งดใช้ถุงพลาสติก : ปฏิกิริยา "คนทีวี" ต่อกรณีงดเผยแพร่ภาพถุงก๊อบแก๊บ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
- Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
แม้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จะออกมาชี้แจงว่าบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง ทส. กับสถานีโทรทัศน์ 8 แห่งที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ไม่ใช่การสั่งให้ "เบลอ" ภาพถุงพลาสติกแต่เป็นเพียงการขอความร่วมมือให้งดเผยแพร่ภาพถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง แต่คนในวงการทีวีบางส่วนก็ยังเห็นว่า การงดเผยแพร่ภาพถุงพลาสติกทางหน้าจอไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด บางคนถึงกับบอกว่าเป็นความคิดที่ "ตื้นเขิน"
บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2562 โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรี ทส. ลงนามร่วมกับผู้แทนสถานีโทรทัศน์ในการงดเผยแพร่ภาพพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งภายใต้กิจกรรม "Censor Plastic Bags"
สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์รายงานว่าภายใต้ข้อตกลงนี้ สถานีโทรทัศน์ 8 แห่ง คือ ไทยพีบีเอส, ช่อง 9 MCOT, ช่อง 7 HD, NBT, Workpoint TV, GMM25, ช่อง ONE และช่อง 8 จะงดการเผยแพร่ภาพถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และร่วมกันให้ความรู้รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกเพื่อสร้างการรับรู้และสร้างภาพจำของการใช้ถุงผ้าแทน

ที่มาของภาพ, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
กรมประชาสัมพันธ์ยังรายงานด้วยว่า สถานีโทรทัศน์ที่เข้าร่วมจะทยอยคัดเลือกภาพภายในละครและรายการโทรทัศน์ที่มีถุงพลาสติกออก หรือ "เบลอภาพพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งทางโทรทัศน์ในรายการหรือละคร ยกเว้นรายการข่าว"
แต่วันนี้ (3 ม.ค.) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส.ได้ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ให้สื่อโทรทัศน์เบลอภาพถุงพลาสติก เพราะไม่ใช่บุหรี่หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ต้องเบลอซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับทางกฎหมาย แต่เป็นการขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงนำเสนอภาพถุงพลาสติก เช่น ฉากละครที่มีการใช้ถุงพลาสติก ฉากไหนที่ถ่ายทำไปแล้วก็ขอให้พิจารณาให้ตัดออก ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสถานีโทรทัศน์แต่ละช่องที่ร่วมโครงการ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ถึงแม้จะปฏิเสธเรื่องการเบลอภาพถุงพลาสติกในลักษณะเดียวกับภาพบุหรี่และแอลกอฮอล์ แต่คนในวงการโทรทัศน์ส่วนหนึ่งก็ตั้งคำถามกับแนวคิดที่ให้งดเผยแพร่ภาพถุงพลาสติกในละครหรือรายการโทรทัศน์ โดยเห็นว่าไม่น่าจะมีผลให้คนใช้ถุงพลาสติกน้อยลงอย่างที่ ทส.คาดหวัง
"ตื้นเขิน"
ประสาน อิงคนันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท บุญมีฤทธิ์ มีเดีย ผู้ผลิตและพิธีกรรายการโทรทัศน์มากประสบการณ์ ยอมรับว่าบันทึกความตกลงดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตรายการอย่างเขาสับสนพอสมควรว่าจะนำเสนอภาพถุงพลาสติกในรายการได้หรือไม่ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ โดยส่วนตัวเขาไม่เชื่อว่าการไม่ให้เห็นภาพการใช้ถุงพลาสติกในรายการหรือละครโทรทัศน์จะช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกได้
"โดยส่วนตัวไม่คิดว่าการไม่ให้เห็นถุงพลาสติกจะนำมาสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมของคน และรู้สึกว่าแนวคิดแบบนี้ค่อนข้างจะตื้นเขินเสียด้วยซ้ำ การรณรงค์อะไรสักอย่างควรเริ่มต้นด้วยการสร้างจิตสำนึกร่วม มากกว่าการห้ามไม่ให้เห็น เพราะการห้ามอาจทำให้คนเกิดความรู้สึกไม่อยากจะร่วมมือกับภาครัฐ" ประสานให้ความเห็น
หากเทียบเคียงกับการเบลอภาพบุหรี่และการสูบบุหรี่ในโทรทัศน์ ประสานมองว่าการเบลอภาพบุหรี่ยังเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ เพราะอาจทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ แต่ถุงพลาสติกไม่ใช่บุหรี่ การรณรงค์ให้เลิกใช้ถุงพลาสติกไม่อาจทำได้ด้วยการห้าม แต่ควรเน้นที่การสร้างความเข้าใจ ความตระหนักและการทำให้ประชาชนมองเห็นว่าเขามีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้อย่างไร

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ประสานบอกว่าเขาเห็นด้วยกับการเลิกใช้ถุงพลาสติกเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการรณรงค์โดยเฉพาะเรื่องการงดเผยแพร่ภาพถุงพลาสติกทางหน้าจอโทรทัศน์
"เราไม่สามารถแก้ปัญหาขยะได้ด้วยการไม่นำเสนอภาพขยะในโทรทัศน์ มันคนละเรื่องกัน"
"แทนที่จะเอาเวลาไปคิดเรื่องการเอาภาพถุงพลาสติกออกจากหน้าจอ (ภาครัฐ) น่าจะคิดเรื่องการอำนวยความสะดวกให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เช่น หากอยากให้คนลดการใช้ขวดน้ำพลาสติก ก็ควรส่งเสริมการติดตั้งตู้เติมน้ำดื่มทั่วประเทศ เป็นต้น" เขาเสนอ
"เราไม่คิดว่าจะต้องกำจัด (พลาสติก) ออกจากหน้าจอ"
เสถียร วิริยะพรรณพงศา บรรณาธิการบริหาร สถานีโทรทัศน์พีพีทีวี บอกว่าพีพีทีวีไม่ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว แต่ก็ให้ความสำคัญเรื่องการนำเสนอเนื้อหาเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกมาตั้งแต่หลังการตายของลูกพะยูนมาเรียมเมื่อปี 2562 รวมทั้งรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกและขวดน้ำพลาสติกในองค์กร แต่เสถียรยอมรับว่าทางสถานีฯ ไม่ได้คิดเรื่องการงดเผยแพร่ภาพถุงพลาสติกทางหน้าจอ
"การรณรงค์ต้องทำให้คนเข้าใจ เราไม่ได้คิดว่าจะต้องกำจัดมันออกหน้าจอ เพราะเรื่องของพลาสติกมันมีหลายมุม เพราะผมไม่เชื่อว่าการทำให้คนไม่เห็น (ถุงพลาสติกในรายการหรือละครโทรทัศน์) จะทำให้คนเข้าใจปัญหานี้ แต่เราต้องเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่ทำให้คนเข้าใจว่า พลาสติกมีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่ปลายทางมันไปอยู่ในสัตว์ ในสิ่งแวดล้อม ทำให้คนตระหนักว่ามันมีอันตรายซ่อนอยู่" บก.บห. พีพีทีวีกล่าว
"เป้าหมายของเราคือทำให้คนตระหนักว่ามันอันตรายแล้วนะ เห็นทุกมุมมากที่สุด ถ้าคนจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม จะหยิบถุงผ้ามาใช้ก็ต้องเกิดจากความเข้าใจว่าทำไมเราถึงควรทำแบบนี้" เสถียรกล่าว
อกนิษฐ์ มาโนษยวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สาระดี จำกัด ซึ่งมีประสบการณ์การผลิตรายการโทรทัศน์มากว่า 20 ปี กล่าวว่า ผู้ผลิตรายการมีส่วนร่วมในการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกได้ด้วยการนำเสนอเนื้อหาสอดแทรกในรายการ หรือการให้บุคคลในรายการใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก แต่เขาก็ยังเห็นว่าการตอกย้ำเนื้อหาเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้เสมอไป
3,000 ล้านใบ ลดถุงพลาสติกได้หลังรณรงค์จริงจังในช่วง 5 เดือนก่อน
45,000 ล้านใบ/ปี ลดถุงพลาสติกหูหิ้ว
225,000 ตัน/ปี ลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด
340ล้านบาท/ปี ประหยัดงบจัดการขยะมูลฝอย
616ไร่ ประหยัดพื้นที่รองรับและกำจัดขยะมูลฝอยแบบฝังกลบ
"การจะให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำกันมาจนเคยชินเป็นเรื่องยากมาก และในรายการโทรทัศน์ก็ไม่ได้มีวาระให้เราพูดย้ำในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเยอะขนาดนั้น" อกนิษฐ์ระบุ
เขาสนับสนุนการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกและคิดว่าผู้ผลิตรายการและละครโทรทัศน์ควรเริ่มคิดจริงจังถึงการเลือกไม่ให้มีการใช้ถุงพลาสติกในฉาก เช่น เตรียมถุงผ้าให้นักแสดงใช้ในฉากซื้อของ
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับการเบลอภาพ โดยบอกว่าหากต้องเบลอภาพถุงพลาสติก "คงต้องคิดหนัก" และต้องมีเหตุผลหนักแน่นพอว่าเบลอเพราะอะไร นอกจากนี้เขายังเห็นว่าการเบลอภาพ "อาจไม่ได้ทำให้คนดูรายการคิดต่อว่าเพราะเหตุใดจึงไม่ควรใช้ถุงพลาสติก เพราะมันเป็นแค่ภาพไม่กี่วินาที ไม่น่าจะเกิดผลอะไรมาก"








