พานทองแท้ ชินวัตร : ศาลพิพากษายกฟ้อง “ลูกทักษิณ” คดีฟอกเงินกรุงไทย

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษายกฟ้อง นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทย
เวลา 10.40 น. ศาลอาญาคดีทุจริตฯ อ่านคำพิพากษาคดีที่มีนายพานทองแท้เป็น "จำเลย" เพียงคนเดียว ใช้เวลาอ่านไม่ถึงชั่วโมง ทว่าการออกนั่งบัลลังก์ของผู้พิพากษาต้องล่าช้ากว่ากำหนดการเดิม 40 นาที โดยเวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งคู่ความว่า "ยังไม่พร้อม" และเมื่อศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาไปได้ 10 นาทีก็ต้องขอ "พักการพิจารณา" โดยให้เหตุผลว่า "ขัดข้องทางเอกสารเล็กน้อย ใจเย็น ๆ" ก่อนกลับมาอ่านคำพิพากษาต่อในเวลา 11.00 น.
ในระหว่างรอฟังคำพิพากษาอยู่ภายในห้องพิจารณาคดี นายพานทองแท้มีสีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียด นั่งก้มหน้าและกดโทรศัพท์มือถืออยู่เกือบตลอด
กระทั่งศาลพิพากษา "ยกฟ้อง" บุตรชายอดีตนายกฯ จึงเข้าสวมกอดกับพี่น้องตระกูล "ชินวัตร" ด้วยความดีใจ และยิ้มออก ก่อนกล่าวกับกองทัพสื่อมวลชนเพียงว่า "รู้สึกสบายใจ" แต่ไม่ให้สัมภาษณ์ใด ๆ

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
คดีนี้พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายพานทองแท้ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5, 9, 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 หลังมีชื่อของบุตรชายนายกฯ คนที่ 23 ปรากฏเป็นผู้รับเช็คจำนวน 10 ล้านบาท สั่งจ่ายโดยนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร ในฐานะผู้ต้องขังตามคำพิพากษาศาลที่ถึงที่สุด คดีร่วมทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยกับบริษัทในกลุ่ม บมจ.กฤษดามหานคร กว่า 9,900 ล้านบาท จึงเชื่อกันว่าเช็ค 10 ล้านบาทนี้เป็นเงินที่ได้จากการทุจริต
บีบีซีไทยสรุปสาระสำคัญของคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไว้ ดังนี้
เช็ค 10 ล้าน ไม่ใช่ "เงินบริสุทธิ์"
นายพานทองแท้ต่อสู้คดีโดยอ้างว่าเงิน 10 ล้านบาทได้จากการร่วมลงทุนในธุรกิจรถหรู หรือซูเปอร์คาร์ กับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรชายนายวิชัย และผู้ต้องขังคดีเดียวกับบิดาของเขา โดยไม่รู้ว่าเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทุจริต หรือมีการนำมาฟอกเงิน จึงถือเป็นการรับ "เงินบริสุทธิ์"
ศาลเห็นว่า เงิน 10 ล้านบาทนี้ นายวิชัยได้จากการกระทำความผิดตามมูลฐานความผิดของกฎหมายฟอกเงิน ไม่ว่าจะเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินไปกี่ครั้งและเปลี่ยนไปอย่างไร ก็ยังเป็น "เงินและทรัพย์สินที่เกิดจากการกระทำความผิดตามมูลฐานความผิดต่อไป" ไม่ใช่ "เงินบริสุทธิ์" ตามที่จำเลยยกมาต่อสู้

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ไม่ปรากฏความสัมพันธ์ที่แน่นหนาระหว่าง "โอ๊ค-ลูกวิชัย"
นายพานทองแท้กระทำความผิดฐานฟอกเงิน ด้วยการรับโอนเงินและสินทรัพย์ที่รู้อยู่แล้วว่าได้มาจากการกระทำผิดหรือไม่ โจทก์อ้างเพียงว่า "เป็นญาติสนิทกัน" ขณะเกิดเหตุนายวิชัยเป็นนักธุรกิจและได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทยในช่วงที่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ โดยที่นายพานทองแท้ก็สนิทสนมกับบุตรชายของนายวิชัย น่าจะหมายถึงนายทักษิณเป็นผู้ช่วยให้นายวิชัยได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทย ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาได้จำคุก 12 ปี นายวิชัยและนายรัชฎา แต่พิพากษายกฟ้องนายทักษิณ
ดังนั้นการที่โจทก์อ้างว่าจำเลยมีความสนิทสนมกับนายรัชฎา เพราะเป็นเพื่อนกัน และมีงานอดิเรกเหมือนกันคือเลี้ยงปลาคาร์พ เล่นกอล์ฟ และสนใจรถหรู "จึงมีน้ำหนักน้อย" ศาลเห็นว่า "ไม่ปรากฏความสัมพันธ์ที่แน่นหนา"
เมื่อพิจารณาเงินที่จำเลยได้รับโอนเมื่อ 17 พ.ค. 2547 พบว่ามีการนำเช็คไปเรียกเก็บเงินเข้าธนาคาร ถอนเงินและฝากเงินตามปกติ ไม่มีข้อพิรุธสงสัย
- 17 พ.ค. 2547 นายวิชัยสั่งจ่ายเช็ค 10 ล้านบาท จากบัญชีกระแสรายวัน ธนาคารไทยธนาคาร สาขาบางพลัด โดยมีชื่อนายพานทองแท้เป็นผู้รับ
- 18 พ.ค. 2547 นายพานทองแท้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางพลัด
- 24 พ.ค. 2547 นายพานทองแท้ถอนเงิน 10 ล้านบาทไปเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์
- 24 พ.ค.-26 พ.ย. 2547 นายพานทองแท้เบิกจ่ายเงินผ่านตู้เอทีเอ็มครั้งละ 5,000-20,000 บาท รวม 11 ครั้ง
- 14 มิ.ย. 2547 มียอดเงินฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ ของนายพานทองแท้ 80,000 บาท
- 30 พ.ย. 2547 นายพานทองแท้ถอนเงิน 8.8 ล้านบาท จากบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ เข้าฝากบัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ ซึ่งมียอดเงินรวมในบัญชี 14.7 ล้านบาท
- 2 ธ.ค. 2547 นายพานทองแท้สั่งจ่ายเช็ค 14.7 ล้านบาท จากบัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์
ศาลเห็นว่าความเคลื่อนไหวทางบัญชีของจำเลยตลอด 7 เดือน เป็นเรื่องเปิดเผย ไม่มีการปิดบังซุกซ่อนอำพรางแหล่งที่มาของเงิน จากพฤติกรรมของจำเลย "ฟังไม่ได้ว่าจำเลยรู้ว่าเงินที่นายวิชัยโอนให้จำเลยเป็นเงินที่ผิดตามมูลฐาน คดีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยสมคบกับนายวิชัยทำความผิดตามฟ้อง"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
เช็คที่ได้รับจิ๊บจ๊อย แค่ 0.0025% ของรายได้ "ลูกทักษิณ"
ในขณะที่นายพานทองแท้ได้รับเช็ค 10 ล้านบาท เขามีอายุ 26 ปี และเพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก ม.รามคำแหง แต่มีรายได้จากการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทต่าง ๆ มูลค่า 4,000 ล้านบาท เมื่อนำเช็คที่ได้ไปเทียบกับทรัพย์สินในความครอบครองของจำเลยจึงคิดเป็นเพียง 0.0025% หรือถ้านำเช็คที่สั่งจ่ายนายพานทองแท้ไปเทียบกับเงินที่นายวิชัยได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทย 10,400 ล้านบาท ก็คิดเป็นเพียง 0.001% เท่านั้น
คดีนี้โจทก์นำสืบได้เพียงว่าขณะรับโอนหุ้น นายพานทองแท้เป็นบุตรชายของนายทักษิณ และมีความสนิทสนมกับครอบครัวของนายวิชัยเพียงเท่านั้น โจทก์เองก็ไม่แน่ใจว่านายวิชัยทำผิดตามมูลฐาน จนกระทั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มีคำพิพากษาออกมา
พฤติการณ์ของจำเลย จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยรู้หรือควรรู้ว่านายวิชัยได้เงินจากการทุจริต เมื่อจำเลยไม่รู้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฟอกเงิน พิพากษา "ยกฟ้อง" จำเลย
เผยองค์คณะเสียงข้างน้อยให้ลงโทษจำคุก 4 ปี
ผู้พิพากษาอธิบายคู่ความเพิ่มเติมด้วยว่า ในการคัดคำพิพากษาให้คัดทั้งคำพิพากษาศาลและความเห็นแย้งขององค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย เนื่องจาก "คดีนี้หาเสียงข้างมากไม่ได้" จึงให้ผู้พิพากษาที่มีความเห็นเป็นผลร้ายต่อจำเลยมากกว่า เห็นด้วยกับผู้พิพากษาที่มีความเห็นเป็นผลดีกับจำเลยมากกว่า ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 183, 184 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริต พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง และย้ำว่าทุกคนทำตามกฎหมาย แต่อาจมีเหตุผลในการมองที่แตกต่างกันไป
"ศาลจะสั่งยกหรือสั่งลงได้ทั้งนั้น.. คดีนี้อาจยุติโดยไม่ดำเนินคดีอาญาก็ได้ หรือดำเนินคดีอาญาก็ได้" ผู้พิพากษาระบุในห้องพิจารณาคดี
ผู้พิพากษากล่าวต่อไปด้วยว่า ฝ่ายที่เห็นควรให้ลงโทษ ตัดสินให้จำคุก 4 ปี
สำหรับคดีนี้มีผู้พิพากษาเป็นองค์คณะพิจารณาคดี 2 คน
ตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 อัยการยังสามารถอุทธรณ์คําพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่านคําพิพากษาให้คู่ความฟัง
ในการนัดฟังคำพิพากษาคดีนายพานทองแท้ในวันนี้ สมาชิกในครอบครัว "ชินวัตร" เดินทางมาร่วมให้กำลังใจครบถ้วน ทั้งคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร์ มารดา, เอม พินทองทา คุณากรวงศ์ และสามี อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร น้องสาว และสามี รวมถึงอดีตนักการเมืองใกล้ชิดนายทักษิณ อาทิ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกฯ, นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตเลขานุการส่วนตัวนายทักษิณ นางพวงเพชร ชุนละเอียด อดีต ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย, น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
ขณะที่ภายนอกศาล มีประชาชนราว 10 คนมารอให้กำลังใจบุตรชายนายกฯ คนที่ 23









