สงครามยูเครน : ตามติดภารกิจเจ้าหน้าที่เก็บกู้ศพในสนามรบ

Denys wearing a white helmet with a red cross on it. The atmosphere is sombre and he's looking pensive.
    • Author, โจนาธาน บีล
    • Role, บีบีซีนิวส์, ยูเครน

คำเตือน : บทความนี้มีเนื้อหาที่อาจทำให้ผู้อ่านบางคนรู้สึกไม่สบายใจ

อาร์เธอร์ นิยามการทำงานของเขาว่าเป็นการนำคนตายกลับมาจากการถูกลืมเลือน

เขาและเดนิส เป็นชายหนุ่มชาวยูเครนผู้มีหน้าที่เก็บกู้ศพของพลเรือนและทหารที่เสียชีวิตในสงครามที่โหดร้ายครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงศพของชาวรัสเซีย และศพเพื่อนร่วมชาติชาวยูเครน

วันที่พวกเขาพบกับทีมข่าวบีบีซี ชายหนุ่มทั้งสองกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ในบริเวณที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อยจากการยึดครองของรัสเซียทางภาคตะวันออกของยูเครน

อาร์เธอร์บอกว่า หน้าที่ของพวกเขาคือทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีศพผู้เสียชีวิตถูกทิ้งไว้ในสนามรบที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของอาคารสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ สนามเพลาะที่ถูกทิ้งร้าง และหลุมหลบภัยที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน

ทั้งคู่ได้รับแจ้งว่ามีศพจำนวนมากกระจัดกระจายอยู่บริเวณที่ดูไม่ต่างจากฉากวันสิ้นโลก

ขณะที่พูดคุยกับบีบีซียังคงมีเสียงการสู้รบให้ได้ยินจากระยะไกล อาร์เธอร์บอกว่าพวกเขารู้ดีว่างานนี้เต็มไปด้วยอันตราย แต่ก็ยังเต็มใจทำต่อไป "เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากสงครามอันเลวร้ายนี้"

Denys and Artur stand in a war-ravaged building
คำบรรยายภาพ, เดนิส (ซ้าย) และอาร์เธอร์ มีหน้าที่เก็บกู้ศพจากสงครามครั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นศพของฝ่ายใด

ตอนที่อาร์เธอและเดนิสเปิดประตูรถตู้สีขาวที่มีเครื่องหมายกางเขนแดง และหมายเลข 200 ซึ่งเป็นรหัสทหารที่บอกว่าเป็นรถขนศพทหารนั้น กลิ่นแห่งความตายก็พวยพุ่งออกมาปะทะจมูกอย่างรุนแรง และยังมีร่องรอยของหนอนจากศพที่พวกเขาเพิ่งไปเก็บมาก่อนหน้านี้ปรากฏให้เห็นบนพื้นรถตู้

ชายหนุ่มทั้งสองได้รับแจ้งว่ายังมีอีกหลายศพให้ไปเก็บกู้ในพื้นที่ใกล้เคียง และพวกเขาต้องค้นหาตำแหน่งของศพ เดนิสจึงใช้โดรนขนาดเล็กที่ติดกล้องเพื่อค้นหาศพบริเวณดังกล่าว

พวกเขาไม่ได้มองหาศพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกับระเบิดด้วย ก่อนหน้านี้หนึ่งในเพื่อนร่วมทีมของพวกเขาเพิ่งจะได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิด ซึ่งถือเป็นอันตรายที่ต้องเผชิญในทุกวันของการทำงาน

ทุกวันนี้ทั้งเดนิสและอาร์เธอต้องใช้ตะขอเกี่ยวศพให้หงายขึ้นก่อนที่จะเข้าไปเก็บกู้ เพราะฝ่ายรัสเซียมักวางกับระเบิดไว้ตามสิ่งปลูกสร้าง หรือแม้แต่ศพ ก่อนที่จะถอนทัพออกไป เพื่อหวังสังหารเจ้าหน้าที่ผู้เข้าไปเก็บกู้ศพ

ก่อนหน้านี้ ทหารช่างนายหนึ่งเล่าให้ทีมข่าวบีบีซีฟังว่า เขาคิดว่าน่าจะมีกับระเบิดถูกฝังอยู่บริเวณที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อยทางภาคตะวันออกของยูเครนราว 100,000 ลูก ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกยาวนานในการเก็บกู้ เขาอธิบายว่า 1 ปีของสงคราม เท่ากับ 5 ปีในการเก็บกู้ระเบิด

A hand holds what looks like a rusted and charred wedding ring
คำบรรยายภาพ, อาร์เธอและเดนิสพยายามมองหาสิ่งของบอกอัตลักษณ์ของศพที่มักอยู่ในสภาพที่ไม่เหลือเค้าโครงเดิม

หลังจากนำโดรนขึ้นบินได้ราว 20 นาที อาร์เธอร์กับเดนิสก็คิดว่าพวกเขาพบตำแหน่งที่น่าจะมีศพ มันคืออาคารที่ถูกระเบิดแห่งหนึ่งข้างทางรถไฟ จากนั้นชายทั้งสองก็สวมหมวกนิรภัยและเสื้อเกราะ แล้วมุ่งหน้าเข้าไปยังซากปรักหักพัง

ข้างในอาคารที่พังถล่มลงมามีศพที่ถูกไหม้เกรียมอยู่ 3 ศพ ในตอนแรกพวกเขาแทบจะแยกไม่ออกระหว่างร่างผู้เสียชีวิตกับท่อนไม้ที่ถูกเผาอยู่ในอาคาร

อาร์เธอร์และเดนิสค่อย ๆ ค้นหากระดูก พวกเขาค้นหาชิ้นส่วนที่หลงเหลืออยู่อย่างระมัดระวัง เพื่อหาสิ่งที่อาจบ่งชี้อัตลักษณ์ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้

คราวนี้ไม่ใช่การเก็บศพเพื่อนร่วมชาติ แต่เป็นศพของฝ่ายรัสเซีย แม้จะไม่พบเอกสารที่สามารถระบุตัวได้หลงเหลือจากเปลวไฟ แต่พวกเขาก็พบหัวเข็มขัดของทหารรัสเซีย

นอกจากนี้ยังพบแผ่นเกราะเซรามิกที่บ่งชี้ว่าศพทั้งสามเป็นฝ่ายรัสเซีย เดนิสและอาร์เธอร์ถ่ายรูป แล้วเก็บหลักฐานเหล่านี้ใส่ลงถุงบรรจุศพ พร้อมกับสิ่งของอื่น ๆ ที่พบ เช่น กล้องส่องทางไกล แล้วนำขึ้นรถตู้ของพวกเขา

Artur and Denys carry a body bag to their van - marked with a red cross and the number 200.
คำบรรยายภาพ, รถตู้สีขาวที่มีเครื่องหมายกางเขนแดง และหมายเลข 200 เป็นรหัสทหารที่บอกว่าเป็นรถขนศพผู้เสียชีวิตในสงคราม

ชายหนุ่มทั้งสองใช้เวลาหลายชั่วโมงในการทำภารกิจที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนครั้งนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าชิ้นส่วนทุกชิ้นที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและลมหายใจจะได้รับการเก็บกู้ไปจนครบ

ศพที่ได้รับการเก็บกู้จะถูกส่งต่อไปยังห้องดับจิตท้องถิ่น

ฝังอย่างมีเกียรติ

อาร์เธอร์บอกว่าการเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตทำให้เขาเกิดความรู้สึกแห่งจิตวิญญาณ ไม่ว่าศพนั้นจะเป็นฝ่ายใด

"เรารู้สึกดีใจที่ในที่สุดศพจะได้กลับจากสงคราม" เขาบรรยาย

อาร์เธอร์บอกว่า ตอนที่เขาเก็บกู้ศพทหารรัสเซียนั้น มีความเข้าใจอย่างชัดเจนว่าจะมีการแลกเปลี่ยนศพผู้เสียชีวิตระหว่างสองฝ่าย โดยมีหน่วยงานกาชาดเป็นตัวกลาง "และศพคนของเราจะได้รับการฝังอย่างมีเกียรติในแผ่นดินยูเครน"

อาร์เธอร์และเดนิสมักไปร่วมพิธีศพของทหารยูเครนที่พวกเขาเก็บกู้มาจากการถูกลืมเลือน

ในช่วงปีที่ผ่านมา พวกเขาได้พบเห็นความตายมากกว่าการมีชีวิตอยู่ แม้อาร์เธอร์ตระหนักดีว่าภาพความโหดร้ายเหล่านี้จะส่งผลต่อสภาพจิตใจของพวกเขาในท้ายที่สุด แต่ก็บอกว่า "ผมเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่เป็นงานที่ดี และนี่คือแรงผลักดันให้ผม และให้ความหวังว่าสงครามจะจบลงในเร็ว ๆ นี้"