รัสเซีย ยูเครน : “กองกำลังเงา” ขบวนการพลเรือนช่วยทัพยูเครนรบกับรัสเซีย

ในขณะที่กองทัพยูเครนกำลังยกระดับการโจมตีภูมิภาคแคร์ซอน อันเป็นการส่งสัญญาณถึงการต่อสู้รอบใหม่เพื่อช่วงชิงภูมิภาคนี้คืนจากการยึดครองของรัสเซียนั้น ก็มีกองกำลังอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งทำงานควบคุมกันไปด้วย พวกเขาคือ "กองกำลังเงา" ของยูเครน ซึ่งเป็นเครือข่ายของบรรดาสายลับและสายข่าวที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ยึดครองของกองทัพรัสเซียอย่างลับ ๆ
ซาราห์ เรนส์ฟอร์ด ผู้สื่อข่าวประจำยุโรปตะวันออกของบีบีซี ได้ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับพลพรรค "กองกำลังเงา" ซึ่งเป็นกลุ่มพลเรือนยูเครนที่ปฏิบัติการลับเพื่อต่อต้านรัสเซียอยู่ทางภาคใต้ของประเทศ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีเดินทางไปยังมิโคลายีฟ เมืองใหญ่ทางภาคตะวันตกของภูมิภาคแคร์ซอน ที่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพยูเครน และได้กลายเป็นฐานที่มั่นหลักในแนวรบภาคใต้ของพลพรรคลับกลุ่มนี้
ในขณะที่ทีมข่าวขับรถผ่านจุดตรวจทหาร ก็ปรากฏแผ่นป้ายขนาดใหญ่ที่มีรูปภาพบุคคลนิรนามไม่เปิดเผยใบหน้าพร้อมข้อความเตือนว่า "แคร์ซอน: พลพรรคมองเห็นทุกอย่าง" แผ่นป้ายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อข่มขวัญกองทัพรัสเซียผู้รุกราน และเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวยูเครนที่ติดอยู่ในพื้นที่การยึดครองแห่งนี้

ซาชา (นามสมมุติ) สมาชิกพลพรรคผู้ร่วมต่อต้านรัสเซียอธิบายให้บีบีซีฟังว่า "กองกำลังเงา" ไม่ใช่คนกลุ่มเดียว แต่เป็นเครือข่ายของพลเรือนหลายฝ่ายที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับกองทัพยูเครน โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียยึดครองภูมิภาคแคร์ซอนโดยสมบูรณ์ เช่นที่เคยทำกับไครเมียในปี 2014
ก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้นเพียงไม่นาน ทางการยูเครนได้สนับสนุนกองกำลังพิเศษเพื่อก่อตั้งและจัดการขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านการรุกรานของรัสเซีย อีกทั้งมีการตีพิมพ์คู่มืออธิบายวิธีการเป็นพลพรรคร่วมต่อสู้ข้าศึกไปกับกองทัพยูเครน เช่น การลอบเจาะยางรถของศัตรู การหยอดน้ำตาลลงในถังน้ำมันรถ หรือการขัดขืนคำสั่งต่าง ๆ
แต่สำหรับทีมสายข่าวของซาชา พวกเขามีบทบาทการทำงานนอกเหนือไปจากนั้น นั่นคือการแอบติดตามความเคลื่อนไหวของทหารรัสเซียในแคร์ซอน
"ยกตัวอย่างเมื่อวานนี้ พวกเราพบเป้าหมายใหม่ จากนั้นเราก็ส่งข่าวให้ทหารยูเครน แล้วภายในวันหรือสองวันเป้าหมายดังกล่าวก็หายไป" ซาชาเล่าพร้อมกับเผยคลิปวิดีโอที่สายข่าวในกลุ่มบันทึกไว้ได้ในแต่ละวัน เช่น คลิปของรถทหารรัสเซียที่ชายคนหนึ่งถ่ายไว้ขณะขับรถผ่านฐานทัพทหาร หรือภาพจากกล้องวงจรปิดที่เผยให้เห็นรถถังรัสเซียแล่นผ่านไป
ซาชาบอกว่า "สายลับ" ของเขาคือชาวยูเครนที่ไม่สิ้นหวังในการกอบกู้ชัยชนะ และต้องการให้ประเทศของเขาเป็นอิสระ"
"แน่นอนว่าพวกเขารู้สึกกลัว แต่การรับใช้ประเทศชาตินั้นสำคัญกว่า" เขากล่าว
คนอีกกลุ่มที่ทำงานร่วมกับทีมของซาชาคือทีมงานที่ใช้โดรนบินเข้าไปในแคร์ซอนเพื่อค้นหาเป้าหมายที่เป็นศัตรู ทีมงานเหล่านี้ไม่ใช่ทหาร แต่เป็นอาสาสมัครพลเรือนที่ระดมทุนผ่านโซเชียลมีเดียเป็นค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์ปฏิบัติงานที่มีราคาแพง
ก่อนเกิดสงคราม แซร์ฮี ทำงานปลูกไม้ประดับ เขาเล่าให้บีบีซีฟังว่าเข้าร่วมขบวนการต่อสู้นี้เพื่อปลดปล่อยภาคใต้ของยูเครน หลังจากได้เห็นภาพศพพลเรือนมากมายที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในเมืองบูชาในช่วงที่ถูกกองทัพรัสเซียยึดครอง
"ผมอยู่บ้านต่อไปไม่ได้หลังจากนั้น ผมไม่รู้ว่าจะคิดหรือทำอะไรในขณะที่สงครามครั้งนี้ยังคงดำเนินอยู่" แซร์ฮีกล่าว
เส้นทางที่เขาเลือกทำในตอนนี้เต็มไปด้วยความอันตราย ทีมงานที่มีสมาชิก 4 คนของเขาต้องเสี่ยงชีวิตจากการถูกกระสุนปืนใหญ่โจมตีทุกครั้งที่ออกปฏิบัติงาน
แซร์ฮีรู้ดีว่าพวกเขามีสิทธิจะตายได้ทุกเมื่อ "แต่ถ้ามันเกิดขึ้นกับผม อย่างน้อยผมก็รู้ว่าผมไม่ได้ตายเปล่า" เขาบอก

พลพรรคพิทักษ์ยูเครนกลุ่มนี้พยายามต่อสู้ไม่ให้รัสเซียยึดครองแคร์ซอนอย่างถาวร ด้วยการสกัดกั้นการทำประชามติที่รัฐบาลรัสเซียวางแผนจะจัดขึ้นในภูมิภาคนี้
ก่อนหน้านั้นรัสเซียได้ให้ประชาชนในแคร์ซอนใช้เงินสกุลรูเบิล รวมทั้งใช้เครือข่ายโทรศัพท์มือถือของรัสเซีย อีกทั้งยังเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อจากสถานีโทรทัศน์ของรัฐซึ่งออกอากาศตามบ้านของชาวยูเครน การเข้ายึดครองแคร์ซอนยังทำให้ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นหลายคนต้องหนีออกจากพื้นที่ หรือไม่ก็แอบทำงานกันอย่างลับ ๆ
ดมิทรี บูตรี รักษาการตำแหน่งผู้ว่าการภูมิภาคแคร์ซอน ซึ่งปัจจุบันลี้ภัยการสู้รบไปอยู่ที่เมืองมิโคลายีฟยืนกรานว่า การลงประชามติให้แคร์ซอนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียจะเป็นเรื่อง "จอมปลอม" ที่ไม่มี "รัฐบาลชาติเจริญแล้ว" ที่ไหนให้การยอมรับ
แต่ประเด็นนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรสำหรับรัฐบาลรัสเซีย
สำหรับรัสเซียแล้ว แคร์ซอนเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเป็นแหล่งน้ำสำหรับไครเมีย ที่รัสเซียยึดไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในปี 2014 อีกทั้งยังเป็น "สะพานแผ่นดิน" (land bridge) ส่วนสุดท้ายที่จะเชื่อมต่อแผ่นดินใหญ่ของรัสเซียเข้ากับไครเมียโดยสมบูรณ์

นับแต่แคร์ซอนถูกยึดครอง ก็มีคนท้องถิ่นบางส่วนเข้าร่วมกับฝ่ายรัสเซีย ดังนั้นทีมของซาชาจึงทำฐานข้อมูลของ "ผู้สมรู้ร่วมคิด" กับศัตรูเหล่านี้ โดยใช้ข้อมูลวงใน "เพื่อป้องกันไม่ให้คนกลุ่มนี้สามารถอ้างได้ในภายหลังว่าพวกเขาเป็นฝ่ายต่อต้านรัสเซีย" ซาชาอธิบาย
แต่วิธีการนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อข่มขู่ผู้ที่คิดเข้าร่วมกับฝ่ายรัสเซียด้วย กองกำลังเงาจะใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น การแปะแผ่นป้ายข่มขู่ที่บ้านเป้าหมาย โดยเป็นแผ่นป้ายรูปใบหน้าของผู้สนับสนุนรัสเซียกับภาพโลงศพ หรือไม่ก็เป็นแผ่นป้ายตั้งเงินรางวัลให้ผู้ที่สังหารคนเหล่านี้ได้
เมื่อแปะป้ายข่มขู่เสร็จนักเคลื่อนไหวในขบวนการนี้จะถ่ายรูปส่งผลงานมาให้แก่ซาชา ซึ่งเขาบอกว่าแม้จะมีทหารรัสเซียออกลาดตระเวนอยู่อย่างขวักไขว่ในแคร์ซอน แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งปฏิบัติการของอาสาสมัครพลเรือนผู้กล้าเหล่านี้ได้

ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ยังคงอ้างว่าการรุกรานยูเครนคือ "ปฏิบัติการปลดปล่อย" ชาวยูเครนจากผู้นิยมแนวคิดแบบนาซี ทว่าทหารรัสเซียกลับเข้ายึดครองภูมิภาคแคร์ซอนด้วยการใช้กำลังและสร้างความหวาดกลัว
นับตั้งแต่กองทัพรัสเซียเข้ายึดภูมิภาคนี้เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ก็มีพลเรือนหลายร้อยคนถูกคุมขัง หลายคนถูกจับไปทรมาน และบางคนก็หายสาบสูญไป ขณะที่บางคนถูกพบว่าเสียชีวิตแล้ว หรือไม่ก็ถูกทหารรัสเซียนำร่างไร้วิญญาณไปส่งคืนให้แก่ครอบครัว
แหล่งข่าวหลายรายในแคร์ซอนเล่าให้บีบีซีฟังว่า ทหารรัสเซียที่ออกลาดตระเวนตามท้องถนนจะสุ่มเรียกตรวจรถประจำทางที่สัญจรไปมา และหากใครมีหลักฐานเพียงน้อยนิดที่บ่งชี้ว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนยูเครน เช่น รูปถ่ายหรือข้อความในโทรศัพท์มือถือ พวกเขาก็จะถูกจับกุม
โอเลห์ (นามสมมุติ) คือหนึ่งในสมาชิกกองกำลังเงาที่เผชิญกับความโหดร้ายจากน้ำมือทหารรัสเซียที่เข้ายึดครองแคร์ซอน ทุกครั้งที่เขายิ้มในกระจกก็จะเห็นช่องโหว่จากฟันที่หักจากการถูกซ้อมทรมานระหว่างการสอบปากคำของทหารรัสเซีย
เขาเล่าให้บีบีซีฟังว่าเจ้าหน้าที่สอบปากคำรัสเซียทำร้ายเขาจนกระดูกซี่โครงหัก 7 ซี่ และเขาก็ได้เห็นเดนิส มิโรนอฟ เพื่อนร่วมขบวนการถูกซ้อมได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตลงในที่สุด

ที่มาของภาพ, Family handout
โอเลห์และเดนิสถูกทหารรัสเซียจับกุมบนถนนเมื่อ 27 มี.ค. โอเลห์เล่าว่าในชั่วโมงแรก ๆ ที่ถูกจับกุมไป พวกเขาถูกพนักงานสอบสวนที่เชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยความมั่นคงกลาง (Federal Security Service หรือ FSB) ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองของรัสเซียทุบตีอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการทรมานด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การใช้ไฟฟ้าช็อต การทำให้ขาดอากาศหายใจ และการขู่ฆ่า
การทรมานอย่างรุนแรงส่งผลต่อสภาพจิตใจของโอเลห์อย่างหนักถึงขั้นที่เขาพยายามจบชีวิตตัวเองด้วยการเข้าทำร้ายผู้คุมเพื่อให้ตัวเองถูกยิงตาย
"พวกนั้นมองหาพวกนาซี พวกเขาเลยทุบตีผม เพราะผมตัดผมเกรียน" โอเลห์เล่าเมื่อบีบีซีถามว่าผู้สอบสวนรัสเซียต้องการข้อมูลอะไรจากเขา "ตอนที่พวกเขาถอดเสื้อผ้าผมออก พวกเขาเห็นผมใส่กางเกงชั้นในรูปตัวการ์ตูนในเรื่อง "เดอะซิมป์สันส์" (The Simpsons) พวกเขาเลยกล่าวหาว่าผมเป็นสายลับอเมริกัน แล้วลงโทษผม"
ก่อนที่จะถูกจับกุม โอเลห์และเดนิสเคยเข้าร่วมในกองกำลังอาสาสมัครรักษาดินแดนของยูเครน ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเข้าร่วมในกองกำลังเงาเพื่อต่อต้านรัสเซียจากการยึดครองภูมิภาคแคร์ซอน
โอเลห์เล่าถึงการทำงานของพวกเขาว่า "เราได้รับข้อมูลเกี่ยวกับฐานที่มั่นและการเคลื่อนไหวของทหารรัสเซียแล้วก็ส่งข้อมูลนี้ไปให้กองทัพยูเครน" นอกจากนี้เขายังมีส่วนร่วมในปฏิบัติการช่วยกองทัพยูเครนอีกหลายอย่างที่ไม่สามารถเปิดเผยได้
ส่วนเดนิส วัย 43 ปี เคยทำธุรกิจขายผักและผลไม้ และเมื่อเกิดสงครามเขาก็รับหน้าที่ขับรถขนส่งขนมปังไปทั่วแคร์ซอน พร้อมกับเก็บข้อมูลข่าวกรองไปด้วย เขาและโอเลห์ได้สะสมอาวุธ และเตรียมผนึกกำลังกับกองทัพยูเครนในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยแคร์ซอน
ทว่าพวกเขากลับถูกจับกุมและถูกทรมานเสียก่อน โดยหลังจากถูกจับกุมหลายสัปดาห์ พวกเขาก็ถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกันในไครเมียเมื่อ 18 เม.ย. และในวันถัดมาเดนิสก็ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลหหารก่อนที่จะเสียชีวิตในเวลาต่อมา
กว่าที่ครอบครัวของเดนิสจะทราบข่าวการเสียชีวิตของเขาก็อีก 1 เดือนให้หลัง เมื่อร่างของเขาถูกนำกลับยูเครนตามแผนการแลกเปลี่ยนศพระหว่างยูเครนและรัสเซีย

บีบีซีได้ติดต่อไปยังหน่วย FSB ของรัสเซียเพื่อสอบถามเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชายทั้งสอง และชาวยูเครนคนอื่น ๆ แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับใด ๆ
หลังจากรัสเซียเข้ายึดครอง ประชาชนจำนวนมากก็อพยพหนีออกจากแคร์ซอน รัฐบาลยูเครนเตือนให้พลเมืองที่เหลืออยู่เร่งอพยพออกมา โดยระบุว่าอาจมีปฏิบัติการทหารเพื่อช่วงชิงแคร์ซอนคืนจากรัสเซียในเร็ว ๆ นี้
แต่การหนีออกมาไม่ใช่เรื่องง่าย
ที่เป็นเช่นนี้เพราะเจ้าหน้าที่รัสเซียจำกัดจำนวนรถที่สามารถเดินทางข้ามเขตแนวหน้าการสู้รบ และอนุญาตให้ใช้เส้นทางออกไปยังเขตที่ยูเครนควบคุมได้เพียงเส้นทางเดียว นั่นคือถนนสายที่มุ่งหน้าไปทางตอนเหนือสู่เมืองซาปอริเชีย
จุดตรวจของทหารหลายจุดตามเส้นทางทำให้ชายยูเครนที่อยู่ในวัยที่สามารถสู้รบได้ไม่สามารถอพยพออกจากพื้นที่ได้ แม้แต่ผู้หญิงและเด็กก็ต้องรอนานหลายสัปดาห์กว่าจะได้ตั๋วขึ้นรถบัสฟรีออกจากแคร์ซอน ไม่เช่นนั้นก็อาจต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อโดยสารรถเอกชนออกไป

ทีมข่าวบีบีซีไม่สามารถเดินทางเข้าไปยังเขตของแคร์ซอนที่ตกอยู่ในการยึดครองของรัสเซียได้ แต่อารมณ์และความรู้สึกของผู้คนที่เพิ่งอพยพออกมาก็สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตอันยากลำบากที่นั่นได้อย่างชัดเจน บางคนยังเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัยทั้งที่หนีออกมาอยู่ในเขตการควบคุมของยูเครนได้แล้ว บางคนไม่กล้าให้ทีมข่าวบีบีซีถ่ายภาพหรือสัมภาษณ์เพราะกลัวว่าฝ่ายรัสเซียจะเห็นเข้า
ชายคนหนึ่งเล่าให้บีบีซีฟังว่าพวกเขาไม่ได้หนีจากขีปนาวุธในแคร์ซอนเท่านั้น "เรามีคนรู้จักที่หายตัวไป มันคือเรื่องจริง...ในแคร์ซอน ไม่มีใครกล้าออกนอกบ้านตอนกลางคืน"

ภัยจากกระสุนปืนใหญ่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาตามแนวรบของทั้งรัสเซียและยูเครนที่ต่างยกระดับการสู้รบขึ้น โดยรัสเซียระดมโจมตีเมืองมิโคลายีฟ ที่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพยูเครนอย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ทีมข่าวบีบีซีอยู่ในพื้นที่นั้นมักได้ยินเสียงระเบิดตั้งแต่เวลา 04:00 น. และขณะที่หลบภัยที่ชั้นใต้ดินของโรงแรมในเช้าวันหนึ่งก็ได้ยินเสียงระเบิดในเมืองอย่างน้อย 20 ครั้ง
ฝ่ายยูเครนก็ยกระดับการโจมตีเช่นกัน หลังจากได้รับอาวุธทรงอานุภาพที่ชาติตะวันตกส่งไปช่วยเหลือ ประชาชนในแคร์ซอนรายงานเหตุโจมตีคลังอาวุธหลายแห่งของรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีการทำลายสะพานเพื่อสกัดการส่งกำลังบำรุงของกองทัพรัสเซียด้วย
หลายฝ่ายเชื่อว่า ยูเครนจะเข้าช่วงชิงแคร์ซอนจากรัสเซียในเร็ว ๆ นี้

ซาชาเชื่อว่าคนจำนวนมากที่ยังปักหลักอยู่ในแคร์ซอนต่างพร้อมจะอยู่เพื่อต่อสู้กับรัสเซีย "เมื่อทหาร [ยูเครน] เริ่มบุก ประชาชนก็พร้อมและยินดีจะช่วย" เขาบอก
หลังผ่านประสบการณ์เฉียดตายในระหว่างการถูกคุมขังจากรัสเซีย โอเลห์ก็กลับสู่แคร์ซอน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับกองกำลังเงาเพื่อปกป้องบ้านเกิดของเขา
"พวกนั้นเอาดินแดนของเราไปได้ แต่ไม่สามารถเอาผู้คนไปได้...รัสเซียจะไม่มีวันปลอดภัยในแคร์ซอน เพราะผู้คนทีนี่ไม่ต้องการพวกเขา ไม่ชอบพวกเขา และจะไม่มีวันยอมรับพวกเขา" โอเลห์กล่าว










