอบคุณมวลชนที่มาต้อนรับ ในจำนวนนี้มีผู้หญิง 3 คน และผู้ชาย 16 คน ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ประกันตัวในวันนี้
นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ ศิลปินวง The Bottom Blues ปราศรัยเป็นคนแรก และกล่าวว่า ไผ่ ดาวดิน นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ซึ่งยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวฝากบอกมวลชนให้ "สู้ต่อไป"
"ลูกกรงก็ขังอุดมการณ์เราไม่ได้" แอมมี่กล่าวท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ก่อนหน้านี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ให้ปล่อยตัวชั่วคราว เพนกวิน-รุ้ง-ณัฐชนน วงเงิน 2 แสนบาท แต่วางเงินประกันไม่ทันเนื่องจากธุรการประกันตัวปิดทำการแล้ว จึงต้องทำเรื่องยื่นประกันในวันพรุ่งนี้

ที่มาของภาพ, ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า ศาลแขวงปทุมวัน อนุมัติคำร้องฝากขังของพนักงานสอบสวน แต่ต่อมาได้อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 7 คน ในข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ได้แก่
- "ปอ" กรกช แสงเย็นพันธ์ นักกิจกรรมกลุ่มพื้นฟูประชาธิปไตย (DRG)
- วสันต์ กล่ำถาวร การ์ดดูแลผู้ชุมนุม
- สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ นักศึกษากลุ่ม "มศว กลุ่มคนรุ่นเปลี่ยน"
- ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยศิลปากร
- ณัฐชนน พยัฆพันธ์ แกนนำเยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย
- ชินวัตร จันทร์กระจ่าง แกนนำนนทบุรีปลดแอก
- น.พ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ถูกพนักงานสอบสวนนำตัวมาที่ศาล
โดยกรณีณวรรษ, สิรภพ,ชินวัตร, น.พ.ทศพร ที่ไม่ต้องวางหลักทรัพย์ หากผิดสัญญาประกันจึงจะถูกปรับ ส่วนอีก 3 คนให้ทำสัญญาประกัน โดยวางหลักทรัพย์คนละ 20,000 บาท ศาลได้นัดหมายผู้ต้องหาทั้ง 7 ให้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติมในวันที่ 18 พ.ย. 2563 ส่วนชินวัตรมีเพิ่มอีกนัดคือวันที่ 16 พ.ย. 2563 จากกรณีชุมนุมที่แยกปทุมวัน
กรณีของชินวัตรได้ถูกจับครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ก่อนถูกแจ้งข้อหาในคดีชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ก่อนศาลให้ประกันตัวไป แต่เขาได้ถูกจับกุมอีกครั้งในวันที่ 18 ต.ค. ขณะเดินทางไปที่ห้างเซ็นทรัลเวสต์เกต เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมแฟลชม็อบ ก่อนถูกนำตัวไปที่บก.ตชด.ภาค 1 อีก โดยมีการแจ้งข้อกล่าวหาในคดีฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในการชุมนุมที่แยกปทุมวัน และคดีการชุมนุมที่ท่าน้ำนนทบุรี เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 63 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
หลังได้รับการประกันตัวจากศาลแขวงปทุมวัน ชินวัตรยังถูกพนักงานสอบสวนส่งตัวไปที่ศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อยื่นขอฝากขัง โดยอ้างว่าการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต่อมาศาลอนุญาตให้ฝากขังตามคำร้อง แต่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาระหว่างสอบสวน โดยวงเงินประกัน 100,000 บาท โดยไม่ต้องวางหลักประกัน ให้ทำสัญญาประกันด้วยตนเอง กำหนดเงื่อนไขห้ามกระทำในลักษณะเดียวกับที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้อีก มิฉะนั้นถือว่าผิดสัญญาประกัน และนัดให้มารายงานตัวที่ศาลในวันที่ 8 ธ.ค. 63 เวลา 8.30 น. ต่อไป
แถลงการณ์ศิษย์ออกซ์ฟอร์ด-เคมบริดจ์
ศิษย์เก่าและปัจจุบันของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ 102 คน ลงนามในแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุของรัฐบาลในการปราบปรามผู้ประท้วง โดยระบุว่า "การมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เพราะฉะนั้นการแสดงออกอย่างสันติวิธี ย่อมเป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในระดับสากล รัฐมีหน้าที่ปกป้องและรักษาไว้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพเหล่านี้"
ศิษย์เก่าและปัจจุบันของมหาวิทยาลัยดังบอกว่า ประชาชนชุมนุมกันด้วยหลักสันติวิธี โดยปราศจากอาวุธหรือความรุนแรง "ดังนั้นการประกาศใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรงของรัฐบาล และการสลายการชุมนุมด้วยเครื่องอัดน้ำแรงดันสูง ผสมสารเคมีและสี ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่จำเป็น ไม่สมเหตุสมผล และขัดต่อมาตรฐานสากลของสหประชาชาติ"
พวกเขาเรียกร้องให้รัฐบาล :
1. ยกเลิกพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทันที
2. อนุญาตให้ผู้ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ได้รับการปล่อยตัวหรือการประกันตัว และจัดการสืบสวนและการสอบสวนอย่างโปร่งใส ยุติธรรม
3. ยุติการกระทำอันเป็นการคุกคามประชาชน และเปิดให้ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงออกโดยสันติวิธี ตามที่พึงมีในหลักสากล
4. จัดการสืบสวนสอบสวนที่โปร่งใส เพื่อหาผู้รับผิดชอบต่อความรุนแรงในการสลายการชุมนุม
5. เปิดสภาสมัยวิสามัญ และ สร้างพื้นที่เจรจาระหว่างรัฐบาลและผู้ชุมนุมอย่างเร่งด่วน เพื่อพิจารณาข้อเรียกร้องของประชาชน และนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกฝ่าย













