โควิด : เปิดภารกิจตามล่าหาวัคซีนโควิด “สูตรครอบจักรวาล”

A nurse prepares a booster dose of the Pfizer Covid-19 vaccine in Jakarta

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, เดวิด คอกซ์
    • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

เมื่อช่วงกลางทศวรรษ 1980 ดร. โจนาธาน ฮีนีย์ ยังคงศึกษาในระดับปริญญาเอกอยู่ที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) ในครั้งนั้นเขาได้รับคำสั่งให้เดินทางข้ามประเทศไปยังรัฐออริกอน เพื่อตรวจสอบกรณีโรคติดเชื้อประหลาด ซึ่งเกิดขึ้นกับเสือชีตาห์หลายตัวในสวนสัตว์ท้องถิ่น

นั่นเป็นครั้งแรกที่ดร. ฮีนีย์ ได้เผชิญหน้ากับเชื้อไวรัสโคโรนา เขาพบว่ามันมาจากแมวบ้านและติดต่อสู่เสือชีตาห์ ซึ่งถือเป็นสัตว์ชนิดใหม่ล่าสุดที่ไวรัสชนิดนี้ใช้เป็นแหล่งอาศัยเพาะพันธุ์ ทำให้เสือชีตาห์ที่ติดเชื้อในครั้งนั้นล้มตายเป็นจำนวนมาก

สี่สิบปีต่อมา ดร. ฮีนีย์ได้เป็นผู้นำทีมวิจัยของบริษัท DIOSynVax องค์กรวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานวิจัยยาและเวชภัณฑ์ที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก "พันธมิตรเพื่อนวัตกรรมสำหรับการเตรียมพร้อมสู้โรคระบาด" (CEPI) เครือข่ายความร่วมมือระดับโลกที่ระดมเงินทุนกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับการวิจัยวัคซีนทั่วโลก เพื่อหยุดยั้งการระบาดของโรคร้ายแรงรวมถึงโควิด-19

การคิดค้นวัคซีนโควิดที่สามารถป้องกันไวรัส SARS-CoV-2 ได้ทุกสายพันธุ์ หรือการค้นหาวัคซีน "สูตรครอบจักรวาล" ที่ป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาได้หมดทุกชนิดในวงศ์ (family) ของมัน ถือเป็นเรื่องยากลำบากที่ไม่เคยมีผู้ใดทำสำเร็จมาก่อนในประวัติศาสตร์ของวงการไวรัสวิทยา แม้แต่ความพยายามคิดค้นวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แบบรวมทุกสายพันธุ์ ที่ดำเนินมายาวนานถึงกว่า 20 ปี ก็มีความก้าวหน้าเพียงน้อยนิดเท่านั้น

แต่หากทีมวิจัยนานาชาติในปัจจุบันบรรลุเป้าหมายสูงสุดดังกล่าว โลกจะมีวัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อโรคโควิด-19 โรคซาร์ส โรคเมอร์ส และไข้หวัดใหญ่หลายชนิดได้ในเข็มเดียว ซึ่งวัคซีนสูตรครอบจักรวาลนี้จะช่วยพลิกสถานการณ์ หยุดยั้งการระบาดใหญ่ทั่วโลกของเชื้อไวรัสโคโรนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Many coronaviruses that can infect humans, such as Mers, are in the beta genus

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไวรัสโคโรนาที่ติดต่อสู่คนได้นั้น หลายสายพันธุ์อยู่ในสกุลเบตา (Beta) เหมือนเชื้อโรคเมอร์สที่มาจากอูฐ

วัคซีนที่ป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ทุกรูปแบบ

ดร. เวย์น คอฟฟ์ ประธานผู้บริหารของโครงการวัคซีนสำหรับมนุษย์ (Human Vaccines Project) แสดงความเห็นว่า "ผมเชื่อว่าจะมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในการพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสูตรรวมทุกสายพันธุ์ แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือทางการวิจัยครั้งใหญ่จากทั่วโลกเพื่อบรรลุเป้าหมาย"

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยมองว่า ผู้วิจัยและพัฒนาวัคซีนควรจะเริ่มจากการไปให้ถึงเป้าหมายระดับกลางที่เอื้อมถึงได้ไม่ยากนักก่อน อย่างเช่นวัคซีนป้องกันเชื้อ SARS-CoV-2 ที่กลายพันธุ์ทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้โรคโควิด-19 เกิดการระบาดซ้ำหลายระลอก ทั้งยังมีลักษณะของการแพร่กระจายเชื้อ รวมถึงอาการและความรุนแรงของโรคเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การระบาดของสายพันธุ์อัลฟาเมื่อเดือน ก.ย. 2020 มาจนถึงการระบาดของสายพันธุ์เดลตา โอมิครอน BA.4 และ BA.5 ในปัจจุบัน

นพ. แพทริก ซุน-เฉียง ประธานผู้บริหารของบริษัท ImmunityBio ที่ได้รับทุนการวิจัยวัคซีนจากรัฐบาลสหรัฐฯ บอกว่าการพัฒนาวัคซีนโควิดที่ป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ได้ทั้งหมด ถือเป็นหนทางเดียวที่โลกจะหลุดพ้นจากวังวนของการระบาดใหญ่ได้

มีการทดลองใช้เทคโนโลยีหลากหลายแนวทางเพื่อคิดค้นวัคซีนดังกล่าว ทั้งการดัดแปลงอะดีโนไวรัส (Adenovirus) ที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน, การใช้อนุภาคเฟอร์ริทิน (Ferritin) ซึ่งเป็นโปรตีนนำพาธาตุเหล็กขนาดเล็กระดับนาโน, ไปจนถึงการผลิตอาร์เอ็นเอ (RNA) ที่แบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้เองเมื่อเข้าสู่เซลล์ร่างกาย ทำให้ได้สารกระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบเดียวกับวัคซีน mRNA แต่ไม่ต้องฉีดเข้าร่างกายในปริมาณมากเหมือนแต่ก่อน

Back in the 1980s, Heeney identified a coronavirus that had jumped from domestic cats into cheetahs

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ช่วงทศวรรษ 1980 ดร.ฮีนีย์ วิจัยพบเชื้อไวรัสโคโรนาที่ติดต่อจากแมวบ้านไปยังเสือชีตาห์

ประธานผู้บริหารโครงการวัคซีนสำหรับมนุษย์อธิบายว่า "การผลิตวัคซีนหลายขนานด้วยเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบนั้น มีข้อดีตรงที่วัคซีนต่างชนิดสามารถตอบโจทย์เรื่องความต้องการใช้วัคซีนได้แตกต่างกันไป อย่างเช่นวัคซีน mRNA มีข้อดีตรงที่สามารถพัฒนาและปรับปรุงสูตรได้รวดเร็ว ในขณะที่วัคซีนแบบอื่นอาจเก็บรักษาคงประสิทธิภาพได้นานกว่า และสามารถขนส่งไปถึงถิ่นทุรกันดารได้ง่ายกว่า"

ถึงกระนั้นก็ตาม หลักการพื้นฐานที่ใช้พัฒนาวัคซีนโควิดสูตรครอบจักรวาลของทุกทีมวิจัยล้วนเป็นแบบเดียวกัน นั่นก็คือการใส่ชิ้นส่วนของไวรัสโคโรนาและเชื้อกลายพันธุ์ในวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนจากส่วนหนามของไวรัส หรือโปรตีนจากเปลือกที่เป็นแคปซูลห่อหุ้มสารพันธุกรรมของไวรัส โดยอาจเลือกใส่ชิ้นส่วนเหล่านี้ลงไปหลายแบบ เพื่อขยายโอกาสสร้างภูมิคุ้มกันได้ครอบคลุมขึ้น

บางทีมวิจัยเลือกใส่ชิ้นส่วนที่ไวรัสโคโรนาในสกุล (genus) เดียวกันมีเหมือนกัน และเป็นชิ้นส่วนที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเกิดการกลายพันธุ์กี่ครั้งก็ตาม อย่างเช่นทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยดุ๊กในสหรัฐฯ เลือกใช้โปรตีนจากหนามไวรัสส่วนที่เรียกว่า Receptor Binding Domain (RBD) ซึ่งเป็นบริเวณที่จับยึดกับตัวรับบนผิวเซลล์มนุษย์ โดยการใช้ชิ้นส่วนที่ไวรัสโคโรนาสกุลเบตา (Betacoronavirus) มีเหมือนกันหมดนี้ จะช่วยสร้างภูมิต้านทานที่ป้องกันเชื้อในสกุลเดียวกันแบบครอบคลุมทั้งหมดได้

อย่างไรก็ตาม วัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสูตรครอบจักรวาลนั้นมีความซับซ้อนมาก ทำให้การพัฒนาและผลิตไม่อาจจะทำได้อย่างรวดเร็วทันใจเหมือนวัคซีนโควิดรุ่นแรก ปัจจุบันยังคงไม่มีวัคซีนโควิดที่ป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ทุกรูปแบบสูตรใด สามารถผ่านการทดลองระดับคลินิกขั้นที่ 1 หรือการทดลองในมนุษย์ครั้งแรกไปได้เลย แต่ผลการทดสอบเบื้องต้นก็ให้ความหวังอยู่ไม่น้อย

เมื่อช่วงต้นปีนี้บริษัท Gritstone bio ประกาศว่า วัคซีนโควิดที่ป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ทุกชนิดของตน สามารถทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายจดจำโปรตีนของไวรัสได้หลากหลายรูปแบบ และก่อนหน้านั้นบริษัท ImmunityBio ก็ตกเป็นข่าวดังเมื่อเดือนมิ.ย. ปีที่แล้ว หลังคิดค้นวัคซีนที่ทำให้ภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ที่กลายพันธุ์ได้หลายชนิด ทั้งสายพันธุ์อัลฟา เบตา และแกมมา

ประธานผู้บริหารของบริษัท ImmunityBio บอกว่า "วัคซีนของเราสร้างภูมิคุ้มกัน โดยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตเซลล์ชนิดบี (B cell) ที่สามารถจดจำชิ้นส่วนของไวรัสและปลดปล่อยแอนติบอดีออกมาได้มหาศาล รวมทั้งสร้างเซลล์ชนิดที (T cell) ที่ฆ่าไวรัสและกำจัดเซลล์ติดเชื้อ ทำให้ไม่พบเชื้อก่อโรคโควิด-19 ในทางเดินหายใจและปอด"

วัคซีนรวมไข้หวัดใหญ่เหลว แต่วัคซีนโควิดครอบจักรวาลยังมีหวัง

แม้การคิดค้นวัคซีนรวมสำหรับไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์จะล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ผู้พัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสูตรครอบจักรวาล สามารถจะใช้ข้อมูลการวิจัยและแนวคิดต่าง ๆ ที่เคยผ่านการทดสอบมาแล้วในโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางต่อยอดการวิจัยของตนได้

There are currently seven coronaviruses known to infect humans, and many more have been identified in other animals such as bats

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปัจจุบันมีไวรัสโคโรนา 7 สายพันธุ์ ที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อในมนุษย์ได้ แต่ยังมีอีกหลายชนิดที่เราไม่รู้จักแฝงตัวอยู่ในสัตว์เช่นค้างคาว

ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2021 บริษัทโมเดอร์นาหันมาศึกษาทำความเข้าใจเรื่องกลไกบางอย่าง ที่ทำให้ไวรัส Sars-CoV-2 ยังคงกลายพันธุ์และมีวิวัฒนาการต่อไปได้ โดยการวิจัยนี้มีขึ้นผ่านโครงการพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนา 4 ชนิด ซึ่งเป็นสาเหตุของไข้หวัดที่พบได้ทั่วไปในผู้ใหญ่ถึง 30%

นักวิจัยบางกลุ่มตั้งเป้าหมายไว้สูงกว่านั้น โดยมุ่งออกแบบวัคซีนที่นอกจากจะป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาเท่าที่พบในปัจจุบันแล้ว ยังสร้างภูมิคุ้มกันไว้เตรียมพร้อมรับมือกับการระบาดใหญ่ในอนาคตด้วย โดยเป็นไปได้สูงว่าการระบาดระลอกใหม่อาจมีที่มาจากเชื้อจำพวก Sarbecoronavirus หนึ่งในกลุ่มย่อยของไวรัสโคโรนาสกุลเบตา ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงแบบที่คล้ายกับโรคซาร์ส

ทีมวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนียหรือแคลเทค (CalTech) กำลังพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสในกลุ่มย่อย Sarbecoronavirus ซึ่งคาดว่ายังมีอีกหลายชนิดพันธุ์ที่เราไม่รู้จัก พวกมันอาจแอบแฝงฟักตัวอยู่ในสัตว์บางชนิดอย่างเช่นค้างคาวหรือตัวนิ่ม โดยถือเป็นภัยคุกคามที่เสี่ยงจะทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในมนุษย์เข้าสักวันหนึ่ง แต่การค้นพบวัคซีนที่สามารถป้องกันการติดเชื้อทุกตัวในกลุ่มนี้ จะช่วยให้เรารอดพ้นจากภัยที่มองไม่เห็นซึ่งอาจมาถึงในวันข้างหน้าได้

A vaccine that works on all coronaviruses would not only help to prevent new pandemics, it would provide some protection against the common cold

ที่มาของภาพ, Getty Images

ส่วนทีมวิจัยของดร.ฮีนีย์ ที่บริษัท DIOSynVax ก็กำลังพัฒนาวัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาในสกุลเบตาทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวง แม้จะเป็นการคิดค้นวัคซีนสำหรับไวรัสโคโรนาเพียงสกุลเดียวก็ตาม โดยยังไม่อาจพัฒนาวัคซีนให้ครอบคลุมไปถึงไวรัสโคโรนาที่เหลืออีก 3 สกุล ซึ่งได้แก่อัลฟา เดลตา และแกมมา

ทีมวิจัยข้างต้นใช้อัลกอริทึมรุ่นล่าสุด เรียนรู้โครงสร้างและสายวิวัฒนาการของไวรัสในสกุลเบตาอย่างลึกซึ้ง จนสามารถสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่ช่วยทำนายและชี้จุดอ่อนทางพันธุกรรมของไวรัสกลุ่มนี้ได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ไม่อาจทราบถึงจุดอ่อนดังกล่าวได้หมดด้วยวิธีศึกษาทดลองตามปกติ ทำให้พลาดโอกาสพัฒนาวัคซีนซึ่งโจมตีหัวใจสำคัญต่อความอยู่รอดของไวรัสหลายสายพันธุ์ไปอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาทุกสายพันธุ์ หรือวัคซีนโควิดที่ป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ได้แบบครอบจักรวาล ยังคงมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จสูงกว่าการพัฒนาวัคซีนรวมไข้หวัดใหญ่อยู่หลายเท่าตัว เนื่องจากเชื้อไวรัสโคโรนามีแนวโน้มที่จะกลายพันธุ์ต่ำกว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและพันธุกรรมไปได้อย่างรวดเร็วและบ่อยครั้งกว่า

เหล่านักวิทยาศาสตร์ผู้พัฒนาวัคซีนคาดการณ์ว่า วัคซีนโควิดชนิดแรกที่สามารถป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ได้ทั้งหมด จะพัฒนาเสร็จสิ้นและพร้อมนำออกใช้งานได้ภายในปี 2024 พลิกสถานการณ์ให้ประชากรโลกหลุดพ้นจากวังวนการระบาดใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งจะช่วยรักษาชีวิตผู้คนจำนวนมาก ให้รอดพ้นการระบาดในอนาคตของเชื้อไวรัสโคโรนาที่เรายังไม่รู้จักอีกด้วย ซึ่งหากวัคซีนชนิดนี้ได้ผลจริงก็จะถือเป็นความสำเร็จอันใหญ่หลวงของวงการสาธารณสุขโลก