เปิดภารกิจ “อาร์ทิมิส 1” ก้าวแรกสู่การหวนคืนดวงจันทร์ของมนุษยชาติ

ที่มาของภาพ, NASA
จรวดรุ่นใหม่ในระบบปล่อยตัวสู่อวกาศ (Space Launch System - SLS) ขององค์การนาซา จะนำยานโอไรออน (Orion capsule) ออกจากวงโคจรโลก ก่อนพุ่งทะยานไปบินทดสอบวนรอบดวงจันทร์ เพื่อเตรียมนำมนุษย์อวกาศกลับไปเหยียบที่นั่นอีกครั้ง ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม แผนการส่งจรวดรุ่นใหม่ในระบบปล่อยตัวสู่อวกาศบินทดสอบวนรอบดวงจันทร์ ในภารกิจ "อาร์ทิมิส 1" ขององค์การนาซา กำลังเผชิญความล่าช้าที่ยาวออกไปหลังจากการส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศครั้งที่ 2 ถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง เมื่อวันเสาร์ (3 ก.ย.) ตามเวลาสหรัฐฯ
ตัวควบคุมของจรวดรุ่นใหม่ในระบบปล่อยตัวสู่อวกาศ (Space Launch System - SLS) เกิดความขัดข้องเกี่ยวกับเครื่องยนต์จากสาเหตุพลังงานรั่ว ซึ่งทำให้วิศวกรจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบอย่างละเอียด โดยไม่สามารถที่จะดำเนินการที่ฐานปล่อยจรวดได้ กระบวนการทั้งหมดนี้ทำให้แผนการส่งจรวดรุ่นใหม่ล่าช้าออกไปหลายสัปดาห์ คาดว่าจะเห็นการปล่อยจรวดรุ่นใหม่ในภารกิจ "อาร์ทิมิส 1" อีกครั้งในช่วงกลางเดือน ต.ค.
จรวดรุ่นใหม่ในระบบปล่อยตัวสู่อวกาศที่ใช้ในภารกิจนี้ เป็นจรวดรุ่นที่ทรงพลังที่สุดตั้งแต่หน่วยงานอวกาศสหรัฐฯ เคยพัฒนามา และถูกออกแบบเพื่อส่งนักบินอวกาศพร้อมกับอุปกรณ์กลับไปยังดวงจันทร์ หลังจากภารกิจสำรวจดวงจันทร์ไม่มีมานานถึง 50 ปี
องค์การนาซาพยายามส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศครั้งแรก เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา แต่ต้องยกเลิกแผนการออกไป เนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมไม่สามารถทำให้เครื่องยนต์ 4 ตัว มีอุณหภูมิที่เย็นตัวลงตามที่ต้องการได้
ภารกิจภายใต้ชื่อ "อาร์ทิมิส 1" (Artemis I ) เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของเส้นทางประวัติศาสตร์สายใหม่ ที่จะนำมนุษยชาติหวนคืนไปประทับรอยเท้าบนพื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้ง หลังร้างลาไปนานถึงครึ่งศตวรรษ นับแต่ภารกิจอะพอลโล 17 เมื่อปี 1972 สิ้นสุดลง
นอกจากจะเป็นภารกิจเพื่อการสำรวจอวกาศแล้ว โครงการอาร์ทิมิส 1, 2, และ 3 ยังเป็นภารกิจเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมในสังคมอเมริกัน โดยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้หญิงและคนผิวสีเชื้อชาติต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมและบทบาทสำคัญในแวดวง STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม, คณิตศาสตร์) ที่ผู้ชายผิวขาวครอบครองอยู่ในสัดส่วนที่สูงขึ้น
การซ้อมใหญ่เพื่อเดินทางครั้งประวัติศาสตร์
จรวด SLS ที่บรรทุกยานโอไรออน มีกำหนดจะทะยานขึ้นจากศูนย์อวกาศเคนเนดีที่รัฐฟลอริดาภายใน 2 ชั่วโมง นับแต่เวลา 08.33 น. ของวันที่ 29 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับ 18.33 น. ตามเวลาในประเทศไทยเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม องค์การนาซาต้องยกเลิกแผนการปล่อย SLS เนื่องจากเกิดปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้อง ทำให้เจ้าหน้าที่ห้องควบคุมไม่สามารถทำให้เครื่องยนต์เย็นตัวลงในอุณหภูมิที่ต้องการได้
หากสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยง่าย นาซาก็ยังมีโอกาสที่จะส่ง SLS ขึ้นสู่อวกาศอีกครั้งในวันศุกร์นี้ (2 ก.ย.) แต่หากไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยง่ายก็จะต้องเลื่อนแผนการนี้ออกไปอีก

ที่มาของภาพ, Getty Images
แท้จริงแล้วภารกิจอาร์ทิมิสทั้งหมด ซึ่งอาจใช้งบประมาณสูงถึง 93,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อการลงหลักปักฐานสร้างอาณานิคมต่างดาวให้มนุษย์ได้อยู่อาศัยกันในระยะยาว โดยเริ่มจากฐานที่มั่นบนดวงจันทร์ ซึ่งจะปูทางไปสู่การนำมนุษย์เหยียบดาวอังคารได้ภายในช่วงทศวรรษ 2030 หรือไม่เกิน 20 ปีข้างหน้านี้
ดังนั้นภารกิจอาร์ทิมิส 1 และ 2 จึงเป็นเสมือนการ "ซ้อมใหญ่" สำหรับภารกิจอาร์ทิมิส 3 ซึ่งจะนำมนุษย์อวกาศหญิงและชาวอเมริกันที่ไม่ใช่คนผิวขาวคนแรก ลงเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ภายในปี 2025 เป็นอย่างเร็ว
แม้ภารกิจอาร์ทิมิส 1 จะยังไม่มีมนุษย์เดินทางไปด้วย แต่มีการนำอุปกรณ์ทดสอบต่าง ๆ ที่จะช่วยตระเตรียมการเดินทางในรอบหน้าให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น บรรจุเอาไว้ในตัวยานที่แคปซูลของลูกเรือและที่ส่วนของสัมภาระเพื่อเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์
มีการใช้หุ่นจำลองแทนมนุษย์อวกาศในที่นั่งลูกเรือ ซึ่งหุ่นนี้สวมชุดป้องกันที่ได้รับการออกแบบใหม่ ทั้งยังติดตั้งเซนเซอร์วัดแรงสั่นสะเทือนและปริมาณรังสีอันตรายที่มาสัมผัสร่างกาย เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่เยือนดวงจันทร์ในอนาคต

ที่มาของภาพ, Bill Stafford / Nasa
นอกจากนี้ยังมีดาวเทียมจิ๋ว CubeSat ขนาดเท่ากล่องรองเท้า ที่จะไปนำไปปล่อยในห้วงอวกาศลึกนอกสถานีอวกาศเป็นครั้งแรก เพื่อทำการทดลองทางชีวภาพซึ่งจะสังเกตปฏิกิริยาของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เช่นยีสต์ สาหร่าย เห็ดรา และเมล็ดพืช ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีพ

ที่มาของภาพ, Bill Stafford / Nasa
ภารกิจอาร์ทิมิส 1 จะใช้เวลาทั้งหมด 42 วัน โดยจรวด SLS ที่นำส่งยานนั้น ถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่และทรงพลังเป็นพิเศษยิ่งกว่าที่เคยมีมา เพื่อรองรับภารกิจสำรวจอวกาศที่ยาวนานและต้องขนสัมภาระจำนวนมาก โดยสามารถบรรทุกน้ำหนักได้สูงสุดถึง 95,000 กิโลกรัม ในการทะยานขึ้นสู่วงโคจรระดับต่ำของโลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
จรวดที่เป็นแกนกลางของ SLS ติดตั้งเครื่องยนต์ขับดัน RS-25 ทั้งหมด 4 ตัว ขนาบด้วยจรวดขับดันเชื้อเพลิงแข็งอีกคู่หนึ่ง ทำให้แรงขับดันทั้งหมดของจรวด SLS ทรงพลังถึง 39 เมกะนิวตัน เทียบเท่ากับแรงออกตัวของเครื่องบินคองคอร์ดที่มีความเร็วเหนือเสียง 60 ลำรวมกัน ทั้งยังสูงกว่าแรงขับดันของจรวด Saturn V ที่ใช้ในภารกิจอะพอลโลอยู่ 15% และทรงพลังกว่าแรงขับดันของกระสวยอวกาศรุ่นต่าง ๆ ราว 20%
จรวด SLS ที่สูงตระหง่านเกือบ 100 เมตร หรือเท่ากับตึก 32 ชั้น จะนำยานโอไรออนที่กว้างขวางกว่ายานในภารกิจอะพอลโลถึงสองเท่า ขึ้นสู่วงโคจรโลกระดับต่ำด้วยความเร็วเกือบ 40,000 กม./ชม. จากนั้นจรวดขับดันเชื้อเพลิงแข็งและแกนกลางจรวดนำส่งจะแยกตัวออก ปลดปล่อยยานโอไรออนให้เดินทางต่อด้วยเครื่องยนต์ขับดันเชื้อเพลิงเยือกแข็ง ซึ่งเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจนเหลว 2.7 ล้านลิตร พุ่งทะยานไปในเส้นทางระหว่างโลกกับดวงจันทร์ที่ยาวไกล 380,000 กม.
เมื่อไปถึงวงโคจรของดวงจันทร์ ยานโอไรออนจะบินวนรอบแรกโดยเฉียดเข้าใกล้พื้นผิวดวงจันทร์ในระยะเพียง 100 กม. จากนั้นจะเข้าสู่วงโคจรที่ใหญ่กว่าเดิม ซึ่งห่างจากพื้นผิวดวงจันทร์ 65,000 กิโลเมตร และเป็นเขตห้วงอวกาศลึกที่ยังไม่มีผู้ใดเคยไปถึงมาก่อน หลังจากนั้นจะมีการโคจรวนรอบโดยเฉียดเข้าใกล้พื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อเหวี่ยงตัวเข้าเส้นทางกลับสู่โลก

ในวันที่ 10 ต.ค. 2022 คาดว่า ยานโอไรออนจะผ่านเข้าชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วสูง ทำให้เกิดความร้อนที่ภายนอกยานเกือบ 3,000 องศาเซลเซียส แต่ร่มชูชีพขนาดยักษ์จะช่วยชะลอความเร็วลง จนยานตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกนอกชายฝั่งเมืองซานดิเอโกของรัฐแคลิฟอร์เนียอย่างปลอดภัยตามที่กำหนดไว้
เหตุใดต้องใช้เวลาถึงครึ่งศตวรรษเพื่อกลับไปดวงจันทร์ ?
หากภารกิจอาร์ทิมิส 1 สำเร็จลงด้วยดี ภารกิจอาร์ทิมิส 2 จะดำเนินการต่อไปในเดือน พ.ค. ปี 2024 โดยในคราวนี้จะทดลองส่งมนุษย์อวกาศให้เดินทางไปกับยานโอไรออนด้วย แต่จะยังคงทำการทดสอบเพียงแค่โคจรรอบดวงจันทร์โดยไม่ลงจอด
ส่วนภารกิจอาร์ทิมิส 3 ที่จะเกิดขึ้นในสองปีต่อมา จะส่งมนุษย์อวกาศ 4 คนกลับไปเยือนดวงจันทร์ โดยเลือกผู้หญิงและผู้ชายที่เป็นตัวแทนของความหลากหลายทางเพศและเชื้อชาติเพียง 2 คน ลงเหยียบพื้นและเดินบนดวงจันทร์

ที่มาของภาพ, Getty Images
นาซาได้วางภารกิจให้มนุษย์อวกาศที่กลับไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี ออกสำรวจสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการตั้งฐานที่มั่นในระยะยาว รวมถึงการเข้าไปสำรวจในเงามืดบริเวณแอ่งหลุมรอบขั้วใต้ของดวงจันทร์ เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำแข็งที่คาดว่า จะนำมาใช้บริโภค รวมทั้งใช้สกัดเอาออกซิเจนเพื่อทำอากาศหายใจ และอาจสกัดเอาไฮโดรเจนจากน้ำแข็งเพื่อเป็นเชื้อเพลิงได้ด้วย
หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใดมนุษยชาติถึงต้องประวิงเวลานานนับครึ่งศตวรรษ กว่าจะเดินทางกลับไปเยือนดวงจันทร์ได้อีกครั้ง คำถามนี้ทำให้คนที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดกล่าวหาว่า เหตุการณ์ที่มนุษย์อวกาศชาวอเมริกันในภารกิจอะพอลโลลงเดินบนดวงจันทร์นั้น เป็นเพียงการถ่ายทำภาพยนตร์และไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง

ที่มาของภาพ, NASA
แต่เมื่อพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์และการเมืองในยุคสงครามเย็นแล้ว ช่วงระหว่างปี 1960-1973 สหรัฐฯตัดสินใจทุ่มงบประมาณในโครงการอะพอลโลเกือบ 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเทียบเท่ากับเงิน 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปัจจุบันโดยไม่เสียดาย ก็เพื่อมุ่งจะแซงหน้าสหภาพโซเวียตที่ปล่อยดาวเทียมสปุตนิก 1 ดาวเทียมดวงแรกของโลกขึ้นสู่ห้วงอวกาศได้ก่อนเมื่อปี 1957

อย่างไรก็ตาม สงครามเวียดนามที่ยาวนานและยืดเยื้อในช่วงทศวรรษ 1970 ทำให้ความสนใจต่อการแข่งขันด้านอวกาศของชาติมหาอำนาจจืดจางลง ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้สั่งยกเลิกโครงการอะพอลโล ส่วนองค์การด้านอวกาศของสหรัฐฯ ก็หันไปให้ความสนใจต่อปฏิบัติการในวงโคจรระดับต่ำของโลก เช่นภารกิจในสถานีอวกาศนานาชาติหรือการพัฒนากระสวยอวกาศ มากกว่าการส่งคนไปสำรวจยังดวงดาวต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาล
ความสนใจที่จะหวนคืนสู่การเป็นชาติมหาอำนาจด้านอวกาศกลับมาอีกครั้งในปี 2017 เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนส่งมนุษย์อวกาศกลับไปเหยียบดวงจันทร์ให้ได้โดยเร็ว เขากล่าวว่า "ครั้งนี้เราจะไม่ทำเพียงแค่ปักธงและทิ้งรอยเท้าเอาไว้เท่านั้น"

ที่มาของภาพ, Reuters
เชื่อกันว่า การตัดสินใจของทรัมป์มีเหตุผลอื่นที่นอกเหนือไปจากแรงจูงใจเชิงชาตินิยม ซึ่งต้องการทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในสายตาชาวโลก โดยเหตุผลที่ว่านี้อาจเป็นแรงจูงใจเชิงธุรกิจ เนื่องจากกิจการด้านเทคโนโลยีอวกาศของเอกชนกำลังมาแรงและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ

ที่มาของภาพ, NASA
ภารกิจอวกาศเพื่อความเท่าเทียมในสังคม
ประชากรโลกกว่าครึ่งในปัจจุบัน ยังไม่เคยมีโอกาสได้เห็นมนุษย์ในรุ่นของตนก้าวเดินบนดวงจันทร์ แต่ในภารกิจอาร์ทิมิส 3 พวกเขาจะได้พบเห็นสิ่งที่แตกต่างออกไป นั่นก็คือคู่มนุษย์อวกาศที่เป็นผู้หญิงและชายอเมริกันผิวสี จะลงเดินสำรวจบนพื้นผิวดาวบริวารของโลกด้วยกัน

ที่มาของภาพ, NASA
มนุษย์อวกาศ 18 คนที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมในภารกิจอาร์ทิมิสนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิงและอีกครึ่งหนึ่งเป็นชายอเมริกันผิวสี พวกเขาจะเป็นผู้เริ่มต้นบทใหม่ของประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศที่เปิดกว้าง ทั้งยอมรับความหลากหลายทางเพศและเชื้อชาติมากขึ้น ไม่ถูกครอบงำอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ชายผิวขาวเท่านั้นอีกต่อไป
ตามสถิติเดิมของนาซาที่บันทึกไว้จนถึงเดือน พ.ย. 2021 มีผู้หญิงเพียง 75 คน ในกลุ่มของมนุษย์อวกาศที่เคยออกปฏิบัติภารกิจนอกโลกทั้งหมด 600 คน นอกจากนี้ยังมีชาวอเมริกันผิวดำเพียง 14 คน และชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียอีก 14 คน อยู่ในบรรดาผู้ได้รับคัดเลือกให้ทำหน้าที่นักบินอวกาศของนาซาทั้งหมด 330 คน

ความไม่เท่าเทียมและการกีดกันเลือกปฏิบัตินี้ เกิดขึ้นในสังคมอเมริกันมาเป็นเวลานาน ทำให้คนรุ่นใหม่ในแวดวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งภารกิจอาร์ทิมิสนับเป็นโอกาสอันดีที่จะเริ่มยุคของการสำรวจอวกาศเพื่อทุกคนในสังคม โดยเปิดทางให้ได้เข้าถึงทรัพยากรและความก้าวหน้าในพื้นที่นอกโลกอย่างถ้วนทั่วเท่าเทียมกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images










