หญิงวัย 21 ปี ผู้คอยช่วยชีวิต “ฮีโร่” ของชาวยูเครน

ที่มาของภาพ, BBC / DARREN CONWAY
เควนติน ซอมเมอร์วิลล์
ผู้สื่อข่าวบีบีซีที่ภูมิภาคดอนบาส ยูเครน
แม้ยูเครนยึดเมืองสำคัญอย่างแคร์ซอนกลับมาได้แล้ว ภูมิภาคตะวันออกของยูเครนยังเผชิญกับการสู้รบอย่างหนักหน่วง โดยมีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บมากขึ้นทุกวัน บีบีซีไปใช้เวลาอยู่กับทีมเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ศูนย์บริบาลผู้บาดเจ็บแห่งหนึ่งอยู่เกือบหนึ่งสัปดาห์ เพื่อดูว่าพวกเขาต้องรับมือกับอะไรบ้าง
คำเตือน : บทความมีเนื้อหาที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
ตามผนังและพื้นของศูนย์บริบาลผู้บาดเจ็บแห่งนี้เต็มไปด้วยรอยเลือด หยาดเหงื่อ และสิ่งสกปรก ที่พยายามจะล้างยังไงก็ล้างไม่ออก
“แม้ว่าจะล้างคราบเลือดออกไปแล้ว โรยด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ มันก็ยังมีกลิ่นหลงเหลืออยู่ดี คุณไม่อาจลืมกลิ่นนี้ได้” วาเลเรีย หญิงสาววัย 21 ปี ผู้อาสามาเป็นผู้ช่วยวิสัญญีแพทย์ กล่าว
ศูนย์บริบาลผู้บาดเจ็บแห่งนี้ถูกตั้งขึ้นในตึกร้างแห่งหนึ่ง มีแพทย์และพยาบาลมากกว่า 10 คนมาช่วยกันทำงานขณะที่พื้นที่ภายนอกยังถูกรัสเซียถล่มโจมตีต่อไป ตลอดเวลา 5 วันที่ผมไปใช้เวลาอยู่กับพวกเขา มีระเบิดของรัสเซียมาตกรอบคลินิกแทบทุกวัน ขณะที่ผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวมาที่นี่เรื่อย ๆ
ก่อนสงคราม วาเลเรียทำงานที่โรงพยาบาลซึ่งอยู่ทางเหนือของกรุงเคียฟ เธอคุ้นเคยกับคนได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีอะไรยากเย็นเท่าการพยายามฟื้นชีพเด็กที่เพิ่งเสียชีวิต ตอนเกิดสงคราม เธออาสาสมัครมาทำงานให้กองทัพโดยไม่ปรึกษาครอบครัวตัวเองสักคำ และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ได้คอยช่วยชีวิตทหารมากมายที่ไปสู้รบที่แนวหน้า
“งานของฉันยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ฉันคอยปกป้องเหล่าฮีโร่” วาเลเรีย เล่า “พวกเขาปกป้องเรา และฉันอยู่ที่นี่เพื่อปกป้องพวกเขา และไม่ปล่อยให้พวกเขาตายจากไป”
ในฐานะที่เป็นสมาชิกของทีมวิสัญญีแพทย์ เธอบอกว่าหน้าที่ของเธอคือการบรรเทาความเจ็บปวดของคนที่ได้รับบาดเจ็บมา
วาเลเรียเป็นคนร่างเล็กและมีรอยยิ้มกว้าง ถุงนอนเธออยู่ที่มุมห้อง เธอมีตุ๊กตาเบบี้โยดาและมาริสเซีย ลูกแมวที่รับมาเลี้ยง คอยอยู่เป็นเพื่อนตอนนอน
แม้ว่าไม่สามารถคาดเดาได้ว่าในแต่ละวันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอน 9 โมงเช้าของทุกวัน วิทยุจะเปิดเพลงทหาร The Last Post และเพลงชาติยูเครน ทีมแพทย์ทุกคนจะหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่และใช้เวลาสักพักในการยืนนิ่งไว้อาลัยผู้ที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้
หลังจากนั้น วาเลเรียและทีมเริ่มทำงานตอนมีคนนำตัวทหารที่ได้รับบาดเจ็บเข้ามาในห้องฉุกเฉิน เขาร้องอย่างเจ็บปวดและตะโกนว่า “แขนผม แขนผม” แต่จริง ๆ แล้วอาการบาดเจ็บเขาสาหัสกว่านั้นมาก
ทหารคนนี้ไว้หนวดสีเทา ดูน่าจะอายุ 50 ปลาย ๆ ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยสะเก็ดระเบิด ตาขวาของเขาหายไปแล้ว มีนิ้วอย่างน้อย 1 นิ้วหายไปจากมือขวาเขา และมีเลือดไหลออกมามากบริเวณด้านหลังศีรษะเขา

ที่มาของภาพ, BBC / DARREN CONWAY
ในที่สุด พวกเขาต้องพาทหารคนนี้ขึ้นรถฉุกเฉินเพื่อนำตัวไปที่โรงพยาบาลหลักอีกแห่ง และการเดินทางในลักษณะนี้เป็นเรื่องอันตรายมากเพราะไม่มีใครรู้เลยว่าทหารรัสเซียจะซุ่มโจมตีมาจากทิศทางใด
ในฝั่งตรงข้ามของแนวรบเดียวกันนี้ มีทหารเกณฑ์รัสเซียหลายพันคนเดินทางมาเสริมทัพ แต่ด้วยความที่ไม่ได้รับการฝึกฝนเพียงพอ มีทหารเกณฑ์รัสเซียที่โดนยูเครนโจมตีจนเสียชีวิตไปจำนวนมาก
ถึงตอนนี้ ทั้งทางการยูเครนและรัสเซียไม่เคยเปิดเผยว่าสูญเสียทหารไปกี่นาย แต่กองทัพสหรัฐฯ ซึ่งอาศัยภาพถ่ายเดียวเทียมและแหล่งข่าวอื่น ๆ บอกว่า มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากทั้งสองฝ่ายรวมกันมากกว่า 1 แสนรายแล้วตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกรุกรานยูเครน
แต่การทำสงครามไม่ใช่เรื่องของเสื้อเกราะและอาวุธยุทโธปกรณ์เท่านั้น มันเป็นเรื่องของการรักษาขวัญและกำลังใจของทหารด้วย และยูเครนเชื่อว่าพวกเขาเหนือกว่าในเรื่องนี้
การมาเสริมทัพของทหารเกณฑ์นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งคือ แพทย์และพยาบาลพบว่าทหารได้รับบาดเจ็บจากกระสุนที่ยิงกันในระยะใกล้มากขึ้น
โอเลีย เป็นสมาชิกผู้หญิงอีกคนหนึ่งของศูนย์บริบาลผู้บาดเจ็บแห่งนี้ ก่อนเกิดสงคราม เธอเป็นเภสัชกรมาก่อน เมื่อผมถามว่าเธอรู้สึกอย่างไรที่ได้ช่วยชีวิตทหาร เธอบอกว่า “ฉันดูแลคนไข้ทุกคนด้วยความอบอุ่น …ความอบอุ่นเล็ก ๆ จากจิตวิญญาณฉัน เขาคนนั้นจะได้ไม่กังวล อาการเขาจะได้ดีขึ้น”

ที่มาของภาพ, BBC / DARREN CONWAY
ก่อนทำงานทุกเช้าเธอจะออกไปวิ่ง วิ่งสวนกับรถถังและรถหุ้มเกราะที่มุ่งหน้าไปที่แนวรบ
“ฉันคิดถึงช่วงเวลาที่สันติตลอดเวลา ฉันรู้ว่าสงครามจะต้องจบเร็ว ๆ นี้ และเราจะย้อนกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม กลับไปหาครอบครัว กลับไปทำงานเดิม ฉันไม่อยากมุ่งความสนใจไปที่สงคราม”
ทีมแพทย์นี้อยู่ด้วยกันมาตลอดตั้งแต่สงครามเริ่ม การดูพวกเขานั่งล้อมกันบนโต๊ะอาหารเหมือนการมองดูครอบครัวหนึ่ง แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย
พวกเขาต้องไปเผชิญความโหดร้ายขณะปฏิบัติหน้าที่ที่เมืองบูชา, เมืองเอียร์ปิน และเมืองบัคมุต ด้วยกัน ทั้งโอเลียและวาเลเรีย ต่างก็ต้องช่วยกันขนย้ายทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บไปในป่าเพื่อไปโรงพยาบาลหรือนำไปที่ฝังศพ
“เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำตัวให้ชินกับเรื่องนี้” โอเลีย กล่าว “ยากมากที่จะเห็นทหารที่ได้รับบาดเจ็บมาก ๆ มีคนหลายคน [ในที่อย่าง] บูชาและเอียร์ปิน มีเมืองที่โดนทำลาย มันไม่สามารถที่จะอธิบายด้วยคำพูดได้เลย”












